วันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 11:34 น.
ระทึก! รวบหนุ่มลอดช่อง หนีคดียานรกพร้อมสารประกอบระเบิด และใบสั่งซื้อยาพิษอ้างเพื่อทำร้ายตัวเอง ‘รองจ๋อ-สารวัตรแจ๊ะ’ บุกสกัดหยุดแผนร้ายทัน
จับหนุ่มสิงคโปร์ ตรอมใจเพราะถูกหักหลังคิดจะปลิดชีพตัวเอง จึงอ้างสั่งสารพิษ -สารเคมีต่างๆ จำนวนมาก แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อเพราะสารเคมีมีจำนวนมากสามารถทำให้เกิดภัยร้ายแรงได้ ขยายผลถึงที่สุด
วานนี้ (3 กันยายน 2569) พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำฯ , พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.รับผิดชอบยาเสพติด พร้อมทั้งกำลังบุกเข้าจับกุมตัวนายโจ (นามสมมุติ)) อายุ 40 ปี สัญชาติสิงคโปร์ ที่ห้องพักคอนโดชื่อดังย่านบางแค พื้นที่สน.หลักสอง โดยเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมายและ เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยที่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด”
หลังตรวจสอบประวัติพบเป็นอาชญากรระดับเฝ้าระวังที่มีหมายจับติดตัวในประเทศสิงคโปร์ โดยมีประวัติการกระทำความผิดสะสมทั้งในคดียาเสพติดและคดีอาญาอุกฉกรรจ์อย่างเป็นจำนวนมาก
โดยตรวจยึดของกลาง ยาไอซ์ จำนวน 3 กรัม พร้อมอุปกรณ์เสพยาเสพติดจำนวนมาก,เงินสด 200,000 บาท,โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง,สารเคมีประกอบวัตถุระเบิด/สารอันตราย:ดินประสิว1/2 กิโลกรัม, โซเดียมเมตาไบซัลไฟต์, สารละลายแอมโมเนีย, กรดไนตริก, บอแรกซ์ (BORAX) ,อุปกรณ์จุดชนวน 2 ชิ้น กระป๋องแก๊ส 5 กระป๋อง
พฤติการณ์กล่าวคือ เมื่อปลายเดือน มกราคม 2569 สายด่วน ป.ป.ส. 1386 ได้รับแจ้งเบาะแสว่าชาวสิงคโปร์รายหนึ่งนามว่านายโจ หลบหนีคดีมากบดานอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีพฤติกรรมเสพยาไอซ์แล้วคลุ้มคลั่ง ลงมือกระทำด้วยความรุนแรง ทำร้ายร่างกายและหน่วงเหนี่ยวกักขังลักษณะคล้ายพวกวิปริตทางเพศ หลังรับแจ้ง รองจ๋อและสว.แจ๊ะ แกะรอยนานกว่า 3 เดือนกระทั่งทราบเบาะแสว่าคนร้ายแฝงตัวเข้ามาในประเทศไทยเกือบ 3 ปีในคราบ "นักศึกษา" และพบข้อมูลจากสาวเอ็นเตอร์เทนรายหนึ่ง ที่รู้จักกับนายโจ ชุดสืบสวนไม่รอช้ารีบวิ่งไปถอนเงิน เพื่อจะมาซื้อดื่มกับเธอ หวังได้พูดคุยเผื่อจะได้ข้อมูล ซึ่งตำรวจได้ข้อมูลจริงๆว่า สาวคนนี้เคยถูกนายโจ กระทำเธอด้วยความรุนแรงจนเส้นเลือดในตาเธอแตก และนายโจมีพฤติกรรมวางแผนที่จะนำยาพิษใช้สังหารหมู่ ไปใส่ในแท้งค์น้ำ
การสืบสวนดำเนินมาในจุดที่พบว่านายโจ ได้สั่งซื้อยาพิษใช้สังหารหมู่ ซึ่งแรงกว่ามอร์ฟีน 10,000 เท่า จำนวน 20 กรัม และ ยาที่ใช้ในการการุณยฆาตสัตว์หรือการประหารชีวิต อีกจำนวน 10 กรัม ชุดสืบสวนจึงไม่รอช้ารีบจัดกำลัง เฝ้าดูก่อนบุกชาร์จได้ถึงในห้องพัก
ในชั้นจับกุมนายโจ ให้การรับสารภาพโดยให้การว่า “เดิมตนเองอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยได้ถูกจับกุมดำเนินคดียาเสพติดมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ติดคุก 1 ปี ครั้งที่ 2 ติดคุก 3 ปี และครั้งที่ 3 ติดคุก 5 ปี แล้วยังถูกเฆี่ยนอีก 3 ที กระทั่งในปี 2567 ได้กระทำความผิดอีกครั้งแต่ได้หลบหนีออกนอกประเทศมายังประเทศไทย โดยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่กลับไปประเทศตนเองอีก ถ้ากลับไปขอตายดีกว่า หลังหนีมาที่ประเทศไทยได้ขายทรัพย์สินที่ประเทศสิงคโปร์จนได้เงินมาจำนวนประมาณ 5 ล้านบาท แต่ได้ถูกเพื่อนจากประเทศเดียวกันหลอกลวงเงินไป 2.5 ล้านบาท ทำให้เกิดอาการเครียดเรื่อยมา โดยยอมรับว่าตนยิ่งมีอาการคุ้มคลั่งเพราะแฟนสาวคนปัจจุบัน(สาวเอ็นฯ) ที่ชอบไปข้างนอกและไม่กลับบ้าน ทำให้ช่วงหลังๆมานี้ตนเองรู้สึกอยากตายมากๆ โดยอ้างว่าที่ตนเองได้สั่งยาพิษ และสารเคมีนั้นไปจริงๆ และจ่ายเงินไปจริง เพื่อหวังจะนำมาฆ่าตัวตายเท่านั้น ส่วนที่สั่งไปเยอะขนาดนั้นเพราะกลัวตัวเองจะไม่ตาย ตนขอร้องเจ้าหน้าที่ว่าขอตายในประเทศไทยไม่ขอกลับไปประเทศสิงคโปร์ หากต้องกลับไปขอยอมตายดีกว่า”
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. /รองโฆษกตร. กล่าวว่า “จากพยานหลักฐานและแผนประทุษกรรมที่เราพบในโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา มีการเตรียมการเกี่ยวกับสารพิษร้ายแรง ซึ่งหากเราก้าวพลาดหรือช้าไปอาจเป็นเหตุร้ายแรง แนวทางการสืบสวนเป็นเรื่องสติแตก จากอาการยาเสพติด ยังไม่ปรากฏหลักฐานเรื่องการก่อการร้าย ได้ประสานข้อมูลกับ CNB ประเทศสิงคโปร์ ที่ทำให้เราทราบว่าผู้ต้องหารายนี้คืออาชญากรยาเสพติดระดับเฝ้าระวังพิเศษ สำหรับสารประกอบวัตถุระเบิด ผู้เชี่ยวชาญแจ้งว่าสารเคมีที่ตรวจพบยังไม่มีเพียงพอทำเป็นระเบิดสังหาร โดยได้ส่งสารเคมีหลายชนิดนำส่งสำนักงานพิสูจน์หลักฐานเพื่อตรวจสอบต่อไป





4 กันยายน 2569
4 กันยายน 2569
4 กันยายน 2569
4 กันยายน 2569