หน้าแรก > อาชญากรรม

คอมมานโดบุก รวบ 'นักบิน' รถนำลำเลี่ยงยาเสพติดรายใหญ่ ผู้ต้องหารายสุดท้ายของแก๊ง หลังหนีไป สปป.ลาว ชะล่าใจเดินทางกลับไทย

วันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 05:31 น.


คอมมานโดบุก รวบ 'นักบิน' รถนำลำเลี่ยงยาเสพติดรายใหญ่ ผู้ต้องหารายสุดท้ายของแก๊ง หลังหนีไป สปป.ลาว ชะล่าใจเดินทางกลับไทย

วันที่ 14 กันยายน 69 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ปพ. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. และพ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุม นายออ (นามสมมุติ) อายุ 21 ปี ชาวภูมิลำเนา ตำบลสระพังลาน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 331/2569 ลงวันที่ 26 เมษายน 2569 พร้อมตรวจยึดของกลาง รถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สีขาว จำนวน 1 คัน รถยนต์โตโยต้า วีออส สีบรอนซ์-เทา จำนวน 1 คัน และโทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายโดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และร่วมกันจำหน่ายโดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (ยาเคหรือคีตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และสมคบโดยตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน” เบื้องต้นขอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าว

สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ลักลอบนำยาเสพติดจำนวนมากมาซุกซ่อนไว้ภายในบ้านเช่าแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.บางเพรียง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ โดยมีนายนิวและนายอาร์ม ทำหน้าที่ดูแลบ้านเช่าและใช้รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นปาเจโร่ สีขาว เป็นพาหนะในการรับและจัดส่งยาเสพติดให้กับลูกค้า เจ้าหน้าที่จึงได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์อย่างต่อเนื่อง

กระทั่งคืนวันที่ 12 มีนาคม เจ้าหน้าที่สืบทราบว่านายนิว พร้อมพวกกำลังเดินทางไปรับยาเสพติด จึงติดตามความเคลื่อนไหว กระทั่งเวลาประมาณ 04.00 น. พบนายนิวและนายอาร์ม ขับรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สีขาว เข้ามายังบ้านเช่าดังกล่าวก่อนถอยรถเข้าไปภายในบ้านและนำสิ่งของบางอย่างจากรถเข้าไปเก็บไว้ภายในบ้านซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นยาเสพติด

ต่อมาเวลาประมาณ 05.00 น. ทั้งสองขับรถออกจากบ้านเช่า มุ่งหน้าไปยังพื้นที่เขตบางแค กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเป็นตำรวจและเข้าตรวจค้นพบยาไอซ์และคีตามีนซุกซ่อนอยู่ภายในรถ รวมทั้งพบกุญแจรถยนต์โตโยต้า วีออส จำนวน 1 ดอก และกุญแจบ้านเช่าอีก 1 พวง

จากการสอบถามเบื้องต้น นายนิวและนายอาร์มให้การว่า บ้านเช่าใน จ.สมุทรปราการ เป็นสถานที่เก็บยาเสพติดจำนวนมาก โดยทั้งสองได้รับคำสั่งจากผู้ว่าจ้างผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ให้ทำหน้าที่ไปรับและนำยาเสพติดไปส่งให้กับลูกค้า โดยได้รับค่าจ้างประมาณ ครั้งละ 50,000 บาท และเคยทำมาแล้วประมาณ 3 ครั้ง ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับกุม โดยเจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปตรวจค้นบ้านเช่าดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบยาเสพติดจำนวนมาก ได้แก่ ยาไอซ์ จำนวน 30 ถุง น้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม และคีตามีน จำนวน 30 ถุง น้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม รวมของกลางยาเสพติดประมาณ 60 กิโลกรัม
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายโดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และร่วมกันจำหน่ายโดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ก่อนนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้จากการสืบสวนขยายผล เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าเครือข่ายดังกล่าวยังมีบุคคลทำหน้าที่เป็น “รถนำ” เพื่อคอยสำรวจเส้นทางและนำทางให้กับรถขนยาเสพติด โดยทราบชื่อคือนายออ (ผู้ต้องหา) ใช้รถยนต์โตโยต้า วีออส สีบรอนซ์-เทา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการขอศาลออกหมายจับเพิ่มเติม เพื่อขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีต่อไป

โดยกลุ่มคนร้ายมักทำงานกันเป็นเครือข่ายและแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ตั้งแต่ผู้สั่งการ ผู้จัดหายา ผู้ดูแลสถานที่พักหรือซุกซ่อนยา ผู้ขนส่งและผู้ทำหน้าที่นำทางหรือสำรวจเส้นทางคนร้ายมักใช้ บ้านเช่า ห้องพัก หรือสถานที่ที่ไม่เป็นที่สังเกต เป็นจุดพักและเก็บซ่อนยาเสพติด ก่อนทยอยนำออกไปส่งให้กับลูกค้า โดยใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในการลำเลียงเพื่อปกปิดการกระทำ

การติดต่อสั่งงานมักดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันสื่อสารออนไลน์และอาจใช้ชื่อปลอมหรือบัญชีที่ตรวจสอบตัวตนได้ยาก เพื่อหลีกเลี่ยงการเชื่อมโยงถึงผู้สั่งการตัวจริง ในระหว่างการลำเลียงคนร้ายอาจมีการใช้ รถนำหรือบุคคลคอยสังเกตการณ์ เพื่อดูเส้นทางและความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ หากพบความผิดปกติจะเปลี่ยนเส้นทางหรือยกเลิกการส่งมอบ
ผู้ที่รับหน้าที่ขนส่งหรือส่งยาเสพติดบางรายอาจถูกชักชวนด้วย ค่าจ้างจำนวนมาก โดยอ้างว่าเป็นเพียงผู้รับจ้างขนของ และไม่จำเป็นต้องรู้จักผู้สั่งการหรือผู้รับยาโดยตรงและพยายามแบ่งงานและแยกหน้าที่ออกจากกัน เพื่อลดโอกาสที่เจ้าหน้าที่จะสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้สั่งการและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดได้

พฤติการณ์ในการจับกุม กล่าวคือก่อนทำการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนและได้รับแจ้งจากสายลับว่า นายออ อายุ 21 ปี นั้นหลบหนีไปยังประเทศลาวและกำลังเดินทางเข้ามาในประเทศไทย จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นและสั่งการให้ทำการสืบสวนจับกุมตามอำนาจหน้าที่

ต่อมาตามวันเวลาที่จับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เดินทางไปสืบสวนหาข่าวบริเวณดังกล่าว พบบุคคลมีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการแสดงบัตรข้าราชการตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบทราบว่าบุคคลดังกล่าวชื่อ นายออ โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนมาตรวจสอบยืนยันพบว่ามีชื่อตรงกันกับบุคคลตามหมายจับและมีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับ สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริงและไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน ผู้ต้องหาดูอย่างละเอียดจนทราบและเข้าใจดีแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับกุม/ผู้ต้องหา จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหามายัง บก.ปพ. จัดทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวนและขยายผล บก.ปส.1 บช.ปส. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การว่า เมื่อช่วงตนปี 2569 ตนได้รู้จักกับนายนิวกับนายอาร์ม ซึ่งอยู่ใกล้บ้านเช่า โดยตนได้ไปซื้อบุหรี่หนีภาษีราคาถูกกับทั้งสองคนและได้เล่นพนันปลากัดกัน จนสนิทกัน ต่อมานายนิวกับนายอาร์ม ได้ชักชวนให้ตนขับรถนำเพื่อไปส่งสินค้า ตนคิดว่าเป็นพวกบุหรี่หนีภาษี จึงได้ตอบตกลง โดยได้ค่าจ้าง 4,000 บาทต่อครั้ง ตนทำมาแล้ว 2 ครั้ง

ต่อมาทราบว่านายนิวกับนายอาร์ม ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมพร้อมยาเสพติดจำนวนมาก คิดว่าตนน่าจะโดนด้วย จึงได้เดินทางไปหาพ่อที่ประเทศลาว หวังหลบหนี ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ตนคิดว่าเรื่องของตนไม่มีอะไรแล้ว ตนจึงเดินทางกลับประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ ได้นั่งรถตู้มาที่จังหวัดร้อยเอ็ดและต่อรถประจำทางเข้ากรุงเทพมหานคร จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ที่หน้าห้างดังย่านรังสิต จ.ปทุมธานี เบื้องต้นขอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าว อ้างว่า ตนไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติด

 

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม