หน้าแรก > อาชญากรรม

เปิดแผนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บีบนักศึกษาหลอกเงินพ่อแม่อ้างขอทุนเรียนต่อ สูญ 1.5 ล้าน

วันที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 02:11 น.


เปิดแผนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บีบนักศึกษาหลอกเงินพ่อแม่อ้างขอทุนเรียนต่อ สูญ 1.5 ล้าน บังคับเปิดห้อง-วิดีโอคอลเฝ้า 24 ชม.

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยผลการปฏิบัติเข้าช่วยเหลือนักศึกษาที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์ข่มขู่ว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด พร้อมบังคับให้โอนเงินและส่งต่อทรัพย์สินมีค่า อ้างเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกดำเนินคดี โดยเมื่อวันที่ 28 ส.ค.69 ที่ผ่านมา สามารถทำการช่วยเหลือไว้ได้ 2 เคส ดังนี้

​เคสแรก เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ประสานตำรวจ สภ.เมืองมหาสารคาม เข้าตรวจสอบและระงับเหตุ ขณะที่กลุ่มมิจฉาชีพกำลังขู่บังคับนักศึกษา อายุ 18 ปี ซึ่งเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในจังหวัดมหาสารคาม ให้ทำการถอนเงินสดจำนวน 310,000 บาท แล้วนำเงินจำนวนนี้ไปโอนให้ตามบัญชีที่กลุ่มมิจฉาชีพแจ้งไว้ โดยเคสนี้ มีเจ้าหน้าที่ธนาคารสังเกตเห็นพิรุธของผู้เสียหาย จึงรีบประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันได้พยายามดึงเวลาในการทำธุรกรรมระหว่างรอเจ้าหน้าที่

​ทันทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ธนาคารดังกล่าว พบผู้เสียหายกำลังทำธุรกรรมทางการเงินอยู่ที่เคาน์เตอร์ จึงรีบแจ้งกับผู้เสียหายว่า กำลังเสี่ยงถูกมิจฉาชีพหลอก จึงขอให้หยุดถอนเงินและเชิญตัวมาสอบปากคำที่สภ.เมืองมหาสารคาม ซึ่งผู้เสียหายให้ข้อมูลว่าตนได้รับสายโทรศัพท์ที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จาก AIS (ปลอม) และแจ้งว่า เบอร์โทรศัพท์ของตนเองถูกนำไปหลอกลวงผู้อื่นในพื้นที่่ สภ.เมืองพิจิตร จากนั้นกลุ่มมิจฉาชีพอ้างว่าจะโอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พิจิตร ผ่านแอปพลิเคชัน “ไลน์”(เป็นตำรวจปลอม) ก่อนที่ส่งเอกสารทางราชการซึ่งมีข้อมูลของผู้เสียหายครบถ้วนมาบังคับข่มขู่ ทำให้เกิดความกลัว อ้างว่าผู้เสียหายเปิดบัญชีธนาคารให้ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินนำไปใช้ในการกระทำผิด ยิ่งเพิ่มความกลัวเมื่อมิจฉาชีพออกอุบายว่าต้องโอนเงินให้ ปปง. ตรวจสอบภายใน 30 นาที มิฉะนั้นจะถูกออกหมายจับ และยังขู่ด้วยว่า ห้ามบอกใครแม้แต่พ่อแม่ ไม่เช่นนั้น ทุกคนที่รู้เรื่องก็จะถูกออกหมายจับด้วย

ด้วยความกลัวผู้เสียหายจึงหลงเชื่อแต่บอกกับมิจฉาชีพว่า “ไม่มีเงินสด” มิจฉาชีพจึงแต่งเรื่องให้ผู้เสียหาย โทรศัพท์ไปหลอกพ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งมีอาชีพค้าขาย ว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วนเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้ผู้ปกครองหลงเชื่อโอนเงินเข้ามาให้ ก่อนที่ผู้เสียหายจะเดินทางมาที่ธนาคารเพื่อถอนเงินสดตามคำสั่งของมิจฉาชีพ โดยผู้เสียหายยอมรับว่า ช่วงที่พูดคุยเกิดความเอะใจว่าจะถูกหลอก จึงบันทึกคลิปเสียงและคลิปวิดีโอเอาไว้ด้วย และระหว่างที่ทำตามสั่งมิจฉาชีพ ผู้เสียหายพยายามค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตด้วย แต่ยังไม่ทันพบข้อมูล เพราะมิจฉาชีพก็ยิ่งออกอุบายเร่งเร้าและบีบเวลาว่าต้องโอนเงินให้ ปปง. ตรวจสอบกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตามมาระงับการทำธุรกรรมดังกล่าวเช่นเดียวกัน

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เข้าช่วยเหลือนักศึกษาหญิง อายุ 22 ปี มหาวิทยาลัยชื่อดัง หลังเมื่อวันที่ 26 ส.ค.69 ถูกคนร้ายปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ AIS โทรศัพท์แจ้งว่ามีชื่อเป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ที่โทรหลอกลวงผู้เสียหายหลายราย ในพื้นที่ สภ.เมืองระนอง ก่อนจะบอกให้แอดไลน์สภ.เมืองระนอง พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) หลอกว่าผู้เสียหายมีบัญชีรับเงินผิดกฎหมาย พร้อมออกอุบายให้ผู้เสียหายไปเปิดห้องเช่าพักอยู่เพียงคนเดียว ห้ามบอกเรื่องราวนี้กับใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นทุกคนจะโดนคดีไปด้วย ระหว่างที่พูดคุยกัน ได้บังคับ-ข่มขู่ให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลกับตำรวจปลอมตลอดเวลา ก่อนจะทำทีว่าจะช่วยเรื่องคดีหากเป็นผู้บริสุทธิ์จริง โดยให้นำเงินสดจำนวน 1 ล้านบาทมาค้ำประกัน เมื่อผู้เสียหายบอกว่าไม่มีเงิน คนร้ายบังคับให้แต่งเรื่องหลอกผู้ปกครองว่าได้รับทุนศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ต้องมีเงินติดบัญชีไว้จำนวน 1 ล้านบาท จึงจะได้รับทุนดังกล่าว ด้วยความกลัวจะถูกดำเนินคดี นักศึกษาผู้เสียหายจึงตัดสินใจโทรศัพท์หลอกที่บ้านตามสตอรี่ที่คนร้ายวางไว้

จากนั้นคนร้ายบอกให้ผู้เสียหายถอนเป็นเงินสดจำนวนดังกล่าว แล้วนำไปมอบให้กับผู้ชายที่มารอรับ ในวันที่ 27 ส.ค.69 โดยนัดรับกันที่ลานจอดรถของโรงแรมดังกล่าว อ้างนำไปตรวจสอบ ไม่เพียงเท่านั้นคนร้ายยังอ้างว่ายอดเงินดังกล่าวไม่เพียงพอ กับการแสดงความบริสุทธิ์ พร้อมบังคับให้ผู้เสียหายหลอกผู้ปกครองเพ่ิมเติมว่าต้องโอนเงินมาเพิ่มอีก 5 แสนบาท เพื่อยืนยันลำดับคิวในการขอทุนเรียนต่อต่างประเทศ เมื่อผู้เสียหายได้เงินจำนวนดังกล่าว ก็ได้นำไปส่งมอบให้กับชายคนเดิมที่ลานจอดรถ ในวันที่ 28 ส.ค.69 โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 วัน คนร้ายบังคับให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลด้วยตลอดเวลา เพื่อควบคุมและครอบงำทุกการปฏิบัติ

เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น คนร้ายยังบังคับต่อเนื่องว่าต้องใช้เงินเพิ่มในการแสดงความบริสุทธิ์อีก 1 แสนบาท ผู้เสียหายเครียดมากและไม่สามารถบอกกล่าวเรื่องนี้กับใครได้ จึงตัดสินใจขอยืมเงินเพื่อนอีก 20,000 บาท และพยายามโทรขอยืมเงินแฟนหนุ่ม แต่ระหว่างนั้นพ่อของผู้เสียหายและแฟนหนุ่มเอะใจ จึงได้เข้าแจ้งกับตำรวจ สภ.พุทธมณฑล ให้ช่วยติดตามตัวผู้เสียหาย กระทั่งวันที่ 28 ส.ค. เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการช่วยเหลือผู้เสียหายไว้ได้ ทันทีที่ผู้เสียหายพบผู้เป็นพ่อ ได้ทรุดลงร้องไห้และกล่าวเพียงคำว่าขอโทษ เมื่อผู้เสียหายสภาพจิตใจเริ่มดีขึ้น จึงได้ทำการสอบถามจนทราบเรื่องราวข้างต้นทั้งหมด รวมมูลค่าความเสียหายเคสนี้กว่า 1.5 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐาน และทราบบุคคลในขบวนการนี้ ที่มารับเงินสดจากผู้เสียหายแล้ว อยู่ระหว่างติดตามตัว พร้อมเตรียมสืบสวนขยายผลต่อไป

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม