วันที่ 12 มีนาคม. 2569 เวลา 13:26 น.
วันนี้(12 มี.ค.69) นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมรายงานความคืบหน้าใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ เหตุเรือบรรทุกสินค้าไทยประสบเหตุบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ พัฒนาการสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่
สำหรับเหตุเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยชื่อ “มยุรีนารี” ซึ่งมีลูกเรือคนไทย 23 คน ประสบเหตุได้รับความเสียหายบริเวณท้ายเรือ ขณะเดินเรือในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังออกจากท่าเรือเมืองคาลิฟา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันที่ผ่านมา (ตามเวลาประเทศไทย) นั้น
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน ได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศโอมานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที โดยกองทัพเรือโอมานสามารถช่วยเหลือลูกเรือไทยได้แล้ว 20 คน และนำขึ้นฝั่งที่เมืองคาซาบ ประเทศโอมาน อย่างปลอดภัย ขณะนี้อยู่ระหว่างส่งทีมค้นหาเพื่อช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คนที่ยังสูญหาย
ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ติดต่อกับกัปตันเรือและได้รับการยืนยันว่า ลูกเรือไทยทั้ง 20 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องดูแลสภาพจิตใจ โดยผู้แทนท้องถิ่นของบริษัทเจ้าของเรือได้จัดที่พักให้ลูกเรือทั้งหมดในโรงแรม พร้อมเตรียมให้การดูแลด้านจิตใจโดยจิตแพทย์
ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตฯ อยู่ระหว่างประสานการเดินทางทางรถยนต์เข้าสู่พื้นที่ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวยังเป็นเขตห้ามบิน เพื่อไปเยี่ยมเยียนดูแลลูกเรือไทย และอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งจากกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคมว่า ปัจจุบันเรือสัญชาติไทยทั้งหมดได้เดินทางออกจากบริเวณช่องแคบฮอร์มุซแล้ว และไม่มีเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยตกค้างอยู่ในพื้นที่ นายปาณิดล กล่าวอีกว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แสดงความกังวลต่อความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงจากการโจมตีระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเรือน รวมถึงประชาชนของประเทศอื่น ๆ เช่น กรณีเรือสัญชาติไทยที่ประสบเหตุ
ประเทศไทยจึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้น ลดระดับความตึงเครียด และหันกลับสู่การเจรจาทางการทูต เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและส่งผลกระทบต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคและของโลก พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการคุ้มครองพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน
ในด้านการดำเนินการทางการทูต กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยเข้าหารือถึงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดหารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน เพื่อขอบคุณรัฐบาลโอมานที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย และติดตามความคืบหน้าการค้นหาลูกเรืออีก 3 คน
ส่วนสถานการณ์โดยรวมในตะวันออกกลางยังคงมีความรุนแรงและไม่แน่นอน แม้จะเริ่มมีสัญญาณจากบางฝ่ายที่ต้องการยุติความขัดแย้ง โดยฝ่ายอิหร่านได้เสนอเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การยอมรับสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่าน การชดใช้ความเสียหาย และการให้หลักประกันจากประชาคมระหว่างประเทศว่าจะไม่เกิดการรุกรานอิหร่านอีกในอนาคต
ทั้งนี้ ในวันที่ 13 มีนาคม 2569 จะมีการจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษว่าด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของประเทศไทย เพื่อหารือผลกระทบต่อภูมิภาคอาเซียนและแลกเปลี่ยนแนวทางการรับมือร่วมกันในระยะยาว
สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ขณะนี้คนไทยที่อพยพออกจากอิหร่านชุดที่ 2 ได้เดินทางถึงประเทศตุรกีแล้ว โดยกลุ่มแรกจำนวน 34 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานไทย ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงเช้าวันนี้ และจะมีอีกกลุ่มหนึ่งเดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 13 มีนาคม
นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศยังคงประสานงานช่วยเหลือคนไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สายการบิน Etihad, Emirates และ Air Arabia ได้เปิดเที่ยวบินจากดูไบกลับประเทศไทยในลักษณะจำกัด ขณะที่ในบาห์เรน สายการบิน Gulf Air ได้เพิ่มเที่ยวบินพิเศษจากเมืองดัมมามมายังกรุงเทพฯ เพื่อรองรับผู้โดยสาร
ส่วนในกาตาร์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา ได้อำนวยความสะดวกให้คนไทยและครอบครัวเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว 124 คน โดยเป็นเที่ยวบินพิเศษสำหรับผู้โดยสารตกค้าง ขณะที่ในอิสราเอล สายการบิน El Al และ Arkia ได้กลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทลอาวีฟและประเทศไทยตามปกติ
นายปาณิดล ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้วรวม 381 คน โดยรัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการดูแลและช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบให้สามารถออกจากพื้นที่อันตรายได้อย่างปลอดภัยในโอกาสแรก