วันที่ 16 กันยายน 2569 เวลา 21:23 น.
ดีอี ผลักดันนโยบายยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย – สคส. ขับเคลื่อน D/ID สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย สร้างความเชื่อมั่น และการจัดส่งที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน
กรุงเทพฯ 16 กันยายน 2569 - กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้าผลักดันนโยบายยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ขับเคลื่อนการพัฒนา Digital Post ID หรือ D/ID รหัสจัดส่งดิจิทัล เพื่อยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลในกระบวนการรับ–ส่งพัสดุ ลดการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็น เพิ่มความสะดวกและความแม่นยำในการระบุจุดจัดส่ง และวางรากฐานสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลดิจิทัลของประเทศ ควบคู่การเตรียมความพร้อมสู่การได้รับ Certificate Trust Mark เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการดิจิทัลแก่ประชาชน
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน Digital Transformation ในทุกมิติ โดยหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาคือระบบ Digital Post ID หรือ D/ID ซึ่งไปรษณีย์ไทยได้ดำเนินการขับเคลื่อนการยกระดับมาอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการจัดการข้อมูลของประเทศให้มีความปลอดภัย เป็นระบบ และรองรับการใช้งานในอนาคต ซึ่งหนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่กำลังเร่งแก้ไขคือเรื่องสแกมเมอร์และการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ทั้งชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ ความร่วมมือระหว่าง สคส. และไปรษณีย์ไทย จึงเป็นการพัฒนาข้อมูลดิจิทัลที่ใช้ในการขนส่งและมีการคำนึงถึงข้อมูลส่วนบุคคล โดย D/ID จะเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่เป็นการเขียนชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ไว้บนจ่าหน้าซอง/กล่องพัสดุที่มีการส่งให้กลายเป็น QR Code เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการจัดส่ง ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้ความร่วมมือดังกล่าวเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดความปลอดภัย ความสะดวก และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระยะยาว”
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้ “ข้อมูล” กลายเป็นทรัพยากรสำคัญ ขณะที่ความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเดินควบคู่กัน ไปรษณีย์ไทยในฐานะหน่วยงานด้านการสื่อสารและขนส่งหลักของชาติ จึงมุ่งพัฒนาบริการดิจิทัลควบคู่กับการกำกับดูแลและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในทุกการใช้บริการ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการผสานองค์ความรู้ของทั้งสององค์กรเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไปรษณีย์ไทย และเตรียมความพร้อมสู่การได้รับ Certificate Trust Mark ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันมาตรฐานที่ประชาชนสามารถเชื่อมั่นได้ ขณะเดียวกัน ไปรษณีย์ไทยมุ่งพัฒนา Digital Post ID หรือ D/ID ให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเปลี่ยนจากการระบุชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลติดต่อแบบเต็ม เป็นรหัสจัดส่งดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับจุดจัดส่ง ช่วยลดการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพิ่มความสะดวกและความแม่นยำในการจัดส่ง ปัจจุบันประชาชนสามารถดาวน์โหลด D/ID และสร้างรหัสของตนเองเพื่อใช้งานได้แล้วทำให้มีทางเลือกในการจัดการข้อมูลที่อยู่ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น”
ปัจจุบันไปรษณีย์ไทยได้เริ่มทดลองใช้งาน D/ID กับบุคลากรกว่า 24,000 คนแล้ว และเตรียมขยายการรับรู้และการทดลองใช้งานไปยังประชาชน รวมถึงต่อยอด D/ID ไปสู่การใช้งานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ให้บริการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ข้อมูลที่อยู่ของประเทศมีมาตรฐาน เชื่อถือได้ และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งมุ่งพัฒนา D/ID ให้มีศักยภาพในการต่อยอดการใช้งานไปสู่การระบุพิกัดเพื่อสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งและวางแผนการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว ความสะดวกของประชาชนและการไม่สร้างภาระในการใช้บริการ ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ D/ID เป็นส่วนหนึ่งของการวางระบบข้อมูลที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศในระยะยาว
“ในระยะต่อไป ไปรษณีย์ไทยมุ่งพัฒนา D/ID ให้สามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานในวงกว้างมากขึ้น ทั้งการเปิดให้ผู้ให้บริการขนส่งรายอื่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสนับสนุนการยกระดับระบบการรับ-ส่งสินค้าให้มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูลร่วมกัน รวมถึงการพัฒนา Address ID ให้สามารถเชื่อมโยงและนำไปใช้ประโยชน์กับบริการด้านต่าง ๆ ในอนาคต ไม่จำกัดเฉพาะการขนส่ง แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลดิจิทัลของประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินงานจะให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม การป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่เป็นภาระต่อผู้ใช้บริการ เพราะเป้าหมายของ D/ID ไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการจัดส่ง แต่คือการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยในอนาคต โดยให้ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ และได้รับประสบการณ์ที่ ปลอดภัย สะดวก และแม่นยำ” ดร.ดนันท์ กล่าวสรุป
ด้าน พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC กล่าวว่า สคส.มีหน้าที่กำกับดูแล ส่งเสริม และสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับกฎหมาย รวมถึงส่งเสริมการนำหลัก Privacy by Design และการใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น มาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบระบบและบริการ เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีเดินหน้าไปพร้อมกับการคุ้มครองสิทธิและความเป็นส่วนตัวของประชาชน
“Digital Post ID หรือ D/ID ถือเป็นตัวอย่างของการนำหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้กับบริการที่ประชาชนใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยการเปลี่ยนจากการแสดงชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์แบบเต็ม มาเป็นรหัสจัดส่งดิจิทัล จะช่วยลดการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่จำเป็น และลดความเสี่ยงที่ข้อมูลอาจถูกเข้าถึงหรือนำไปใช้โดยผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ระบบต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย การกำหนดสิทธิในการเข้าถึง และการกำกับดูแลข้อมูลอย่างเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจ”
พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สคส. จะสนับสนุนและให้คำแนะนำด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแก่ไปรษณีย์ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ D/ID มีการขยายการใช้งานและเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือบริการอื่นในอนาคต ซึ่งทุกขั้นตอนต้องยึดหลักความโปร่งใส ใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม และคำนึงถึงสิทธิของประชาชนเป็นสำคัญ “การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช่ข้อจำกัดของการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น และทำให้บริการดิจิทัลของประเทศเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”
ความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สคส. และไปรษณีย์ไทย จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของ การนำเทคโนโลยีและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาผสานเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดส่ง เพื่อสร้างระบบบริการดิจิทัลที่ประชาชนสามารถไว้วางใจได้ โดย วันนี้ประชาชนสามารถดาวน์โหลด D/ID และสร้างรหัสจัดส่งดิจิทัลของตนเองได้แล้ว สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการจัดการ “ที่อยู่” ในรูปแบบเดิม สู่การจัดการข้อมูลที่ปลอดภัยและเป็น ระบบมากขึ้น พร้อมวางรากฐานข้อมูลที่มีคุณภาพเพื่อรองรับการพัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศในอนาคต และร่วมยกระดับประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลที่ ปลอดภัย สะดวก และเชื่อมั่นได้










17 กันยายน 2569
17 กันยายน 2569