24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 31 ตุลาคม 2569
>> ตำรวจภูธรภาค 1 บุกทลายเครือข่ายขาย “แก๊สหัวเราะ” ย่านรังสิต
07.48 น. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี ผบก.สส.ภ.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนภาค 1 เปิดปฏิบัติการสืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่ายลักลอบจำหน่ายแก๊สไนตรัสออกไซด์ หรือแก๊สหัวเราะ ให้กับกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษาในพื้นที่ย่านรังสิต อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
สืบเนื่องจากชุดสืบสวน ภ.1 ได้รับการประสานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสิน สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต หลังพบพฤติกรรมน่าสงสัยของ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี ที่เข้ามาติดต่อขอเบิกเงินสดออกจากบัญชีสูงถึง 600,000 บาท อ้างกระอักกระอ่วนว่าจะนำเงินไปซื้อขายอาวุธปืน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าทำการสอบสวน จนกระทั่งนายณภัทรสารภาพว่า เงินจำนวนดังกล่าวได้มาจากการเป็นแอดมินเพจและเปิดบัญชีม้าใช้รับเงินค่าขาย “แก๊สหัวเราะ” ทางออนไลน์ตามคำสั่งของ “เจ้สายนายทุน (นางสาวมิ้น)” เพื่อนำเงินสดไปส่งมอบต่อให้เจ้าของสินค้า
จากการขยายผล นายณภัทรวางแผนนัดหมายสั่งแก๊สหัวเราะเข้ามาส่งยังบ้านพักของ นายวิทย์ (นามสมมุติ) อายุ 33 ปี ในพื้นที่ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นโกดังพักสินค้ากระจายให้นักศึกษา เมื่อรถขนส่งนำสินค้ามาส่งและนายวิทวัสออกมารับของ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที สรุปรายการของกลางและทรัพย์สินที่ถูกตรวจยึด แก๊สไนตรัสออกไซด์ (แก๊สหัวเราะ) บรรจุถัง 607 ถัง หัวระบายแก๊ส 500 ชิ้น และลูกโป่ง ประมาณ 2,000 ลูก เงินสด 770,000 บาท ทองคำแท่ง น้ำหนักรวม 20 บาท (10 บาท 2 แท่ง อายัดเงินในบัญชีธนาคาร 500,000 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินของกลางและรายการอายัดทั้งสิ้นกว่า 3,500,000 บาท
เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ในข้อหา “ร่วมกันขายยาแผนปัจจุบัน (แก๊สไนตรัสออกไซด์) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 (มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท) ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งสภ.คลองหลวง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> จับ 7 สาวเวียดนาม เร่ขายบริการทางเพศ ย่านสุขุมวิท พบยืนรอเสนอขายบริการ รบเร้า สร้างความเดือดร้อนรำคาญ
09.30 น. พล.ต.ต.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผบก.บก.น.5 , พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผกก.สน.ลุมพินี พร้อมชุดปราบปรามอบายมุขฯ สน.ลุมพินี ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 ร่วมจับกุมผู้ต้องหา ทั้ง 7 เป็นคนสัญชาติ เวียดนาม จับกุมได้บริเวณสุขุมวิทซอย 4 ต่อเนื่องสุขุมวิทซอย 11
ภายหลังจากที่ได้รับการร้องเรียน รวมถึงมีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีกลุ่มหญิงต่างชาติออกมายืนรอเสนอขายบริการทางเพศ และมีพฤติกรรมรบเร้า สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับผู้คนที่สัญจรไปมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเจ้าหน้าที่ได้วางแผนซุ่มสังเกตการณ์ และสนธิกำลังเข้าจับกุมผู้กระทำผิดเป็นหญิงสัญชาติเวียดนาม 7 ราย ส่งตัวผู้ถูกจับกุมทั้ง 7 ราย ไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สวนพลู เพื่อดำเนินการผลักดันออกนอกประเทศต่อไป
>> ทลายเครือข่ายแอปพลิเคชันเทรดหุ้นเถื่อน หลอกให้รัก ลวงลงทุน รายเดียวสูญเงินกว่า 200 ล้านบาท
13.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายเทรดหุ้นเถื่อน ทั้งหญิงและชาย รวมจำนวน 14 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และโดยทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” โดยจับกุมได้ในหลายพื้นที่ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, ระยอง, ปทุมธานี, ลพบุรี, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, นครปฐม, เพชรบุรี และอุบลราชธานี
สืบเนื่องจากกลุ่มคนร้ายได้เริ่มตนจากการใช้ยุทธวิธีหลอกรักออนไลน์ (Romance Scam) สร้างบัญชีเฟซบุ๊กปลอม เข้ามาตีสนิทเชิงชู้สาวกับผู้เสียหาย เมื่อเหยื่อเริ่มไว้วางใจจึงชักชวนให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเทรดหุ้นปลอม อ้างผลตอบแทนและกำไรสูงเกินจริงถึงร้อยละ 100 ภายใน 7 วัน เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินลงทุน กลุ่มคนร้ายได้สร้างตัวเลขกำไรปลอมในระบบให้ดูสมจริง แต่เมื่อผู้เสียหายประสงค์จะถอนเงินทุนและกำไร แอดมินแพลตฟอร์มได้สร้างเงื่อนไขบีบบังคับให้โอนเงินเพิ่ม อ้างเป็นค่าปรับ ค่าภาษี และค่าค้ำประกันบัญชีเพิ่มเติมอีกหลายสิบครั้ง
นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มคนร้ายฟอกเงินผ่านบัญชีม้านิติบุคคลมากถึง 36 บริษัท รวมมูลค่าความเสียหายผู้เสียหายรายเดียวมากกว่า 200 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการสืบสวนสอบสวน กก.1 บก.ป. ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการรวม 75 หมายจับ (ผู้ต้องหา 39 ราย) ปัจจุบันจับกุมได้แล้ว 14 ราย อายัดตัวในเรือนจำ 9 ราย และอยู่ระหว่างหลบหนีอีก 16 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาที่เหลือมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> รวบผู้ต้องหารายสำคัญ ขยายผลสกัดรถบรรทุกขนยาบ้า 9 แสนเม็ด คาดเตรียมกระจายส่งภาคใต้
14.30 น. กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด นำนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปสู่การปฏิบัติการเชิงรุก ชุดจับกุมได้ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหารายสำคัญได้ จำนวน 1 ราย คือนายเอก (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี โดยจับกุมได้บริเวณริมถนนพลับพลาไชย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร
ในความผิดฐาน “สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน โดยทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป พร้อมด้วยของกลาง ดังนี้
1. ยาบ้า 900,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกองลังกระดาษ
2. อาวุธปืน จำนวน 2 กระบอก ซุกซ่อนอยู่ในกล่องลังกระดาษ
สอบถามนายยศ คนขับรถบรรทุก 6 ล้อ ให้ข้อมูลว่า ตนเองได้รับการว่าจ้าง เป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ให้ไปรับสินค้าที่อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ โดยมีนายเอก (ผู้ต้องหาตามหมายจับ) เป็นคนนำสินค้ามาบรรทุกใส่รถ 6 ล้อ และให้ขนสินค้าทั้งหมดไป ที่ จ.กระบี่ และ จ. ภูเก็ต ซึ่งจะได้ทำขยายผลจับกุมและยึดทรัพย์สินบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป
>>ตร.บุกจับหญิงไทย ไม่ยอมคืนเงิน หนุ่มจีนโอนผิดบัญชี อ้างบัญชีเก่าไม่ได้ใช้นานแล้ว
17.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.เพชรเกษม ร่วมกันจับกุม น.ส.พิม (นามสมมุติ) อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงบางบอน ลงวันที่ 19 ต.ค.69 ข้อหา “ยักยอกทรัพย์” โดยจับกุมได้ในพื้นที่ ต.เจดีย์หัก อ.เมือง จ.ราชบุรี
สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมาชายสัญชาติจีน ผู้เสียหายได้โอนเงินทางแอพฯธนาคาร จำนวน 45,800 บาท ไปบัญชีปลายทางของหญิงชาวจีน ต่อมาทราบว่า โอนผิด ทำให้เงินไปเข้าบัญชีของ น.ส.พิม (นามสมมุติ) จึงได้เดินทางไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้ธนาคารติดต่อกับธนาคารของเจ้าของบัญชีที่ได้โอนผิด ให้เรียกเงิน 45,800 บาทคืนกลับมา
ต่อมาได้มีหนังสือแจ้งผลติดตามการโอนเงินผิดธนาคารแจ้งว่า ธนาคารได้ดำเนินการติดต่อลูกค้าผู้ที่ได้รับโอนแล้ว แต่ลูกค้าปฏิเสธรายการโอนเงินบัญชี จึงแนะนำให้ผู้เสียหายติดต่อตำรวจเพื่อขอหนังสือตรวจสอบรายการบัญชี และหลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อ น.ส.พิมาพร ได้ จึงไปแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย กระทั่งสามารถจับกุมตัวได้
จากการสอบสวน น.ส.พิมาพร ให้การว่า บัญชีนั้นตนไม่ได้ใช้งานนานแล้ว และไม่ทราบว่ามีเงินเข้ามาในบัญชี ซึ่งพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกไปยังบ้านเลขที่ตามทะเบียนบ้าน ซึ่งตนไม่ได้อยู่แล้ว เบื้องต้นจึงถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.เพชรเกษม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> ศุลกากรช่องจอม’ ดับฝันวันปล่อยผี ไล่จับ บุหรี่ไฟฟ้า & พอตซอมบี้’ เฉียด 3 ล้านบาท
18.20 น. นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่าให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันปราบปรามสินค้าที่ลักลอบหนีศุลกากร พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดสามารถตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้ารวมทั้งพอตซอมบี้ ที่แอบลักลอบนำเข้ามาจากแถบชายแดนใต้กว่า 3,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณเกือบ 3,000,000 บาท ซึ่งถือว่าช่วยสกัดกั้นการกระจายสินค้าเถื่อนที่อันตรายต่อสุขภาพพี่น้องประชาชนรวมทั้งเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดอีสานใต้โดยกลุ่มเยาวชนมักจะมีการจับกลุ่มจัดปาร์ตี้ดื่มกินสูบด้วยความสนุกสนานและอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถึงพิษภัยจากบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว
“ศุลกากรช่องจอมขอยืนยันต่อสังคมและพ่อแม่ผู้ปกครองว่าเราจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการปกป้องสังคมจากสินค้าเถื่อนทุกชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในกลุ่มเยาวชนที่กำลังหลงผิดในรูปรสที่แฝงไปด้วยสารอันตรายต่างๆ และขอประกาศเตือนผู้ค้าของเถื่อนทั้งหลาย จะดำเนินคดีตามกฎหมายศุลกากรให้ถึงที่สุด
>> ผบช.ทท. สั่งตำรวจท่องเที่ยวปล่อยแถวพร้อมกันคืนฮาโลวีน นำกำลังตรวจตราถนนข้าวสาร พบปะนักท่องเที่ยว–ผู้ประกอบการ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
20.30 น. พล.ต.ท.พงษ์สยาม มีขันทอง ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) นำคณะผู้บังคับบัญชา โดยมี พล.ต.ต.สุรพงษ์ ไทยประเสริฐ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 (ผบก.ทท.1) พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาและกำลังตำรวจท่องเที่ยวในพื้นที่ ลงพื้นที่ปล่อยแถวกำลังพล ณ บริเวณหน้า สน.ชนะสงคราม ถนนข้าวสาร เพื่อป้องกันอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อย และดูแลความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนในช่วงเทศกาลฮาโลวีน ประจำปี 2569
ทั้งนี้ ผบช.ทท. ได้สั่งการให้ตำรวจท่องเที่ยวปล่อยแถวกำลังพล เพื่อแสดงถึงความพร้อมและความเป็นหนึ่งเดียวในการปฏิบัติภารกิจด้านการป้องกันอาชญากรรม รักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ โดยให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่เชิงรุก เข้าถึงประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
สำหรับพื้นที่ถนนข้าวสาร การปฏิบัติเป็นการบูรณาการกำลังจากหลายหน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 95 นาย ประกอบด้วย ตำรวจท่องเที่ยว 40 นาย เจ้าหน้าที่เทศกิจเขตพระนคร 10 นาย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม 30 นาย และอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว 15 นาย ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้านการป้องกันอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อย อำนวยความสะดวก และดูแลความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่
ภายหลังการปล่อยแถว ผบช.ทท. นำคณะเดินตรวจตราความเรียบร้อยตลอดแนวถนนข้าวสาร พร้อมพบปะพูดคุยและทักทายนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนผู้ประกอบการร้านค้าและสถานบันเทิงในพื้นที่ เพื่อสร้างความใกล้ชิด รับฟังความคิดเห็น และรับทราบบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุภาพ เป็นมิตร เข้าถึงประชาชน และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
1 พฤศจิกายน 2569
1 พฤศจิกายน 2569