วันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 เวลา 01:18
รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ บุกจับ "บอสจีน" คาอพาร์ตเมนต์ย่านห้วยขวาง ยึดมือถือ 14 เครื่อง-เงินสดอื้อ แถมแจ็คพอตเจอเพื่อนร่วมแก๊งหนีเข้าเมืองลอบซุกห้องตรงข้าม
สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา เกิดเหตุสะเทือนใจเมื่อหญิงสูงอายุรายหนึ่งถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์แก๊งมิจฉาชีพโทรศัพท์มาหลอกลวงอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขู่ว่ามีส่วนพัวพันคดีฟอกเงินและต้องนำทรัพย์สินมาตรวจสอบ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงนำทองคำรูปพรรณน้ำหนักรวม 5 บาท ไปส่งมอบให้ “ม้ารับของ” บริเวณห้างสรรพสินค้าย่านเตาปูน
จากนั้น ขบวนการดังกล่าวได้ส่งต่อทองคำให้นายออ อายุ 18 ปี (ผู้ต้องหาคดีคอลเซ็นเตอร์ที่เคยถูกดำเนินคดีที่ สน.ราษฎร์บูรณะ มาแล้ว) นำไปขายเป็นเงินสด ก่อนทำตามคำสั่ง “บอสชาวจีน” ด้วยการนำเงินสดใส่ถุงไปวางไว้ที่ชั้นล่างของอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ในซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 13 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กทม.ฯ เพื่อให้ชายชาวจีนมารับขึ้นห้องไป
ชุดสืบสวนนำโดย กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น., กก.สส.บก.น.8 และ บก.สส.สตม. จึงได้แกะรอยและรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบว่า ชายชาวจีนผู้มารับเงินคือ ผู้ชาย อายุ 47 ปี ก่อนขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับ
ต่อมาในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าตรวจสอบที่อพาร์ตเมนต์ดังกล่าว และพบชายชาวจีน คนดังกล่าว บริเวณชั้นล่างของอาคาร จึงแสดงตัวเข้าจับกุมตามหมายจับในข้อหา "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นคนอื่นหรือเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น"
ผู้ต้องหายินยอมให้นำตรวจค้นภายในห้องพัก พบของกลางสำคัญหลายรายการ ประกอบด้วย
1. สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 6 เล่ม
2. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 14 เครื่อง
3. เงินสด จำนวน 36,700 บาท
4. บัตรเครดิต/เดบิต จำนวน 12 ใบ
จากการสอบสวนปากคำ ชายชาวจีน คนดังกล่าว รับสารภาพว่า มีหน้าที่รับเงินสดจากสายม้าคนไทยที่ตระเวนหลอกเหยื่อมาส่งต่อ จากนั้นจะนำเงินสดไปแปลงสภาพเป็นคริปโตเคอเรนซี่สกุล USDT ก่อนโอนส่งต่อไปยังหัวหน้าขบวนการตามคำสั่ง
เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.เตาปูน ดำเนินคดีตามกฎหมาย
ซ่วงระหว่างการปฏิบัติงานภายในห้องพักดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้พบหนังสือเดินทางของ ผู้ชายคนหนึ่ง อายุ 40 ปี สัญชาติจีน แต่ตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบรอยตราประทับการเข้า-ออกราชอาณาจักรในหน้าหนังสือเดินทางใดๆ เลย
เมื่อสอบถาม ชายชาวจีน คนดังกล่าว อ้างว่าเป็นของเพื่อนที่พักอยู่อีกห้อง ซึ่งอยู่ตรงกันข้าม เจ้าหน้าที่ ตม. จึงตรวจสอบฐานข้อมูลการเดินทางพบว่าไม่มีข้อมูลการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรอย่างถูกต้อง น่าเชื่อว่าลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
และในจังหวะนั้นเอง ชายชาวจีน คนดังกล่าว ได้เปิดประตูห้องพัก ออกมาพอดี เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับหนังสือเดินทางจริง และสารภาพว่าได้ลักลอบหลบหนีเข้ามาทางมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนนั่งรถยนต์ข้ามผ่านประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง และหลบหนีซ่อนตัวอยู่ในไทยนานกว่า 1 ปี เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา "เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย" ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดี
นอกจากนี้ เมื่อประสานข้อมูลเชิงลึกกับทางการจีน ได้รับการยืนยันว่า ชายชาวจีน มีหมายจับติดตัวของมณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดฐานเป็นแก๊งสแกมเมอร์ หลอกลวงเหยื่อให้ช่วยกดสั่งซื้อสินค้าเพื่อปั่นยอดขายโดยสัญญาว่าจะให้ค่าคอมมิชชัน ก่อนจะเชิดเงินหนีลอยนวลมาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย จนกระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยสนธิกำลังเข้าทลายรังจับกุมได้ยกแก๊งในที่สุด
