หน้าแรก > การเมือง

“พิพัฒน์” ลงพื้นที่ขอนแก่น รับฟังปัญหาความเดือดร้อน ประชุมร่วม สส. ขอนแก่น-มหาสารคาม ผลักดันโครงข่ายคมนาคมไร้รอยต่อ ล้อ-ราง-อากาศ แก้ไขจุดเสี่ยงถนนอันตราย

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 23:26 น.


“พิพัฒน์” ลงพื้นที่ขอนแก่น รับฟังปัญหาความเดือดร้อน ประชุมร่วม สส. ขอนแก่น-มหาสารคาม ผลักดันโครงข่ายคมนาคมไร้รอยต่อ ล้อ-ราง-อากาศ แก้ไขจุดเสี่ยงถนนอันตราย พร้อมเร่งรัดรถไฟทางคู่บ้านไผ่-นครพนม

(28 สิงหาคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญด้านคมนาคมขนส่ง พร้อมเปิดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาความเดือดร้อนด้านการเดินทางโดยตรงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและมหาสารคาม เพื่อร่วมกำหนดแนวทางพัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโลจิสติกส์ โดยมี นายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน ผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมกับ นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น คณะ สส. ในพื้นที่นายพงศกร อรรณนพพร สส. จังหวัดขอนแก่น นายพชรกร อรรณนพพร สส. จังหวัดขอนแก่น นายประวัติ ทองสมบูรณ์ สส. จังหวัดมหาสารคาม และผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่นให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมหงส์ยนตร์ ท่าอากาศยานขอนแก่น

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ตั้งใจมาเปิดรับฟังข้อมูลจริงจากตัวแทนประชาชน โดย สส. จังหวัดขอนแก่นและมหาสารคาม ได้ร่วมสะท้อนปัญหาในพื้นที่หลากหลายประเด็น อาทิ ปัญหาน้ำท่วมขังขวางการจราจรบนถนน สาย 2040 ช่วงวาปีปทุม-พยัคฆภูมิพิสัย-บุรีรัมย์ โดยมีข้อเสนอขยายช่องจราจรเป็น 4 ช่อง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการขนส่ง เส้นทางอำเภอพล-หนองสองห้อง-บ้านใหม่ไชยพจน์ เส้นทางหนองสองห้อง-บุรีรัมย์ และเส้นทางเปือยน้อย-สามแยกหินตั้ง รวมถึงการขอแก้ไขจุดกลับรถเสี่ยงอันตรายหน้าโรงเรียนบ้านขอนซ่อม อำเภอโนนศิลา ตลอดจนปัญหาถนนทางหลวงชนบทที่รับโอนมาจากท้องถิ่นแต่ขาดแคลนงบประมาณในการซ่อมบำรุง

สำหรับภาพรวมการพัฒนา กรมทางหลวง โดยสำนักงานทางหลวงที่ 7 (ขอนแก่น) ได้เสนอแนวทางยกระดับจังหวัดขอนแก่นให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งแบบไร้รอยต่อ เชื่อมโยงครบทั้งล้อ ราง และอากาศ เริ่มต้นจากท่าอากาศยานขอนแก่น เชื่อมสู่ทางบกผ่าน ทล.2428 กระจายตัวเข้าสู่เส้นทางหลัก ทล.12 และ ทล.230 (วงแหวนรอบเมือง) เข้าสู่แกนกลาง ทล.2 (ถนนมิตรภาพ) เพื่อส่งต่อไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 3 รวมถึงเชื่อมโยงสู่ระบบราง ณ สถานีรถไฟท่าพระ และสถานีรถไฟบ้านไผ่ได้อย่างคล่องตัว
ในการแก้ปัญหาจุดเสี่ยงอุบัติเหตุทางหลวง ปีงบประมาณ 2569 ได้ปรับปรุงกายภาพทางแยก ติดตั้งไฟสัญญาณ และเพิ่มแสงสว่างแล้วเสร็จหลายจุด ได้แก่ ทางแยกขนาดใหญ่ ทล.208 (ท่าพระ-หนองสระพัง) ทล.12 (บ้านฝาง-ขอนแก่น) และ ทล.201 (บ้านลี่-สี่แยกโรงต้ม) นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ได้มอบหมายให้ อธิบดีกรมทางหลวง ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ บริเวณ ทล.2440 หมวดทางหลวงอำเภอหนองสองห้อง เพื่อบริหารจัดการจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และวางแผนโครงการขยายถนนจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร รวมทั้งการจัดการจุดตัดทางรถไฟในพื้นที่ตามข้อร้องเรียน

ด้านกรมทางหลวงชนบท (สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 6 ขอนแก่น) ได้รายงานจุดเสี่ยงในความดูแล 642 จุด (จาก 76 สายทาง) ดำเนินการแก้ไขแล้ว 226 จุด (คงเหลือ 392 จุด หรือ 61%) ซึ่งนายพิพัฒน์ ได้กำชับให้เร่งรัดติดตั้งป้ายเตือน ติดตั้งสะพานแบลีย์ ซ่อมผิวทาง ตีเส้นจราจรให้ชัดเจน และเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งเน้นย้ำให้หน่วยงานรับฟังความคิดเห็นจาก สส. และผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อจัดลำดับความสำคัญของโครงการให้ตรงกับความต้องการของประชาชน ในส่วนของโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่-นครพนม (ระยะทางเชื่อม 6 จังหวัดภาคอีสาน) นายพิพัฒน์ได้ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้สั่งการให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย เร่งรัดการทำงาน ประสานหน่วยงานในพื้นที่แก้ปัญหาอุปสรรค และคุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกัน กรมการขนส่งทางบก ได้รายงานการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ด้วยรถโดยสารประจำทาง Smart Bus 2 เส้นทาง การเปิดเส้นทางหมวด 4 ใหม่ (สาย 4376 ชุมแพ-สีชมพู) เส้นทางเชื่อมต่อสถานที่ท่องเที่ยวไปยังสวนสัตว์ขอนแก่น รวมถึงแนวทางส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเดินรถเชื่อมอำเภอรองสู่อำเภอหลัก (โซน 1 หนองสองห้อง-แวงน้อย-แวงใหญ่ ไปยัง บขส.อำเภอพล และ โซน 2 เปือยน้อย-ชนบท-มัญจาคีรี-โคกโพธิ์ไชย ไปยัง บขส. อำเภอบ้านไผ่)
“กระทรวงคมนาคมรับฟังทุกข้อเสนอแนะจากท่าน สส. ตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทุกมิติ ทั้งการขยายเส้นทาง การแก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และการเชื่อมโยงระบบคมนาคม ควบคู่กับการยกระดับความปลอดภัย เพื่อลดระยะเวลาเดินทาง ยกระดับคุณภาพชีวิต กระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคอีสานอย่างยั่งยืน” นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม