24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 9 กันยายน 2569
>> ไฟไหม้ร้านข้าวหน้าหมูชื่อดัง เมืองระยอง เจ้าหน้าที่ระดมฉีดน้ำดับเพลิง เจ้าของคาด ต้นเพลิงมาจากตู้เย็น
07.00 น. ศูนย์วิทยุ 191 ภูธรจังหวัดระยอง รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้จาก นางนริสา ญาติเจ้าของร้านข้าวด้งหมู ตั้งอยู่บริเวณถนนท่าบรรทุก ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยดับเพลิงจากเทศบาลนครระยอง และเทศบาลตำบลเนินพระ นำรถน้ำและเจ้าหน้าที่เข้าสนับสนุนระงับเหตุอย่างเร่งด่วน
ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ พบเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรงและมีกลุ่มควันดำพวยพุ่งออกมาจากตัวอาคารเป็นจำนวนมาก เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีเชื้อเพลิงและอุปกรณ์เครื่องครัว ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ต้องปิดกั้นพื้นที่และระดมฉีดน้ำสกัดเพื่อไม่ให้ลุกลามไปยังอาคารข้างเคียง โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้สำเร็จ
จากการสอบถามเบื้องต้น เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุขณะกำลังเตรียมเปิดร้านและรับลูกค้าตามปกติ คาดว่าต้นเพลิงน่าจะเกิดจากตู้เย็นภายในร้านที่มีความร้อนจัดจนเกิดประกายไฟลุกไหม้ขึ้นบริเวณด้านหลังตู้ ก่อนจะลุกลามติดสิ่งของและโครงสร้างอาคารอย่างรวดเร็ว
ความเสียหายเบื้องต้น ตัวอาคารภายในและทรัพย์สินของร้านได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก โชคดีไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อประเมินมูลค่าความเสียหายและสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ครั้งต่อไป
>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศเมียนมา
07.24 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 2.6 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 188 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย
>> ไฟไหม้บ้านเรือนประชาชน ซอยวัดปากน้ำภาษีเจริญ เพลิงลุกไหม้ห้องครัว ลุกลามห้องนอนและระเบียงเสียหาย
11.42 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยวัดปากน้ำภาษีเจริญ ถนนรัชมงคลประสาธน์ แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นตึกแถว 3 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้น 1 ภายในห้องครัว เพลิงลุกไหม้ห้องครัว ลุกลามห้องนอนและระเบียงบริเวณชั้น 2 พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 50 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจรที่เครื่องซักผ้า ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางแค
>> สภาผู้บริโภค-เครือข่าย จี้ กสทช. เร่งประชุมแก้ 148 วาระค้าง ย้ำ 6 กรรมการยังทำหน้าที่ได้ หวั่นกระทบดิจิทัลทีวี-ผู้บริโภค
10.19 น. สภาผู้บริโภค พร้อมเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค และสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลฯ ยื่นหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ขอเร่งแก้ปัญหาการประชุมบอร์ดล่มต่อเนื่อง ย้ำกรรมการที่เหลือ 6 คนยังสามารถปฏิบัติหน้าที่และประชุมได้ตามกฎหมาย หลังมีวาระค้างพิจารณาถึง 148 เรื่อง โดยเฉพาะอนาคตโทรทัศน์ดิจิทัลและการบริหารโครงข่ายที่มีการลงทุนไปแล้ว หวั่นความล่าช้าสร้างความเสียหายต่อรัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน พร้อมขอสำนักงาน กสทช. แจ้ง ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ด้านเครือข่ายฯ ระบุ กรรมการทั้ง 6 คนมีศักดิ์และสิทธิเท่าเทียมกัน คนละ 1 เสียง และหากประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ มีกลไกให้กรรมการที่เหลือเดินหน้าประชุมและเลือกประธานได้ ขณะที่สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลฯ ชี้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะหมดอายุปี 2572 ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีเวลาเตรียมแผนธุรกิจ จึงเรียกร้องให้ กสทช. เร่งกำหนดโรดแมปอนาคตทีวีดิจิทัล หลังยื่นเรื่องมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่มีความคืบหน้าตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา พร้อมย้ำโทรทัศน์ภาคพื้นดินยังมีความสำคัญต่อประชาชน โดยเฉพาะช่วงเกิดภัยพิบัติ เพราะรับชมได้ฟรีโดยไม่ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ต
>> คนร้ายบุกยิงครูดับ ภายในศูนย์เด็กเล็ก อ.บางละมุง แล้วหลบหนีไป ตร.คาดฝีมือสามี เร่งติดตามจับกุม จ.ชลบุรี
10.30 น. ร.ต.อ.มะโนต ทิพย์เวช รอง สว.(สอบสวน) สภ.บางละมุง รับแจ้งเหตุคนถูกอาวุธปืนยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ภายในอาคารโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ 3 ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
ที่เกิดเหตุ พบครูและเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลจำนวน 44 คน พร้อมครูผู้ดูแล 4 คน อยู่ในอาการตกใจ เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบความปลอดภัยและเร่งอพยพเด็กทั้งหมดออกจากอาคาร และบริเวณทางเดินหน้าห้องชั้นล่าง พบร่างผู้เสียชีวิต เป็นหญิงไทย อายุ 48 ปี หรือ “ครูเปิ้ล” ครูประจำชั้นอนุบาล สวมเสื้อยืดคอปกสีเหลือง นุ่งกางเกงขายาว ถูกอาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิงเข้าบริเวณด้านหลังท้ายทอย 1 นัด เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ใกล้กันพบปลอกกระสุนขนาด 9 มม. จำนวน 1 ปลอก ตำรวจเก็บไว้เป็นหลักฐาน
พยานระบุว่า หลังได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ทุกคนต่างตกใจและไม่กล้าออกมาดู ขณะที่ครูผู้ดูแลได้ปิดประตูเพื่อรักษาความปลอดภัยของเด็ก กระทั่งผ่านไปประมาณ 20 นาที เมื่อออกมาตรวจสอบจึงพบร่างครูเปิ้ลนอนจมกองเลือด ก่อนประสานตำรวจและกู้ภัยเข้าช่วยเหลือ
เบื้องต้น ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวน โดยคาดว่าผู้ก่อเหตุ คือ “หมวดพงษ์” ข้าราชการตำรวจประจำสายตรวจตู้ยามหนองเกตุ ในพื้นที่ อ.บางละมุง ซึ่งเป็นสามีของผู้เสียชีวิต โดยมุ่งประเด็นไปที่เรื่องหึงหวง
ต่อมา มีรายงานว่า หมวดพงษ์ หลังเกิดเหตุได้หลบหนีเข้าไปอยู่ภายในบ้านพัก ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 3 กิโลเมตร โดย พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง นำกำลังตำรวจพร้อมอาวุธครบมือเข้าปิดล้อม เพื่อเจรจาให้ยอมวางอาวุธและมอบตัว
>> สาวเชียงใหม่ร้อง “สายไหมต้องรอด” อ้างถูกบริษัทรับสร้างบ้านโกง สูญเกือบล้าน พบผู้เสียหาย 22 ราย เสียหายรวมกว่า 10 ล้าน
12.57 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน หญิงสาว ชาวเชียงใหม่ วัย 25 ปี ร้อง “สายไหมต้องรอด” หลังอ้างถูกบริษัทรับสร้างบ้านที่ได้รับการแนะนำและมีภาพลักษณ์น่าเชื่อถือ ทิ้งงานก่อสร้างบ้านมูลค่า 3.5 ล้านบาท โดยจ่ายเงินไปแล้วรวมประมาณ 1 ล้านบาท แต่บ้านไม่แล้วเสร็จ โดยเริ่มทำสัญญาเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2566 และตกลงสร้างเสร็จภายในเดือน ม.ค. 2567 ก่อนบริษัทจะทยอยขอเงินงวดต่างๆ อ้างเตรียมจัดซื้อวัสดุและธนาคารอนุมัติสินเชื่อ กระทั่งภายหลังกลับบ่ายเบี่ยง อ้างรอหม้อแปลงไฟฟ้าและมิเตอร์น้ำ ก่อนขาดการติดต่อ ผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่ สภ.แม่ปิง ตั้งแต่ 31 ม.ค. 2567 แต่ระบุว่าคดียังไม่มีความคืบหน้า และต้องเสียค่าทนายเพิ่มเติม 80,000 บาท
ผู้เสียหายยังระบุว่า จากการรวบรวมข้อมูลพบผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันอีก 22 ราย ทั้งถูกทิ้งงานและสร้างบ้านไม่เสร็จ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท พร้อมอ้างว่าเจ้าของบริษัทมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทและใช้อินฟลูเอนเซอร์-ยูทูบเบอร์ชื่อดังร่วมทำคอนเทนต์รีวิวบ้านเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังเป็นข้อมูลจากฝั่งผู้ร้องและควรรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่และผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่ “เอกภพ เหลืองประเสริฐ” เตือนผู้ที่กำลังสร้างบ้านให้ตรวจสอบประวัติผู้รับเหมา ทำสัญญาและ BOQ ให้ชัดเจน แบ่งจ่ายตามงานที่ทำจริง และอย่าตัดสินใจจากการมีคนดังหรืออินฟลูเอนเซอร์ร่วมโปรโมตเพียงอย่างเดียว
>> “บิ๊กแจง” อำลา ผู้บัญชาการ สอท.คนแรก ครบรอบ 6 ปี “ตำรวจไซเบอร์” ย้ำภารกิจปราบอาชญากรรมเทคโนโลยี กระทบประชาชนมหาศาล
13.04 น. พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. เป็นประธานพิธีวันคล้ายวันสถาปนา บช.สอท. ครบรอบ 6 ปี โดยมี พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมรอง ผบช. และกำลังพลให้การต้อนรับ รวมถึงอดีตผู้บังคับบัญชาและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และต่างประเทศ อาทิ FBI , U.S. Secret Service, HSI, AFP และ UNODC เข้าร่วมงาน ก่อนร่วมสักการะพระไพรีพินาศ ตรวจแถวกองเกียรติยศ และประกอบพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล
พล.ต.อ.กรไชย กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้กลับมาร่วมงานสถาปนา บช.สอท. และถือโอกาสอำลาหน่วยในฐานะ ผบช.สอท.คนแรก ผู้วางรากฐานองค์กร ตราสัญลักษณ์ และมอตโตของหน่วย ย้ำภารกิจป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นภารกิจสำคัญ เพราะสร้างความเสียหายต่อประชาชน สังคม และประเทศอย่างมหาศาล พร้อมขอบคุณตำรวจไซเบอร์ทุกนายที่ร่วมขับเคลื่อนหน่วยตลอด 6 ปี และแสดงความยินดีกับ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผบช.สอท.คนต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำทัพตำรวจไซเบอร์เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกำชับให้ยึดมั่นความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และปฏิบัติหน้าที่เพื่อความสงบสุขของประชาชนและประเทศชาติ นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลตำรวจและทีมที่มีผลงานดีเด่น รวม 7 ด้าน 16 นาย และ 9 ทีม เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
>> รถกระบะ 2 คันชนกัน กลางถนนสายป่าแงะ - เชียงเคี่ยน บาดเจ็บ 4 และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย จ.เชียงราย
13.40 น. สมาคมกู้ชีพป่าแงะร่วมใจ รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถกระบะ 2 คันชนกัน และมีผู้บาดเจ็บสาหัส กลางถนนสายป่าแงะ - เชียงเคี่ยน ในพื้นที่ บ้านป่าตึง 6 ตำบลป่าแงะ อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย
ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ อีซูซุ สีเทา ป้ายทะเบียน เชียงราย สภาพหน้ารถพังเสียหาย ใกล้กันพบรถกระบะ อีซูซุ สีขาว ป้ายทะเบียน กทม. สภาพหน้ารถและฝั่งขวาข้างคนขับพังเสียหาย ตรวจสอบพบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 4 ราย โดยเป็น ผู้ชาย 2 ราย และผู้หญิง 2 ราย ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพ - กู้ภัยร่วมดำเนินการให้การช่วยเหลือและนำส่ง รพ.ป่าแดด และพบว่า มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้หญิง อายุ 65 ปี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าแดด
>> นปพ.ร่วม นราธิวาส ปะทะ ผกร.บนเทือกเขาตะเว ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เบื้องต้น ผกร.เสียชีวิต 1 ราย เจ้าหน้าที่ปลอดภัย
14.08 น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า โดยหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมประจำจังหวัดนราธิวาส เข้าบังคับใช้กฎหมาย ติดตามกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง บนเทือกเขาตะเว ในพื้นที่ตำบลจวบ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ระหว่างการปฏิบัติ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้เกิดการยิงตอบโต้กันตามสถานการณ์ จากการตรวจสอบเบื้องต้น กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิต 1 ราย ในส่วนเจ้าหน้าที่ทุกนายปลอดภัย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดและพิสูจน์ทราบพื้นที่เพิ่มเติม พร้อมประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง โดยจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยและความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่เกิดเหตุ และติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
>> อัยการ-ปส. ขีดเส้น 14 ก.ย. สรุปสำนวนคดีเครือข่ายยาข้ามชาติ "แอร์มีนา" ก่อนหลุดฝากขัง
16.02 น. สำนักงานอัยการสูงสุดร่วมประชุมคณะทำงานสืบสวนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เพื่อเร่งรัดคดีเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ กรณีขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการของ น.ส.มีนา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ถูกจับในออสเตรเลีย โดยคดีนี้ได้รับการอนุมัติให้เป็นความผิดนอกราชอาณาจักร ซึ่งอัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งคดีเพียงผู้เดียวเพื่อความรวดเร็ว ขณะนี้จับกุมผู้ต้องหาในไทยได้แล้ว 3 ราย
ส่วน น.ส.จันทรา หรือ "Rose Rose" ตัวการสำคัญยังอยู่ระหว่างการหลบหนี คณะทำงานตั้งเป้าสรุปสำนวนให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 11-14 กันยายนนี้ เนื่องจากระยะเวลาฝากขังผู้ต้องหาเหลือเพียง 15 วัน หากไม่ทันอาจต้องปล่อยตัวตามกฎหมาย
นอกจากข้อหาหลัก 4 ข้อหา รวมถึงการสมคบและมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว ในวันที่ 10 กันยายนนี้ คณะพนักงานสอบสวนจะเดินทางเข้าเรือนจำเพื่อแจ้งข้อหา "ร่วมกันพยายามส่งออกยาเสพติดฯ" เพิ่มเติมแก่ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย หลังพบพฤติการณ์เคยจ้างวานพยานอีกรายให้ขนยาเสพติดแต่ถูกปฏิเสธ ส่วนการดำเนินคดีกับ น.ส.มีนา ยังเป็นอำนาจของศาลเมืองเมลเบิร์น แต่หากออสเตรเลียสั่งไม่ฟ้องและปล่อยตัวกลับมา ไทยพร้อมนำตัวเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายทันที พร้อมฝากเตือนประชาชนและอาชีพรับจ้างหิ้วของให้ระมัดระวังตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มค้ายาเสพติด
>> รองนายกฯ ลงพื้นที่ติดตามเหตุน้ำมันรั่ว สั่งเร่งแก้ไขที่ต้นเหตุ-คุมเข้มความปลอดภัย 24 ชม. ยืนยัน ยังไม่ต้องอพยพประชาชน
17.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม รักษาการนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่บริเวณถ.เชื้อเพลิงและใต้สะพานยกระดับถ.พระราม 3 รอยต่อเขตคลองเตยและเขตยานนาวา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำ พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งควบคุมสถานการณ์ ดูแลความปลอดภัยประชาชนและสิ่งแวดล้อม เร่งหาสาเหตุที่ชัดเจน ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นลำดับแรก กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งการควบคุมการปนเปื้อน การเฝ้าระวังความปลอดภัย การตรวจวัดไอระเหยไวไฟ
กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ กระทรวงพลังงาน กรมควบคุมมลพิษ และผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน ได้บล็อกท่อ วางบูมซับน้ำมัน และสูบน้ำปนเปื้อนออกจากระบบ สามารถเก็บน้ำมันตกค้างได้แล้วประมาณ 22,000 ลิตร โดยจะนำไปบำบัดและกำจัดตามมาตรฐานที่กำหนด ไม่มีการปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดคราบน้ำมันในระบบระบายน้ำลดลงเหลือเพียงฟิล์มบาง ๆ และกลิ่นน้ำมันมีความรุนแรงลดลง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำการสำรวจแนวท่อส่งน้ำมันและค้นหาจุดรั่ว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคอื่น คาดว่าจะต้องปิดเส้นทางบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงานประมาณ 2–3 วัน
ด้านความปลอดภัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะการตรวจวัดค่าความเข้มข้นของไอระเหยไวไฟ (LEL) พร้อมเตรียมความพร้อมด้านการดับเพลิงเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และติดตามผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุดยังไม่มีความจำเป็นต้องอพยพประชาชนในชุมชนใกล้เคียง พร้อมให้หน่วยงานสื่อสารข้อมูลกับประชาชนอย่างชัดเจนและทันต่อสถานการณ์ เพื่อลดความกังวลและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนในพื้นที่
>> ทะเลาะแย่งกุญแจรถ ภรรยาวิ่งข้ามเกาะกลางถนน สามีวิ่งตาม ถูกรถเก๋งวิ่งทางตรง ชนอย่างจัง บาดเจ็บสาหัส จ.เชียงใหม่
19.17 น. เจ้าหน้าที่มูลนิธิเพชรเกษม จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์ชนคนเดินเท้า มีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส บริเวณสะพานภาค 5 ถนนมหิดล อำเภอเมืองเชียงใหม่ จึงรุดเข้าตรวจสอบพร้อมรถพยาบาลโรงพยาบาลเซ็นทรัลเมโมเรียล เชียงใหม่
ที่เกิดเหตุพบชายอายุประมาณ 50 ปี นอนอยู่บนพื้นถนน ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยและทีมแพทย์ได้เข้าทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เพื่อให้แพทย์ทำการรักษา
จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุชายผู้บาดเจ็บได้อยู่ภายในรถเก๋งกับภรรยา ซึ่งมีอายุประมาณ 50 ปีเช่นเดียวกัน ก่อนทั้งสองฝ่ายจะเกิดมีปากเสียงและทะเลาะกันภายในรถ จนมีการแย่งกุญแจรถยนต์กัน ต่อมาฝ่ายหญิงได้ดึงกุญแจรถออกจากตัวรถ ก่อนวิ่งข้ามเกาะกลางถนนไปยังฝั่งตรงข้าม ทำให้ฝ่ายชายเกิดความโมโหและวิ่งตามไป เพื่อหวังนำกุญแจรถกลับคืน
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ชายคนดังกล่าวกำลังข้ามถนน ปรากฏว่ามีรถเก๋งที่ขับมาตามเส้นทางปกติพุ่งมาทางตรง ก่อนจะชนเข้ากับชายคนดังกล่าวอย่างจัง ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่คนขับรถเก๋งคู่กรณี หลังเกิดเหตุอยู่ในอาการตกใจและหวาดวิตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ได้เข้าดูแลและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งสอบปากคำคู่กรณีและผู้เห็นเหตุการณ์ เพื่อสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุอย่างละเอียดต่อไป
>> นายกฯ ปฏิบัติภารกิจผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ท่ามกลางบรรยากาศอาลัย
19.23 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นผู้แทนพระองค์ เข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ วันนี้ (9 ก.ย. 2569) เวลา 13.00 น. นายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติภารกิจ ณ กรุงออสโล ราชอาณาจักรนอร์เวย์ ในฐานะผู้แทนพระองค์อย่างสมพระเกียรติ
โดยก่อนเริ่มพิธี ได้มีขบวนเคลื่อนพระบรมศพจากพระราชวังไปยังอาสนวิหาร ท่ามกลางบรรยากาศอาลัยของประชาชนชาวนอร์เวย์ที่เฝ้าตามเส้นทาง เพื่อถวายความเคารพครั้งสุดท้ายแด่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงครองราชย์ยาวนาน
อย่างไรก็ตาม กรุงออสโลอยู่ในบรรยากาศสงบ หลังชาวนอร์เวย์จำนวนมากเดินทางไปถวายความอาลัยตลอดหลายวันที่ผ่านมา โดยมีพระราชวงศ์ ผู้นำประเทศ นายกรัฐมนตรี และผู้แทนระดับสูงจากนานาประเทศเข้าร่วมพิธี
การปฏิบัติภารกิจครั้งนี้สะท้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรนอร์เวย์ และเกียรติภูมิของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ
>> ช่างฯ ขึ้นซ่อมระบบไฟฟ้าบนฝ้าเพดาน สถานีรถไฟ ถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิต จ.ชุมพร
20.06 น. ศูนย์วิทยุกู้ภัยสายชลชุมพร รับแจ้งเหตุชายอายุ 40 ปี ถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนหมดสติ ไม่รู้สึกตัว และติดอยู่บริเวณบนฝ้าเพดานภายในสถานีรถไฟแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร จึงจัดกำลังออกตรวจสอบที่เกิดเหตุ
ทาง เจ้าหน้าที่กู้ภัยสายชลชุมพรเดินทางถึงที่เกิดเหตุ พบชายวัย 40 ปี อยู่บริเวณบนฝ้าเพดาน ตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบชีพจร จึงประสานทีมกู้ภัยทางสูงเข้าดำเนินการนำร่างลงจากฝ้าเพดาน ต่อมาเจ้าหน้าที่ รถกู้ชีพโรงพยาบาลธนบุรีชุมพร เข้าตรวจสอบและยืนยันว่า ชายวัย 40 ปี เสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ
เบื้องต้นได้รับข้อมูลว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. มีกระแสไฟฟ้าตก ก่อนที่ชายรายดังกล่าวจะขึ้นไปดำเนินการเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าบริเวณเหนือฝ้าเพดานในเวลาประมาณ 20.00 น. จากนั้นได้รับแจ้งว่ามีผู้ถูกกระแสไฟฟ้าช็อต หมดสติ และไม่รู้สึกตัว
เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป ส่วนสาเหตุอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชุมพร
>> ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามต่อเนื่อง ผนึกทุกหน่วยเร่งคลี่คลายน้ำมันรั่วพระราม 3 ตรวจแนวท่อหาจุดรั่ว ย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน
20.54 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำบริเวณถนนเชื้อเพลิงและใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 รอยต่อเขตคลองเตยและเขตยานนาวา
กทม. ผนึกกระทรวงพลังงาน บริษัทน้ำมัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหาน้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำ บริเวณถนนเชื้อเพลิง–พระราม 3 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3
ขณะนี้ หยุดจ่ายน้ำมันและลดแรงดันในระบบท่อ ทำให้ปริมาณน้ำมันและกลิ่นในพื้นที่ลดลง พร้อมเตรียมอุปกรณ์ดูดและจัดการน้ำมันตกค้าง
เจ้าหน้าที่เร่งเปิดพื้นที่ตรวจแนวท่อใต้ดิน 2 จุด เพื่อค้นหาตำแหน่งรั่วและซ่อมแซมให้ตรงจุด โดยมีผู้เชี่ยวชาญร่วมดำเนินการ
ย้ำความปลอดภัยเป็นสำคัญ มีการตรวจวัดไอระเหยและค่า LEL อย่างต่อเนื่อง พร้อมขอประชาชนหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การก่อประกายไฟ และเข้าใกล้พื้นที่ควบคุม ขณะที่ สาเหตุของการรั่วยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ กทม. ตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ประสานทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์จนกว่าพื้นที่จะกลับสู่ภาวะปกติ
>> โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "พระราชินี" ให้ทรงดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย
20.59 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งสภานายิกาสภากาชาดไทย มีเนื้อหาดังนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า ตั้งแต่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยยังว่างอยู่
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทยพระพุทธศักราช 2561 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ให้ทรงดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย
>> "เจเศรษฐ์" เผย ญาติหมวดปืนดุ 'สะเทือนใจ' ค่อนข้างมาก วอนงดแชร์คลิเกิดเหตุ ทางด้าน ผู้การฯ ชลบุรี เผยสถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ ไร้ความรุนแรง จ.ชลบุรี
เวลา 22.40 น. วันที่ 9 กันยายน 2569 นายกองเอก เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) เปิดเผยความคืบหน้าก่อนเดินทางกลับว่า ทางญาติมีความ เซนซิทีฟ ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเผยแพร่คลิปวิดีโอของผู้ก่อเหตุที่มีการฉายซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจและทำให้บุตรชายของผู้สูญเสียเกิดความสะเทือนใจอย่างรุนแรง จึงอยากขอร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันงดเผยแพร่คลิปดังกล่าว และร่วมกันส่งกำลังใจเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียเพิ่มเติมขึ้นอีก
สำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ นายกองเอก เจเศรษฐ์ ระบุว่า ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถตามยุทธวิธี โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ควบคู่ไปกับความปลอดภัยของผู้ต้องหาและเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปได้ด้วยดีตามขั้นตอน
ขณะที่ พล.ต.ต.พงษ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จว.ชลบุรี เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า ทิศทางสถานการณ์ในขณะนี้ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยยังไม่มีรายงานการสูญเสียเพิ่มเติม จากการประเมินพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุพบว่า ไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง หรือแสดงท่าทีใช้อาวุธข่มขู่ แม้จะสังเกตเห็นท่าทีที่ยังคงสงบและมีความระมัดระวังตัวอยู่บ้าง แต่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวภายในได้ด้วยเครื่องมือพิเศษ ซึ่งตรวจพบร่องรอยความร้อนและการเคลื่อนไหวบริเวณชั้นบนของตัวอาคารอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
สำหรับมาตรการรับมือและการประเมินสถานการณ์ เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรอบคอบ โดยมุ่งเน้นการเจรจาและประเมินตามสถานการณ์จริงเป็นหลัก ยืนยันว่ายังไม่มีการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดหรือการบุกจู่โจม เนื่องจากความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก และยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรัดปฏิบัติการรุนแรงในขณะนี้
>> เหตุแผ่นดินไหว ที่จังหวัดสุโขทัย
04.49 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 2.0 ความลึก 1 กม. ภายในพื้นที่ของ ต.หนองบัว อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย ยังไม่มีรายงานการรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน