วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 20:57 น.
ตร.ไซเบอร์ ล่าเครือข่ายสแกมเมอร์อีสาน ตามรวบแล้ว 20 ราย อายัดทันคืนผู้เสียหายกว่า 2 ล้านบาท
วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 ถนนมิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร.พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว ตร.ไซเบอร์ล่าเครือข่ายสแกมเมอร์อีสาน ตามรวบแล้ว 20 ราย อายัดทันคืนผู้เสียหายกว่า 2 ล้านบาท
สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดกวาดล้างจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์ในทุกมิติ รวมไปถึงการสืบสวนขยายผลและตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อติดตามยอดเงินที่ถูกหลอกลวงกลับมาคืนสู่ผู้เสียหาย ตามโครงการ “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยก่อนหน้านี้ สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และสามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนได้แล้วหลายครั้ง มูลค่ารวมหลายร้อยล้านบาท
โดยล่าสุด พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว จนนำมาสู่ปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหา รวมจำนวน 20 ราย และติดตามเงินที่ถูกหลอกลวงคืนผู้เสียหายได้ จำนวน 3,088,294 บาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้
กรณีที่ 1 หลอกลวงเทรดหุ้นเสียหายกว่า 19 ล้าน อายัดทันคืนผู้เสียหาย 1,284,000 บาท
สืบเนื่องจากมีผู้เสียหาย เป็นชายวัย 70 ปี รายหนึ่งในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ได้ถูกมิจฉาชีพชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ โดยแนะนำให้เข้าร่วมกลุ่มไลน์ชื่อ “Invest” อ้างว่าเป็นโครงการสอนเทรดหุ้น และสร้างความน่าเชื่อถือโดยการใช้ภาพโปรไฟล์เป็นตราสัญลักษณ์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปตามที่คนร้ายแนะนำ รวมทั้งสิ้น จำนวน 22 ครั้ง ไปยังบัญชีธฯคารปลายทาง จำนวน 15 บัญชี มูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 19,638,742.20 บาท
จากกรณีดังกล่าว ตำรวจได้ร่วมกันสืบสวนและพิสูจน์ทราบเส้นทางการเงินของกลุ่มคนร้ายดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่า เครือข่ายดังกล่าวมีการวางระบบเส้นทางการเงิน โดยแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ทั้งผู้ใช้บัญชีรับเงินจากผู้เสียหาย, พักเงิน, ถอนเงิน และนำเงินสดที่ได้ไปให้กลุ่มผู้รับผลประโยชน์โดยตรง หรือฝากต่อไปยังบัญชีผู้รับผลประโยชน์ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยมีการใช้บัญชีธนาคารทั้งในนามบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล (บริษัท) ในการทำธุรกรรม และยังพบอีกว่า เครือข่ายดังกล่าวมีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับการรับเงินสดจากกลุ่มถอนเงินด้วย
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับกลุ่มบุคคลที่เป็นกรรมการบริษัท รวมทั้งเจ้าของบัญชีถอนเงินทั้งสิ้น จำนวน 19 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”, “โดยทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น”, “ร่วมกันหรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือสนับสนุนการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน”
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้ว จำนวน 15 ราย โดยมีผู้ต้องหารายสำคัญ 2 ราย คือ ทำหน้าที่ ถอนเงินสดเพื่อส่งมอบต่อให้ผู้รับผลประโยชน์ และซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารอายัดยอดเงินในบัญชีธนาคารของนิติบุคคลดังกล่าวไว้ได้ทัน จำนวน 1,284,000 บาท

กรณีที่ 2 หลอกลวงลงทุนเงินหมุนและสินค้า ความเสียหายเชื่อมโยงกว่า 22 ล้าน อายัดทันคืนผู้เสียหาย 904,294 บาท
สืบเนื่องจากมีกลุ่มผู้เสียหายหลายราย พบโฆษณาในโซเชียลมีเดียชักชวนให้ลงทุน เงินหมุน หรือ สินค้า เพื่อดึงดูดความสนใจ เมื่อผู้เสียหายโอนเงินในช่วงแรกที่ยังลงทุนไม่สูงนัก มิจฉาชีพจะโอนผลกำไรกลับมาให้จริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างแรงจูงใจให้อยากเพิ่มยอดเงินในการลงทุน ต่อมาเมื่อผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพจะอ้างเงื่อนไขต่างๆ เช่น ต้องจ่ายค่าภาษี หรือ ค่าธรรมเนียมระบบ ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่หลงเชื่อและไม่กล้าหยุดโอนเพราะเสียดายเงินก้อนแรกที่ลงทุนไปจนสุดท้ายทำให้สูญเงินจนหมดตัว โดยเบื้องต้นพบว่ามีความเชื่อมโยงมากถึง 48 คดี (Case ID) รวมความเสียหาย จำนวน 22,187,994.77 บาท
ต่อมา ชุดสืบสวนตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าเครือข่ายดังกล่าว เมื่อได้เงินก้อนใหญ่จากผู้เสียหาย จะรีบโอนเงินออกจากระบบผ่านบัญชีม้าถึง จำนวน13 บัญชี และโอนถ่ายต่อไปถึง 3 ทอด (3 แถว) เพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องได้แล้ว จำนวน 12 ราย โดยล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.3 เปิดปฏิบัติการตรวจค้นพร้อมกัน 5 จุด ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ, สมุทรปราการ, ปทุมธานี, อุบลราชธานี และ กทม. สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 5 ราย
จากกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารอายัดบัญชีของผู้ต้องหาได้แล้ว จำนวน 2 ราย รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,804,294 บาท โดยธนาคารได้สั่งจ่ายเช็คเงินของกลางที่ถูกประทุษร้ายแล้ว จำนวน 904,294 บาท เพื่อคืนผู้เสียหาย ส่วนยอดเงินที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการซึ่งจะนำคืนผู้เสียหายต่อไป
ซึ่งในวันนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ จตช. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี จึงได้ร่วมกันนำเงิน จำนวน 2,188,294 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหาย จำนวน 2 ราย ตามโครงการ“MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”
