วันที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 01:05
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดปฏิบัติการ “Anti-Scam Matrix” รื้อระบบสยบสแกมเมอร์ ลุยค้น 27 จุดทั่วประเทศ รวบ 39 ผู้ต้องหา ยึดทรัพย์กว่า 500 ล้าน
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตฉอ.ตร.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯและ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ มอบหมายให้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รองผบช.ก., พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.วิระชาญ ขุนไชยแก้ว รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป.พ.ต.อ.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น ผกก.5 บก.ป.,พ.ต.ท.สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์, พ.ต.ท.ศิลป์ชัยถวัลย์ภิยโย, พ.ต.ท.วาทิต จิตรจันทึก, พ.ต.ท.ศรัณย์ ศรีพักตร์, พ.ต.ท.พิทยา ธนาวุฒิรอง ผกก.5 บก.ป.
เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นจับกุม ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 1 , กองกำกับการ 2 , กองกำกับการ 3 , กองกำกับการ 4 กองกำกับการ 5 , กองกำกับการ 6 กองบังคับการปราบปราม
ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหารวม 39 ราย แบ่งเป็น ผู้ต้องหาสัญชาติไทย 30 ราย ผู้ต้องหาสัญชาติจีน 8 ราย สัญชาติเมียนมา 1 ราย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาโดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน”
พร้อมตรวจยึดของกลาง 1. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 30 เครื่อง 2. แท็บเล็ต/iPad จำนวน 4 เครื่อง 3. โน้ตบุ๊ก จำนวน 8 เครื่อง 4. คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จำนวน 2 เครื่อง 5. Hardware wallet จำนวน 1 อัน 6. สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 28 เล่ม 7. บัตรเดบิต/ATM จำนวน 10 ใบ 8. อุปกรณ์เก็บข้อมูล จำนวน 4 อัน และของกลางรายการอื่นๆอีก รวมจำนวนทั้งสิ้น 32 รายการ รวม 155 ชิ้น
ตรวจยึดทรัพย์สินซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดังนี้
1. อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 8 หลัง ซึ่งปรากฏเส้นเงินจากกลุ่มผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่บริหารจัดการการฟอกเงิน ในการโอนไปชำระซื้อบ้านหรือเช่าระยะยาว (รายงาน ปปง.) มูลค่ากว่า 330 ล้านบาท
2. เอกสารสิทธิ์ 4 รายการ : โฉนดที่ดินในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ จำนวน 1 แปลง และ หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ชั้น 25 โครงการคอนโดมิเนียม ย่านพระราม 9 จำนวน 3 ห้อง มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท
3. อสังหาริมทรัพย์ 2 รายการ จากการสืบสวนเพิ่มเติม : บ้านพักหรู 2 หลัง ในพื้นที่ กรุงเทพกรีฑา กรุงเทพมหานคร มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท
4. รถยนต์หรู 10 คัน ได้แก่ Porsche Cayenne, Lexus LM300h, Toyota Alphard, Tesla Model Y, ZEEKR 009, Mercedes-Benz C300e เป็นต้น
5. เงินสดและเงินตราต่างประเทศ: รวมประมาณ 4,202,700 บาท (แบ่งเป็นเงินบาทไทยประมาณ 3,553,235 บาท และเงินตราต่างประเทศ 5 สกุล (ดองเวียดนาม, หยวนจีน, ดอลลาร์ฮ่องกง, เปโซฟิลิปปินส์และริงกิตมาเลเซีย) คิดเป็นเงินไทยประมาณ 649,465 บาท)
6. สินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ เหรียญ USDT จำนวน 24,960 USDT มูลค่าประมาณ 838,885.60 บาท จากกระเป๋าเงินดิจิทัลของผู้ต้องหา
7. ทรัพย์สินมีค่า 87 รายการ ได้แก่ เครื่องประดับทองคำและอัญมณี, นาฬิกาหรู, กระเป๋าแบรนด์เนม (Hermes, Chanel, Louis Vuitton), เข็มขัดแบรนด์เนม และของมีค่าอื่นๆ
8. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 24 รายการ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ iPhone , iPad, แท็บเล็ต, โน้ตบุ๊ก และคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ รวมทรัพย์สินที่ตรวจยึดมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท
สถานที่ตรวจค้นจับกุม เปิดปฏิบัติการตรวจค้นรวม 27 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, เชียงราย, สมุทรปราการ, สระบุรี, สิงห์บุรี, นครปฐม, ชลบุรี, กาฬสินธุ์ ,นราธิวาส และระนอง
ด้วยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center : ACSC) ได้ตรวจสอบรายชื่อชาวต่างชาติ ได้รับวีซ่า Thailand Privilege นำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลการแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ (TPO) เป็นหนึ่งในมาตรการเชิงรุกของศูนย์ACSC เพื่อคัดกรองและป้องกันไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพข้ามชาติหรือแก๊ง Scammer แฝงตัวเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์พำนักระยะยาวในประเทศไทย และพบว่าบัญชีธนาคารของชาวต่างชาติ(สัญชาติจีน)ผู้ถือวีซ่าดังกล่าว ได้มีการรับโอนเงินมาจากบัญชีธนาคารของกลุ่มคนร้าย ซึ่งมีผู้เสียหายได้โอนเงินเข้าไปก่อนหน้านั้น จึงได้มอบหมายให้ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลและดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายที่เกี่ยวข้อง
โดยในคดีนี้ผู้เสียหาย ได้ถูกกลุ่มคนร้ายหลอกลวงผ่านระบบคอมพิวเตอร์ให้โอนเงินเพื่อเทรดหุ้นในลักษณะ (Block Trade) อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง โดยพบเห็นการโฆษณาชักชวนเทรดหุ้นผ่านโพสต์ของเฟซบุ๊กที่เป็นสาธารณะ จึงได้กดลิงก์โฆษณา ซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ได้นำไปสู่การเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์โดยปรากฏผู้ใช้ไลน์เป็นผู้หญิงนามว่า “แอดมินกานต์” อ้างตัวเป็นที่ปรึกษาการลงทุน ได้สนทนาให้คำปรึกษาและชักชวนให้ผู้เสียหายลงทะเบียนเปิดพอร์ตผ่านแพลตฟอร์มเว็บไซต์ “eto-th.com” และดาวน์โหลดแอปพลิเคชันออนไลน์ชื่อ “ETO TH” ที่สามารถดาวน์โหลดได้ทั่วไป สำหรับวิเคราะห์การเทรดหุ้น กับตรวจสอบยอดเงินและผลตอบแทนเสมือนจริง และยังได้ส่งลิงก์เชิญผู้เสียหายเข้าร่วมฟังการสอนเทรดหุ้นผ่าน แอปพลิเคชันซูมโดยมีบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญการเทรดหุ้นเป็นผู้ชายนามว่าอาจารย์ทอยเป็นผู้สอน (มีเพียงเสียงไม่เปิดกล้อง) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังมีบุคคลที่อ้างว่ามาร่วมเทรดด้วยในฐานะคู่หูเข้ามาสนทนาด้วยกันทางไลน์(ไม่เคยพบเห็นตัวจริง) เพื่อจูงใจให้หลงเชื่อโอนเงินลงทุนซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินซื้อหุ้นตามคำแนะนำของแอดมินและกลุ่มคนร้าย เข้าไปยังบัญชีธนาคารนิติบุคคลต่างๆ ของกลุ่มคนร้าย รวมจำนวน 13 บัญชี หลังจากที่โอนเงินซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งตามคำแนะนำแล้ว ได้มีผลกำไรจากการเทรดหุ้นและยอดเงินที่สามารถถอนได้แสดงอยู่บนแพลตฟอร์ม ผู้เสียหายจึงต้องการถอนเงินออกจากระบบ แต่ต่อมากลับได้รับแจ้งว่า ต้องโอนเงินค่าธรรมเนียมให้ทีมวิเคราะห์เพิ่มเติมเสียก่อนจึงจะถอนเงินออกได้ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายโอนเงินต่อไป แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ แต่ก็ยังคงได้รับแจ้งให้โอนเงินอีกอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายผู้เสียหายทั้งสองจึงทราบว่าถูกขบวนการมิจฉาชีพหลอกลวงเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 26,511,804.66 บาท
จากการตรวจสอบบัญชีของกลุ่มคนร้ายดังกล่าว พบว่าใช้บัญชีธนาคารของนิติบุคคลหลายบัญชีในการรับเงินจากผู้เสียหาย โดยพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายจะทำการโอนกระจายเงินที่หลอกลวงมาได้ เพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน หลายวิธี เช่น โอนเงินไปบัญชีแถวถัดไป และทำการเบิกถอนเงินสดผ่านสาขาหรือตู้ ATM , การเคลื่อนย้ายเงินผ่านกลุ่มโพยก๊วนรับแลกเงินสกุลอื่น , การโอนเงินไปชำระค่าสินค้าหรือบริการออนไลน์ผ่านระบบ Payment Gateway ไปยังผู้ให้บริการรับชำระเงินออนไลน์ 2c2p (Thailand) เพื่อแปลงสภาพเงินเพื่อรับกลับเป็นผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น และวิธีการที่เป็นส่วนสำคัญในคดีนี้คือ การเปลี่ยนสภาพเงินจากบัญชีธนาคารนิติบุคคลของคนร้ายไปเป็นสินทรัพย์เงินสกุลดิจิทัล USDT ผ่านผู้ให้บริการ รวมถึงซื้อเงินสกุลดิจิทัลจากบุคคลภายนอกที่มีเงินสกุลดิจิทัล USDT จากนั้นคนร้ายจะทำการโอนผ่องถ่ายเงินดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซี Cryptocurrency) ที่ได้มานี้ ไปเข้าสู่องค์กรรับฟอกเงินผ่านระบบคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งมีการใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลชนิดไม่ระบุตัวตน (Non-Custodial Wallet) เป็นเครื่องมือในการปกปิดทำลายเส้นทางการเงิน โดยกลุ่มองค์กรรับฟอกเงินได้มีการโอนเงินสกุลดิจิทัลต่อไปหลายชั้นหลายกระเป๋า จากการสืบสวนในเชิงลึกซึ่งใช้เวลาสืบสวนนานกว่า 5 เดือน พบความเชื่อมโยงของเส้นทางการเงิน มีการผ่องถ่ายไปยังกลุ่มเครือข่ายคนร้ายชาวต่างชาติขนาดใหญ่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มดังกล่าว มีผู้ที่ได้รับวีซ่า Thailand Privilege มีจำนวนถึง 9 ราย
เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นคำร้องขอหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในขบวนการ รวมทั้งสิ้น 71 ราย ต่อศาลอาญา (เป็นชาวไทย 41 ราย , ชาวจีน 21 ราย , เมียนมา 3 ราย , ลาว 5 ราย และถือสัญชาติวานูอาทู 1 ราย) โดยศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับดังกล่าว จากนั้นจึงได้เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญและจับกุม โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 39 ราย คงเหลือผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศจำนวน 22 ราย ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำในคดีอื่น 6 ราย และยังหลบหนีในไทยจำนวน 4 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามจับกุม และสามารถตรวจยึดของกลางได้จำนวนหลายรายการ พบพยานหลักฐานยืนยันการกระทำความผิด อาทิ กระเป๋าเงินดิจิทัลชนิดไม่ระบุตัวตนที่กลุ่มคนร้ายใช้ในกระบวนการฟอกเงิน , บัญชีธนาคารที่ใช้ในการกระทำผิดซึ่งในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาชาวจีนบางรายให้การรับสารภาพว่าได้ทำหน้าที่ฟอกเงินให้หัวหน้าขบวนการที่เป็นถึงระดับหุ้นส่วนของศูนย์Scammer ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา
การสืบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า กลุ่มคนร้ายซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการการฟอกเงินในคดีนี้ ได้บริหารเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ออกเป็น 3 ส่วน เงินส่วนที่1 นำไปใช้เป็นค่าใช้จ่าย สนับสนุนกิจการหลอกลวงของเครือข่ายแก๊ง Scammer กล่าวคือ ใช้โอนเงินจ่ายให้กับผู้เสียหายรายต่างๆที่กำลังถูกหลอกลวงลงทุนอยู่เป็นเทคนิคการหลอกลวงขั้นพื้นฐานของเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่เรียกว่า “การหลอกให้เหยื่อตายใจในตอนต้น” ให้หลงเชื่อว่าหากลงทุนตามคำแนะนำแล้วจะสามารถถอนเงินได้จริง ซึ่งคนร้ายจะยอมให้เงินจำนวนไม่มากในตอนต้น ซึ่งเมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินยอดใหญ่ ก็จะสูญเงินจำนวนมาก เงินส่วนที่2 เบิกถอนออกมาเป็นเงินสด และให้คนในเครือข่ายนำส่งมอบให้กับผู้รับประโยชน์ ตามสถานที่จุดนัดหมายต่างๆ เงินส่วนที่3 โอนไปชำระค่าอสังหาริมทรัพย์ให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพื่อซื้อหรือเช่าระยะยาว(30 ปี) เพื่อแปลงสภาพเงินที่ได้มาโดยมิชอบให้กลายเป็นทรัพย์สินที่ดูถูกกฎหมาย โดยที่เจ้าของ ผู้ครอบครอง ใช้อสังหาริมทรัพย์ที่แท้จริงนั้น จะไม่มีเส้นทางการเงินไปเกี่ยวข้อง เป็นการโอนเงินจากกลุ่มบริหารจัดการเงินชำระให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์โดยตรง พบข้อมูลมีจำนวน 8 หลัง จึงได้เข้าตรวจค้นบ้านหรู ในกรุงเทพฯ จำนวน 6 จุด และสมุทรปราการ จำนวน 2 จุด
จากการตรวจค้นพบพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปยังผู้รับผลประโยชน์ ผู้ครอบครอง ใช้บ้านดังกล่าวซึ่งใช้เงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดมาชำระ และบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ได้ตรวจยึดทรัพย์สินที่เชื่อว่าได้มาจากฟอกเงินไว้ตรวจสอบจำนวนหลายรายการ ซึ่งจากพยานหลักฐานที่ได้จากการตรวจค้น ประกอบกับคำให้การที่เป็นประโยชน์ของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีพยานหลักฐานเพื่อขยายผลออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีก จำนวนหลายราย ซึ่งจักได้ทำลายเครือข่ายขององค์กรอาชญากรรมเหล่านี้ต่อไป







