วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 12:48 น.
วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand – U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership ณ โรงแรม Hyatt Regency กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยหอการค้าไทย หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) และหอการค้าสหรัฐอเมริกา (U.S. Chamber of Commerce) โดยมี นายฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย และนายจอห์น โกเยอร์ รองประธานฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย หอการค้าสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน และภาคเอกชนไทย–สหรัฐฯ เข้าร่วมงาน
นางศุภจี กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงาน Thailand – U.S. Trade and Investment Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Building on a Longstanding Partnership” และถือเป็นโอกาสสำคัญในการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี โดยเป็นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับประชาชนชาวอเมริกัน เนื่องในโอกาสที่สหรัฐฯ ครบรอบ 250 ปีแห่งการก่อตั้งประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ศตวรรษครึ่ง สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญต่อความก้าวหน้าของโลก ผ่านคุณค่าด้านเสรีภาพ นวัตกรรม และการประกอบการ ซึ่งเป็นคุณค่าที่ประเทศไทยให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน
นางศุภจี กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งรูปแบบการค้าและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและทดสอบความสามารถในการรับมือของเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียงตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่พร้อมเป็น ส่วนหนึ่งของทางออก ด้วยการยกระดับบทบาทของไทยให้เป็น ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ (resilient, secure and trusted manufacturing and supply chain base) สำหรับภูมิภาคและตลาดโลก
“พื้นฐานสำคัญของความมุ่งมั่นดังกล่าว คือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่มีมายาวนานกว่า 200 ปี และตั้งอยู่บนความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นรากฐานให้ทั้งสองประเทศสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และคว้าโอกาสใหม่ ๆ ร่วมกันได้”
นางศุภจี กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทย และเป็น ตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยมีบริษัทอเมริกันหลายร้อยแห่งเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มีมูลค่าการลงทุนสะสมหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานหลายแสนตำแหน่ง ตลอดจนมีส่วนสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ในนามรัฐบาลไทย จึงขอขอบคุณภาคธุรกิจอเมริกันสำหรับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
สำหรับทิศทางในอนาคต ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นเศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลส่งเสริมการลงทุนใน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมเชิญชวนนักลงทุนและภาคธุรกิจสหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมในบทใหม่ของการเติบโตของไทย เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ โอกาสใหม่ และความมั่งคั่งร่วมกัน
นางศุภจี เน้นย้ำว่า ไทยต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ บนพื้นฐานของ “Partnership and Co-creation” หรือความเป็นหุ้นส่วนและการร่วมกันสร้างสรรค์ ความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนต้องประกอบด้วยความไว้วางใจ ความอดทน ความเคารพซึ่งกันและกัน การแบ่งปันโอกาส ความรับผิดชอบ และคุณค่าร่วมกัน ขณะที่รัฐบาลไทยพร้อมทำหน้าที่ของตนเองผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนนวัตกรรม และการส่งเสริมสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่มีความโปร่งใส คาดการณ์ได้ และมีความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้การลงทุนและการดำเนินธุรกิจสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
ด้านการค้า นางศุภจี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนควรตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันและการเติบโตอย่างสมดุล โดยรัฐบาลไทยทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อขยายการค้าสองทาง รวมถึงการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะ พลังงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ขั้นสูง และสินค้าเกษตรบางประเภทที่ไทยมีความต้องการและผลิตได้ไม่เพียงพอภายในประเทศ
นางศุภจี กล่าวว่า ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านความพยายามของไทยในการผลักดัน กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สมดุล และเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเปิดเผยว่า ตนจะเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการเดินทางครั้งที่ 3 ในปีนี้ เพื่อร่วมผลักดันการเจรจาให้สามารถหาข้อสรุปได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือผลลัพธ์ที่สมดุลสำหรับทั้งสองฝ่ายและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน
ขณะเดียวกัน นางศุภจี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ด้านการลงทุนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว โดยบริษัทไทยได้เข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ แล้วมากกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติมในปีนี้ การลงทุนของไทยในสหรัฐฯ ยังมีส่วนช่วยสร้างการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศสามารถสร้างโอกาส การจ้างงาน และการเติบโตให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ
“แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน แต่ดิฉันยังเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชน จะยังคงเข้มแข็ง และเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือในอนาคต”
นางศุภจี กล่าวในช่วงท้ายว่า ประเทศไทยพร้อมเป็น หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และพร้อมทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมีความยืดหยุ่น ตลอดจนสร้างความมั่งคั่งร่วมกันให้แก่คนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป พร้อมขอบคุณหอการค้าไทย AMCHAM Thailand และ U.S. Chamber of Commerce ที่ร่วมกันจัดงาน และโดยเฉพาะ AMCHAM Thailand ที่มีบทบาทมาอย่างยาวนานในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างไทยและสหรัฐฯ
ทั้งนี้ งาน Thailand–U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและสหรัฐฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และธุรกิจ ต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี สู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน




