วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 21:22 น.
ไทยประกาศความพร้อมทุกมิติ สรุปความสำเร็จ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ เดินสายโรดโชว์ 3 มหานครโลก จ่อคิวยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ฯ ธันวาคมนี้ พร้อมชวนคนไทยทั่วโลกสวมชุดไทยตลอด 1 เดือน
ประเทศไทยส่งสัญญาณความพร้อมสูงสุดสู่เวทีสากล ภายหลังการจัดกิจกรรมเผยแพร่องค์ความรู้และจัดแสดง "ชุดไทยพระราชนิยม" ในต่างประเทศ (Roadshow) ภายใต้โครงการส่งเสริมและเผยแพร่ชุดไทย : มรดกภูมิปัญญาผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากลกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชุดไทยพระราชนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ (Roadshow) ณ 3 มหานครชั้นนำของโลก ได้แก่ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นและสร้างกระแสการรับรู้อย่างกว้างขวางในหมู่นักการทูต ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ และสื่อมวลชนระดับนานาชาติ
ตลอดเส้นทางการเผยแพร่ชุดไทยพระราชนิยมเดินทางไปปรากฏต่อสายตาชาวโลกอย่างสง่างาม เสียงชื่นชมอย่างกึกก้องจากคณะทูตานุทูต สื่อมวลชนชั้นนำ และแวดวงแฟชั่นสากล หลอมรวมเป็นกระแสความภาคภูมิใจครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งแผ่นดิน และนับเป็นก้าวสำคัญก่อนเข้าสู่วาระประวัติศาสตร์ที่ทุกคนรอคอย เมื่อการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ สมัยที่ 21 ของ UNESCO จะพิจารณาขึ้นทะเบียน "ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ" เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 5 ธันวาคม 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2567 ที่เห็นชอบให้เสนอรายการนี้ต่อ UNESCO โดยโครงการส่งเสริมและเผยแพร่ชุดไทย : มรดกภูมิปัญญาผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ก็คือการเตรียมความพร้อมครั้งสำคัญนั้น ด้วยการนำเรื่องราวของชุดไทยไปบอกเล่าต่อประชาคมโลกด้วยตนเอง
รากฐานจากพระมหากรุณาธิคุณ
การขับเคลื่อนเชิงรุกในระดับสากลครั้งนี้ ดำเนินไปด้วยความน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงวางรากฐานและพระราชปณิธานในการศึกษาค้นคว้าการแต่งกายในราชสำนักไทยอย่างเป็นระบบ และโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมพัฒนาเป็นแบบแผนที่งดงามและเหมาะสมกับยุคสมัย จนเกิดเป็น "ชุดไทยพระราชนิยม" 8 แบบสำหรับสตรี ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ เพื่อเป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติอันสง่างาม
พระองค์ทรงใช้ฉลองพระองค์ชุดไทยเป็น "สื่อทางวัฒนธรรม" สร้างชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศให้ประจักษ์บนเวทีโลกมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมถึงเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี พ.ศ. 2503 ซึ่งสร้างความประทับใจและนำไปสู่ความร่วมมือกับปีแยร์ บัลแมง ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสในการนำผ้าไหมไทยสู่งานโอต์กูตูร์
ขณะเดียวกัน เครื่องแต่งกายสำหรับสุภาพบุรุษก็มีเอกลักษณ์ในรูปแบบ “ชุดพระราชทาน” หรือ “เสื้อพระราชทาน” มีลักษณะเป็นเสื้อคอตั้ง ผ่าหน้า ติดกระดุม 5 เม็ด นิยมตัดเย็บด้วยผ้าไทยและสวมคู่กับกางเกงสีสุภาพหรือสีเดียวกับเสื้อ ที่มาของชุดพระราชทานเกี่ยวเนื่องกับเมื่อครั้งพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เดินทางไปเยือนต่างประเทศและพบว่าผู้แทนจากนานาประเทศต่างมีชุดประจำชาติสวมใส่ จึงนำความกราบบังคมทูลปรึกษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จะพระราชทานแบบชุดไทยสำหรับสุภาพบุรุษแก่พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
ชุดพระราชทานสำหรับสุภาพบุรุษมี 3 แบบ ได้แก่ ชุดไทยแขนสั้น สำหรับโอกาสทั่วไป การปฏิบัติงาน และงานพิธีการ ชุดไทยแขนยาว สำหรับงานพิธีการ และชุดไทยแขนยาวคาดเอว สำหรับงานพิธีการสำคัญในลักษณะเต็มยศ เครื่องแต่งกายทั้งสำหรับสตรีและบุรุษจึงเป็นส่วนหนึ่งของมรดกการแต่งกายไทยที่สะท้อนทั้งอัตลักษณ์ ความประณีต และการนำผ้าไทยมาใช้ในโอกาสต่าง ๆ
สายธารแห่งมรดกอันทรงคุณค่านี้ได้รับการสืบสานและเผยแพร่ต่อเนื่อง โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของชุดไทยและผ้าไทยผ่านกิจกรรมเสวนาวิชาการและการนำเสนอชุดไทยในต่างประเทศ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้ถึงความเป็นมา คุณค่าทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญางานช่างฝีมือที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของชุดไทยพระราชนิยม
กรุงเฮก: ก้าวแรกแห่งการเผยแพร่ความงามชุดไทยและงานช่างฝีมือ
โครงการเปิดฉากที่โรงแรม Des Indes ในวันที่ 9 - 10 เมษายน 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จมาทรงเป็นองค์ปาฐกในงานเสวนาวิชาการ ทรงบรรยายหัวข้อ "วิวัฒนาการของชุดไทยและผ้าไทย" ประกอบการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานทั้ง 3 แบบ พร้อมการสาธิตงานจักสานย่านลิเภาและงานปักดิ้นเงินดิ้นทองโดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) และนิทรรศการร่วมกับพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ในช่วงเวลาเดียวกัน ชุดไทยจักรีและชุดไทยดุสิตยังเจิดจรัสอยู่ในหน้าต่างโชว์ของห้าง de Bijenkorf หนึ่งในห้างสรรพสินค้าหรูที่มีชื่อเสียงที่สุดของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีผู้คนจากทั่วโลกสัญจรผ่านนับหมื่นคนต่อวัน โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ผสานความวิจิตรของชุดไทยพระราชนิยมเข้ากับผ้าไทยร่วมสมัยจากดอนกอยโมเดล
โตเกียว: เมื่อผ้าไทยพบวัฒนธรรมญี่ปุ่น เชื่อมโยงงานหัตถศิลป์กับโลกสมัยใหม่
เมื่อถึงเดือนกันยายน 2569 เรื่องราวของชุดไทยเดินทางต่อไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น บิลบอร์ดขนาดใหญ่ในย่านกินซ่า ชินจูกุ และชิบูยะ เผยแพร่ภาพชุดไทยพระราชนิยมควบคู่กับแคมเปญชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทยในศึกเอเชียนเกมส์ 2026 ซึ่งออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้แนวคิด “The Art of Unity” ก่อนถึงงานหลัก ณ อาคาร Hyokeikan พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว ระหว่างวันที่ 17–18 กันยายน 2569
ภายในงานมีการจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ซึ่งออกแบบและตัดเย็บโดย Tirapan และ Pa Couture รวมถึงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ พร้อมกิจกรรมเสวนาเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยและผ้าไทย และการสาธิตงานหัตถศิลป์หลากหลายแขนง
ต่อมาในวันที่ 18 กันยายน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จฯ ทอดพระเนตรการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทาน 3 แบบ โดยหนึ่งในไฮไลต์คือชุดไทยเรือนต้นที่นำลวดลายตัวการ์ตูนญี่ปุ่นมาปักลงบนผ้าไทย สะท้อนการผสมผสานงานหัตถศิลป์ไทยเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นร่วมสมัย ควบคู่กับการสาธิตศิลปะการพันดิ้น การปักสะดึงกรึงไหม งานช่างเครื่องเงินเครื่องทอง การทำกระเป๋าด้วยเทคนิคประคบทองโบราณ และผ้าไหมทอลายมงคล
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่า กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวญี่ปุ่น โดยผู้เข้าชมชื่นชอบการนำผ้าไทยมาตัดเย็บเป็นชุดกิโมโนในรูปแบบที่มีลักษณะคล้ายฉลองพระองค์ ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นพื้นที่สำคัญของการเผยแพร่ผ้าไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2524 เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ เยือนญี่ปุ่นและทรงเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ
ปารีส: ถ่ายทอดภูมิปัญญาไทยสู่นครแห่งแฟชั่น
การเดินทางของชุดไทยพระราชนิยมมาถึงกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 10–11 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม Le Meurice โดยในวันที่ 10 ตุลาคม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จฯ ทรงเป็นประธานในงานเสวนาวิชาการและการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทาน 3 แบบ ซึ่งออกแบบและตัดเย็บโดย Tirapan และ Pa Couture พร้อมการสาธิตการปักสะดึงกรึงไหมและการทอผ้ายกโดยอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2568 สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบประณีตศิลป์) งานนี้ยังเป็นเวทีเปิดตัวหนังสือ CHUD THAI THROUGH THE AGES: WEAVING HISTORY, CRAFT, AND IDENTITY ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ งานช่าง และอัตลักษณ์ของชุดไทย
ต่อมาในวันที่ 11 ตุลาคม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นประธานเปิดการเสวนา "วิวัฒนาการของชุดไทยและผ้าไทย" โดยมีผู้เชี่ยวชาญร่วมถ่ายทอดความรู้ ท่ามกลางสื่อมวลชนชั้นนำของฝรั่งเศสและสื่อระดับนานาชาติ
ไฮไลต์ของงานคือการสาธิตการนุ่งห่มแบบราชสำนักไทยโบราณ ทั้งการนุ่งจีบ ห่มแพรจีบ ห่มสะพัก และนุ่งโจงกระเบน โดยคุณโอปอล สุชาตา ช่วงศรี มิสเวิลด์ 2025 เป็นผู้แสดงแบบ ให้ผู้ชมได้เห็นว่าเบื้องหลังความงดงามของชุดไทยคือองค์ความรู้ ทักษะงานช่าง และภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาเป็นขั้นเป็นตอน ส่วนนิทรรศการยังมีการสาธิตงานหัตถศิลป์ 5 รายการ ได้แก่ ผ้ายกทอง ผ้ากรองทอง การปักสะดึงกรึงไหม เครื่องประดับไทยโบราณ และมาลัยเครื่องประดับ
ตลอดการเดินทางทั้ง 3 เมือง ชุดไทยถูกนำเสนอในฐานะงานออกแบบร่วมสมัยและมรดกที่ยังมีชีวิต ที่งานหัตถศิลป์กลายเป็นทุนทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทยถูกส่งต่อสู่สายตาชาวโลกอย่างยั่งยืน
“ในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนข้างหน้า กระทรวงวัฒนธรรมขอเชิญชวนคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ร่วมแสดงความภาคภูมิใจด้วยการสวมใส่ชุดไทยตลอดเดือนนี้ ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงาน สถานศึกษา งานสังสรรค์ หรือการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและทั่วโลก แล้วแบ่งปันภาพและเรื่องราวของชุดไทยผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ทุกการสวมใส่เป็นพลังหนึ่งเดียวที่ส่งไปถึงเมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน และเมื่อวันแห่งความภาคภูมิใจมาถึง ขอให้คนไทยทุกคนก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาประวัติศาสตร์นั้นไปด้วยกัน เพื่อร่วมเป็นพยานในวินาทีที่ชุดไทยก้าวขึ้นสู่การประกาศเป็นมรดกของมวลมนุษยชาติ”





