วันที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 00:51
รองนายกฯ ลงพื้นที่ติดตามเหตุน้ำมันรั่ว ย่านถนนพระราม 3 สั่งเร่งแก้ไขที่ต้นเหตุ - คุมเข้มความปลอดภัย 24 ชม. ยืนยัน ยังไม่ต้องอพยพประชาชน
(9 ก.ย.69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม รักษาการนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่บริเวณถ.เชื้อเพลิงและใต้สะพานยกระดับถ.พระราม 3 รอยต่อเขตคลองเตยและเขตยานนาวา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำ พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งควบคุมสถานการณ์ ดูแลความปลอดภัยประชาชนและสิ่งแวดล้อม เร่งหาสาเหตุที่ชัดเจน ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นลำดับแรก กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งการควบคุมการปนเปื้อน การเฝ้าระวังความปลอดภัย การตรวจวัดไอระเหยไวไฟ
กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ กระทรวงพลังงาน กรมควบคุมมลพิษ และผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน ได้บล็อกท่อ วางบูมซับน้ำมัน และสูบน้ำปนเปื้อนออกจากระบบ สามารถเก็บน้ำมันตกค้างได้แล้วประมาณ 22,000 ลิตร โดยจะนำไปบำบัดและกำจัดตามมาตรฐานที่กำหนด ไม่มีการปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดคราบน้ำมันในระบบระบายน้ำลดลงเหลือเพียงฟิล์มบาง ๆ และกลิ่นน้ำมันมีความรุนแรงลดลง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำการสำรวจแนวท่อส่งน้ำมันและค้นหาจุดรั่ว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคอื่น คาดว่าจะต้องปิดเส้นทางบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงานประมาณ 2–3 วัน
ด้านความปลอดภัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะการตรวจวัดค่าความเข้มข้นของไอระเหยไวไฟ (LEL) พร้อมเตรียมความพร้อมด้านการดับเพลิงเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และติดตามผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุดยังไม่มีความจำเป็นต้องอพยพประชาชนในชุมชนใกล้เคียง พร้อมให้หน่วยงานสื่อสารข้อมูลกับประชาชนอย่างชัดเจนและทันต่อสถานการณ์ เพื่อลดความกังวลและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนในพื้นที่
“สิ่งสำคัญในขณะนี้คือต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้ก่อน ดูแลความปลอดภัยของประชาชน และเร่งหาสาเหตุที่แท้จริงให้ชัดเจน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข” นายพิพัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้จัดตั้ง กองอำนวยการร่วมเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ โดยมอบหมายให้ผู้อำนวยการเขตคลองเตยเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ และให้บริษัทน้ำมันเอกชนเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบสาเหตุ โดยรัฐบาลจะกำกับและติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเร่งให้สถานการณ์คลี่คลาย ลดผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่



