วันที่ 15 ตุลาคม 2569 เวลา 01:06
รวบหนุ่มบัญชีม้าหลอกทำรายการผ่านแอปฯ เงินปลิวกว่า 6.5 แสนบาท เกลี้ยงบัญชี
กองบังคับกสรปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) โดย พล.ต.ต.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผบก.ปพ. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.4 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุม นายพัน (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี ตามหมายจับหมายจับศาลจังหวัดลพบุรี ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อ กิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและเป็นผู้สนับสนุนโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน” จับได้ที่บริเวณสถานีรถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์ แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
สืบเนื่องจากเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 ผู้เสียหายถูกคนร้ายโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าพนักงานกรมที่ดิน หลอกให้เพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชัน LINE โดยอ้างว่าผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินเยียวยาจากกรมที่ดินและเงินเยียวยาโควิด-19 รวม 27,000 บาท จากนั้นหลอกให้ผู้เสียหายดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร โดยเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษและทำตามคำแนะนำของคนร้าย ก่อนแจ้งให้ปิดโทรศัพท์มือถือทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เมื่อเปิดเครื่องอีกครั้ง ผู้เสียหายพบข้อความแจ้งเตือนว่ามีเงินถูกโอนออกจากบัญชีธนาคารหลายบัญชี รวม 4 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 659,900 บาท โดยมีรายการหนึ่งเป็นการ ถอนเงินผ่านระบบ ATM แบบไม่ใช้บัตร ซึ่งเป็นการกดเงินสดโดยใช้รหัสถอนเงินผ่านระบบธนาคาร โดยไม่ต้องใช้บัตร ATM
จากการสืบสวนเส้นทางการเงินพบว่าเงินจำนวน 500,000 บาท ถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารของ นายพัน (ผู้ต้องหา) ก่อนถูกโอนต่อไปยังบัญชีธนาคารของบุคคลอื่นและบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งมีเงินของผู้เสียหายรวมอยู่ด้วย จากนั้นเงินถูกโอนกระจายออกไปยังบัญชีอื่น ทำให้ยากต่อการติดตามเงินคืน จากการตรวจสอบพบว่าบัญชีธนาคารของนายพัน (ผู้ต้องหา) ยังมีความเชื่อมโยงกับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในท้องที่อื่นอีก โดยมีพฤติการณ์เชื่อว่านายพัน (ผู้ต้องหา) ยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคารเพื่อรับโอนเงินจากการหลอกลวงประชาชน แม้ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นผู้ลงมือโทรศัพท์หลอกลวงผู้เสียหายด้วยตนเอง แต่การให้ใช้บัญชีเป็นช่องทางรับเงินและส่งต่อเงิน เป็นส่วนหนึ่งที่เอื้อให้ขบวนการคอลเซ็นเตอร์สามารถเคลื่อนย้ายและกระจายเงินที่ได้จากการกระทำความผิดได้ ความเสียหายรวมทั้งสิ้น 659,900 บาท
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนและได้รับแจ้งจากสายลับว่านายพัน (ผู้ต้องหา) หลบหนีอยู่ทางภาคใต้และกำลังเดินทางมายังกรุงเทพมหานคร จึงได้เดินทางไปสืบสวนหาข่าว พบบุคคลมีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการแสดงบัตรข้าราชการตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบทราบว่าบุคคลดังกล่าวชื่อนายพัน (ผู้ต้องหา) โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนมาตรวจสอบยืนยันพบว่ามีชื่อตรงกันกับบุคคลตามหมายจับและมีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับ สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริงและไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน ผู้ต้องหาดูอย่างละเอียดจนทราบและเข้าใจดีแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับกุม/ผู้ต้องหา มายัง บก.ปพ. จัดทำบันทึกจับกุม จากนั้นได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.พัฒนานิคม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



