24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2569
>> แผ่นดินไหว ภายในพื้นที่ประเทศเมียนมา
09.09 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 3.1 ความลึก 10 กม. บริเวณใกล้ชายฝั่งทางตอนใต้ ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.แม่สอด จ.ตาก ประมาณ 233 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย
>> ครอบครัวเศร้า รับร่าง "หมู่แดน" ผู้เสียชีวิตคนที่ 39 จากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว
10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ครอบครัวของสิบตำรวจโท ธนกร เพชรทอง อายุ 23 ปี หรือ หมู่แดน ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการ 1 กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ หรือตำรวจคอมมานโด ผู้เสียชีวิต รายที่39 จากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว นำเอกสารติดต่อขอรับร่างไปทำพิธีบำเพ็ญกุศลทางศาสนา หลังเสียชีวิตที่โรงพยาบาลตำรวจ
โดยทางญาติระบุว่า ในวันเกิดเหตุ "หมู่แดน"ทำหน้าที่เป็นพนักงานดูแลความปลอดภัย (การ์ด) ของร้าน ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจุดที่เจ้าหน้าที่พบร่างคือบริเวณโถงร้าน ฝั่งประตูทางออกที่ 2
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวและกลุ่มเพื่อนข้าราชการตำรวจในสังกัด วันนี้ที่เดินทางมารับร่าง พร้อมน้องแมวที่"หมู่แดน"รักมาก ก็มาด้วย โดยครอบครัวปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เนื่องจากอยู่ในอาการโศกเศร้า แต่ให้ข้อมูลเบื้องต้น ว่า วันที่เกิดเหตุหมู่แดน ไปทำงานเป็นการ์ดแทนเพื่อน ที่ติดภารกิจด่วน ซึ่งอาการของหมู่แดนทรุดลงในช่วงเช้าวานนี้ (15 ส.ค. 69) ซึ่งญาติได้ตัดสินใจไม่ยื้อชีวิต เนื่องจาก"หมู่แดน"ทรมานจากอาการบาดเจ็บ
ทั้งนี้ ครอบครัวจะนำร่าง"หมู่แดน"กลับไปทำพิธีทางศาสนา โดยกำหนดการสวดพระอภิธรรมศพวันที่ 16 - 20 สิงหาคม ที่บ้านเกิดในตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง และจะทำพิธีฌาปนกิจที่วัดมัชฌิมเขต ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เสียชีวิตคนที่ 39 จากเหตุการณ์นี้
>> จ.นครพนม วอร์รูมเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนัก 18–20 สิงหาคม เฝ้าระวังน้ำโขงหนุน-น้ำท่วมขัง เร่งเสริมมาตรการช่วยเหลือประชาชน
10.30 น. ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย นายวีระ ฤกษ์วาณิชย์กุล นายวรวิทย์ พิมพนิตย์ และว่าที่ร้อยตรี รวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นายวัฒนศักดิ์ เจียวิริยบุญญา รองนายกเทศมนตรีเมืองนครพนม นางสาวจันทร์สิมา แสงสุริยา หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครพนม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมวอร์รูมติดตามสถานการณ์น้ำ ประเมินแนวโน้มสถานการณ์ และกำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ณ ห้องประชุมพระธาตุนคร ศาลากลางจังหวัดนครพนม (หลังใหม่) อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
ที่ประชุมติดตามสถานการณ์ระดับน้ำโขงและลำน้ำสาขา โดยระดับน้ำโขงเมื่อเวลา 08.00 น. อยู่ที่ 11.63 เมตร ลดลงจากวันก่อน 19 เซนติเมตร ทั้งนี้ ระดับน้ำที่วิกฤตอยู่ที่ 12 เมตร โดยคาดว่าระดับน้ำโขงจะลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ประกอบกับคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 18–20 สิงหาคม 2569 โดยเฉพาะวันที่ 19–20 สิงหาคม อาจมีฝนสะสมในพื้นที่อำเภอเมืองนครพนมประมาณ 150–200 มิลลิเมตร จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ล่วงหน้า
ด้านการบริหารจัดการน้ำ จังหวัดนครพนมและเทศบาลเมืองนครพนมยังคงตรึงกำลังเครื่องสูบน้ำในพื้นที่สำคัญ 6 จุด ได้แก่ จุดเทศาบัณฑิต (จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังเก่า) หน้าไปรษณีย์ วัดโพธิ์ศรี ซอยสมุทรบรรหาร ซอยส.วัฒนาอุทิศ และแยกชาลีกุล เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง รวมทั้งประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อสนับสนุนหม้อแปลงไฟฟ้าชั่วคราว นอกจากนี้ ยังเตรียมกระสอบทรายและทรายเพิ่มเติม พร้อมประสานกำลังทหารสนับสนุนการกรอกกระสอบทราย ตลอดจนทดสอบระบบปิดบานประตูและระบบสูบน้ำ เพื่อให้พร้อมใช้งานได้ทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์
>> เหตุเพลิงไหม้ ภายในวัดหันเตย จังหวัดนครราชสีมา ลุกลามเสียหาย 3 หลัง มูลค่า 2.5 ล้านบาท
11.30 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ ภายในวัดหันเตย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา โดยต้นเพลิงเกิดที่ศาลาโรงครัว ซึ่งกำลังปรับปรุงซ่อมแซม และลุกลามไหม้ศาลาการเปรียญกับกุฏิ 1 หลัง รถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลประทาย เทศบาลตำบลตลาดไทร และและเทศบาลตำบลโคกกลาง รวม 6 คัน ได้เร่งฉีดน้ำสกัดเพลิง ใช้เวลากว่า 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงได้
จากการสอบสวน ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ขณะเกิดเหตุ เจ้าอาวาสวัดบ้านหันเตย และพระลูกวัดกำลังฉันเพลอยู่ชั้น 1 ศาลาวัด พร้อมลูกศิษย์ และชาวบ้าน ได้ยินเสียงดังตูม มาจากชั้น 2 ของศาลาวัด ซึ่งเป็นห้องเก็บของแต่มีหม้อแปลงไฟอยู่ชั้นบน คิดว่ามีของล้ม จึงไปตรวจสอบพบว่าเกิดเพลิงไหม้ขึ้น จึงแจ้งให้ทุกคนออกจากที่เกิดเหตุ
เบื้องต้นคาดว่า เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ความเสียหาย คือ ศาลาวัด, กุฏิวัด และ โรงครัว ความเสียหายประมาณ 2,500,000 บาท และจะทำการสอบสวนต่อไป
>> รถเก๋งชนกับรถกระบะ บริเวณแยกไฟแดงบ้านดอนไทรงาม มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย เสียชีวิต 1 ราย
11.40 น. หน่วยกู้ภัยสายชลชุมพร ได้รับแจ้งเหตุรถนั่งส่วนบุคคล ชนกับรถกระบะ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย บริเวณแยกไฟแดงบ้านดอนไทรงาม ถนนตัดใหม่ ในพื้นที่ ตำบลบางหมาก อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร
ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ โตโยต้า สีเทา ป้ายทะเบียน ชุมพร ลักษณะ ชนกับรถนั่งส่วนบุคคล ฮอนด้า สีเทา ป้ายทะเบียน ชุมพร จากการตรวจสอบ พบผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 5 ราย เป็นเพศชาย 2 ราย และเพศหญิง 3 ราย เจ้าหน้าที่ให้การช่วยเหลือเบื้องต้น ก่อนลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพื่อเข้ารับการรักษาต่อไป นอกจากนี้ ในจุดเกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็น เพศหญิง อายุประมาณ 44 ปี
เจ้าหน้าที่จึงประสานแพทย์และพนักงานสอบสวนเข้าร่วมตรวจสอบและชันสูตรพลิกศพ ณ จุดเกิดเหตุ ก่อนดำเนินการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพื่อดำเนินการชันสูตรเพิ่มเติมตามขั้นตอน ในส่วนของสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ อยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชุมพร
>> ต้นไม้ใหญ่ โค่นทับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเจ็บ 4 ราย ภายในพื้นที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ จ.พระนครศรีอยุธยา
12.30 น. พ.ต.ท มาโนช ฤทธิพูน สว.สอบสวน สภพระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเหตุต้นไม้ขนาดใหญ่หักโค่นลงมาทับนักท่องเที่ยว มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ภายในโบราณสถานวัดพระศรีสรรเพชญ์ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
ที่เกิดเหตุ เป็นบริเวณทางเดินด้านข้างโบราณสถานวัดพระศรีสรรเพชญ์ พบต้นหางนกยูงขนาดใหญ่หักโค่นลงมา มีกิ่งไม้ทับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ได้รับบาดเจ็บรวม 4 ราย เบื้องต้นเป็นนักท่องเที่ยวหญิง 3 ราย ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และนักท่องเที่ยวชาย 1 รายได้รับบาดเจ็บ มีอาการซี่โครงด้านขวาหัก และขาซ้ายหัก 2 ท่อน ผู้บาดเจ็บทั้งหมดเป็นชาวสเปน เร่งช่วยเหลือนำส่งที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา
จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นทราบว่า ผู้บาดเจ็บทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวชาวสเปน เดินทางมาด้วยกันประมาณ 15 คน ขณะกำลังเดินชมโบราณสถานและผ่านบริเวณดังกล่าว จู่ ๆ ต้นไม้ได้หักโค่นลงมา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
เบื้องต้นตรวจสอบพบว่า บริเวณโคนต้นไม้มีลักษณะเป็นโพรงและมีร่องรอยการหัก ขณะที่ขณะเกิดเหตุไม่มีฝนตกหรือลมแรง เจ้าหน้าที่จึงคาดว่าต้นไม้อาจมีอายุมากและเกิดการผุหรือเป็นโพรงบริเวณโคน ทำให้ไม่สามารถรับน้ำหนักได้และหักโค่นลงมา อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แน่ชัดยังต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เร่งใช้เลื่อยยนต์ตัดกิ่งไม้และเคลื่อนย้ายต้นไม้ที่หักโค่นออกจากพื้นที่ เพื่อเปิดทางและเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ขณะที่พนักงานสอบสวนและตำรวจท่องเที่ยวเดินทางเข้าดูแลอำนวยความสะดวกแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ได้รับบาดเจ็บและครอบครัว
>> เพลิงไหม้ในห้อพัก บนอาคาร ซอยรามคำแหง 190/2 ประชาชนช่วยกันใช้ถังดับเพลิงทำการดับเพลิงสงบ
12.44 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ เคหะชุมชนรามคำแหง ซอยรามคำแหง 190/2 ถนนรามคำแหง แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็น อาคาร 5 ชั้น ประกอบกิจการ ให้เช่าพักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ อาคาร 2 ชั้น 4 เพลิงลุกไหม้ โต๊ะ ลุกลามผนัง เครื่องปรับอากาศ เเละฝ้าเพดาน พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 5 ตารางเมตร ประชาชนใช้ถังดับเพลิงทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำการระบายควันและความร้อน
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจรที่แบตเตอรี่สำรองพกพา ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางชัน
>> โฆษกรัฐบาล เผยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืนยันตัวตนแล้ว 76% ทบทวนสิทธิ 4.4 ล้านราย เร่งกลุ่มที่เหลือดำเนินการก่อน 31 ส.ค.
13.16 น. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการยืนยันตัวตนและการทบทวนสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า จากข้อมูลกรมการปกครอง ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2569 พบว่า ผู้ถือบัตรรายใหม่ยืนยันตัวตนแล้ว 2.3 ล้านคน หรือร้อยละ 76 เพิ่มขึ้นจากวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ 2.1 ล้านคน หรือร้อยละ 69 ส่งผลให้จำนวนผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนลดลงจากประมาณ 9.8 แสนคน เหลือประมาณ 8 แสนคน ซึ่งกลุ่มดังกล่าวต้องดำเนินการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการรับสิทธิตามโครงการ ที่จะเริ่มใช้ได้ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า ส่วนการทบทวนสิทธิ มีผู้ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติยื่นทบทวนสิทธิแล้ว 4.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 4.1 ล้านคน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ทำให้จำนวนผู้ที่ยังไม่ยื่นทบทวนสิทธิลดลงจากประมาณ 5.2 ล้านคน เหลือประมาณ 4.9 ล้านคน โดยต้องดำเนินการภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569
”ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐช่วยให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงประมาณสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ยืนยันตัวตนเพิ่มขึ้นราว 2 แสนคน และยื่นทบทวนสิทธิเพิ่มขึ้นราว 3 แสนคน อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ต้องดำเนินการ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงยังคงเร่งสื่อสารและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่“ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
>> จ.น่าน ฝนตกหนักต่อเนื่อง 3 วัน มากกว่า 100 มม. เกิดดินสไลด์ ทล.1081 น้ำกัดเซาะคอสะพาน ทล.1333
14.36 น. แขวงทางหลวงน่านที่ 2 รายงานสถานการณ์ด่วน กรณีเกิดเหตุดินสไลด์ปิดทับผิวทางหลวงหมายเลข 1081 ตอน หลักลาย–บ่อเกลือ บริเวณ กม.53+075 (บ้านยอดดอย ตอนบ่อเกลือใต้) ส่งผลให้การจราจรสามารถผ่านได้เพียง 1 ช่องจราจร แต่ไม่สะดวก
ขณะนี้ แขวงทางหลวงน่านที่ 2 ได้เคลื่อนย้ายเครื่องจักรเข้าดำเนินการเร่งเปิดเส้นทางและเคลียร์ดินสไลด์ออกจากผิวทาง
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ โดยมีฝนตกต่อเนื่อง 3 วัน ระหว่างวันที่ 13–15 สิงหาคม 2569 ปริมาณน้ำฝนในหลายพื้นที่มากกว่า 100 มิลลิเมตร และมีรายงานปริมาณฝนสูงถึง 127.6 มิลลิเมตร
ข้อมูลจากสถานีหน่วยจัดการต้นน้ำและพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ขุนน้ำตวง ต.ภูฟ้า อ.บ่อเกลือ จ.น่าน วัดปริมาณฝนสะสม 3 วัน ระหว่างวันที่ 13–15 สิงหาคม 2569 ได้ 134.4 มิลลิเมตร ซึ่งอยู่ในระดับฝนตกหนัก
แขวงทางหลวงน่านที่ 2 ขอให้ประชาชนและผู้ใช้เส้นทางในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ทางหลวงหมายเลข 1081 โปรดใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากฝนตกหนัก ดินสไลด์ และสภาพเส้นทางที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมติดตามสถานการณ์และคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ยังมีรายงาน น้ำกัดเซาะคอสะพาน ทางหลวงหมายเลข 1333 ตอน หลักลาย - ผักเฮือก ที่ กม.36+618 การจราจรผ่านได้ 1 ช่องจราจร แขวงทางหลวงน่านที่ 2 ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายเตือน และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ขอให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวโปรดใช้ความระมัดระวัง
>> ลมกระโชกแรงฉับพลัน เรือหางยาวนำเที่ยว ล่มกลางทะเล แถวแหลมแหลมไทร เกาะสมุย จนท.พร้อมเรือเอกชน ช่วยเหลือ 3 ชีวิตรอดหวุดหวิด
15.00 น. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ได้รับรายงานอุบัติภัยทางน้ำ โดย เกิดเหตุเรือหายาวนำเที่ยวล่ม มีผู้ประสบภัย 3 ราย เป็น นักท่องเที่ยวต่างชาติ 2 ราย นายท้ายเรือ 1 ราย
สถานที่เกิดเหตุ บริเวณแหลมแหลมไทร หมู่ที่ 2 บ้านเกาะแตน ต.ตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ทางเจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการเรือเอกชน ร่วมกันให้ความช่วยเหลือ
จนสามารถช่วยเหลือ ผู้ประสบได้ทั้งหมดปลอดภัยและนำเข้าฝั่งบ้านท้องกรูด ต.ตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ขณะนี้ยังไม่สามารถกู้เรือได้ สาเหตุเกิดเหตุเบื้องต้น เกิดลมกระโชกแรงฉับพลัน
>> ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิด อาคารทศมบพิตร และทอดพระเนตรนิทรรศการ "นาวีเวชบริรักษ์“ ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ
16.09 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิด อาคารทศมบพิตร และทอดพระเนตรนิทรรศการ "นาวีเวชบริรักษ์ ใต้ร่มทศมบพิตร" ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ เขตธบุรี กรุงเทพมหานคร
การนี้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย ทรงศีล และทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายชื่อ "อาคารทศมบพิตร" ( อา-คาน-ทะ-สะ-มะ-บอ-พิด) อันเป็นนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๑๐ และเพื่อรองรับการให้บริการรักษาแก่กำลังพลและประชาชนที่เดินทาง มารับบริการรักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโรงพยาบาลจึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญ เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้ป่วยและยกระดับมาตรฐานการรักษา ตัวอาคารเป็นอาคารผู้ป่วยในความสูง ๑๔ ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวมกว่า ๒๐,๓๐๐ ตารางเมตรเพียบพร้อมด้วยระบบการให้บริการทางการแพทย์ สามารถองรับเตียงผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น ๒๒๘ เตียง (แบ่งเป็นเตียงผู้ป่วยทั่วไป ๑๘๔ เตียง และเตียงผู้ป่วยวิกฤตและกึ่งวิกฤต ๔๔ เตียง) ภายในอาคารได้รับการจัดสรรพื้นที่อย่างเป็นระบบเพื่อการดูแลผู้ป่วยอายุรกรรมและโรคซับซ้อนโดยเฉพาะ พร้อมด้วยระบบสนับสนุนการรักษาพยาบาลอัจฉริยะ เพื่อให้ผู้รับบริการทุกท่านได้รับการดูแลรักษาด้วยมาตรฐานสูงสุด รวดเร็ว และปลอดภัย
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จเข้าพลับพลาพิธีทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก และพระราชทานของที่ระลึก แก่ผู้มีอุปการะคุณ ตามลำดับ ทรงรับทูลเกล้า ฯ ถวายของที่ระลึก ทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย ในแผ่นศิลา เสด็จ ฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์
จากนั้นเสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปยังอาคารทศมบพิตร ทอดพระเนตรนิทรรศการ "นาวีเวชบริรักษ์ ใต้ร่มทศมบพิตร" ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณ และนำเสนอผลงานความก้าวหน้าครั้งสำคัญผ่าน ๖ โซนจัดแสดงหลัก
โอกาสนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงลงพระปรมาภิไธย ละทรงลงพระนามาภิไธย ในสมุดที่ระลึก และ ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้บริหารกองทัพเรือ ผู้มีอุปการคุณ ผู้บริหารกรมแพทย์ทหารเรือ และผู้บริหารโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ตามลำดับ และเมื่อสมควรแก่เวลาเสด็จไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ
>> เพลิงไหม้บ้านเรือน ที่สูงเม่น เสียหายวอดทั้งหลัง หลานสาวนอนในบ้านต้องรีบวิ่งหนีตาย จ.แพร่
17.10 น. ศูนย์วิทยุ สภ.สูงเม่น อ.สูงเม่น จ.แพร่ ได้รับแจ้งว่า มีเหตุไฟไหม้บ้านที่บ้านค่างาม ม.8 ต.ดอนมูล อ.สูงเม่น จ.แพร่ บ้านเกิดเหตุอยู่ใกล้กับวัดค่างาม หลังรับแจ้งจึงประสานรถดับเพลิง อบต.ดอนมูล อบต.สบสาย อบต.ร่องกาศ อบต.บ้านเหล่า และรถดับเพลิงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้เคียงสนับสนุนการดับเพลิง จำนวน 6 คัน
พบว่าบ้านเกิดเหตุ ลักษณะเป็นบ้าน 2 ชั้น ครึ่งไม้ครึ่งปูน เพลิงได้ลุกไหม้บริเวณบ้านฝั่งตะวันออก ที่เป็นส่วนของไม้ ก่อนจะลุกลามไหม้ เพดานด้านล่าง โดยมีชาวบ้านช่วยกันนำถังดับเพลิง และสายยางช่วยกันดับ แต่เนื่องจากมีลมพัดแรง เพลิงจึงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว รถดับเพลิงทำการดับใช้เวลากว่า 50 นาที เพลิงจึงสงบ
ต่อมา พ.ต.ท.ดุลยเดโช สุวรรณรินทร์ สว.สอบสวน ทำหน้าที่พนักงานสอบสวนเวร ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ จากการสอบถาม นางพิธี อายุ 69 ปี เจ้าของบ้านให้การว่า พักอาศัยอยู่หลานสาว ช่วงบ่ายไปขายผักตลาดดอนมูล ตอนเกิดเหตุตนเองไม่อยู่บ้าน มีแต่หลานสาวนอนอยู่ในบ้าน เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้หลานสาวได้วิ่งหนีตายออกมาจากบ้าน อย่างตกใจและวิ่งไปในวัด ที่มีเพื่อบ้านช่วยกันปลอบ ซึ่งตนเองไม่ทราบว่า สาเหตุไฟไหม้จะมาจากเหตุอะไร
จากการสอบถามชาวบ้านใกล้เคียงทราบว่า ตอนแรกเหม็นควันและมีควันไฟเข้ามาในบ้าน เมื่อออกมาดูก็พบว่า ไฟไหม้บ้าน จึงได้รีบตะโกนบอกเพื่อนบ้าน มาช่วยกันขยับรถที่จอดในเพิงหน้าบ้านอก และรถ จยย.ไฟฟ้าอีก หนึ่งคัน โดยมีชาวบ้านได้ใช้สายยาง และถังดับเพลิงช่วยดับ แต่ระหว่างนั้นมีลมพัดมาอย่างแรง จนไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็วจนไหม้บ้านวอดทั้งหลังดังกล่าว ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะดำเนินการสอบสวนอีกครั้ง
>> กรมสรรพสามิต ลุยปราบบุหรี่เถื่อน ยึดบุหรี่ 40,500 ซอง มูลค่าของกลางกว่า 3.6 ล้านบาท
17.42 น. ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมกับสายตรวจสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ชลบุรี 2 ดำเนินการสืบสวนและเข้าตรวจสอบพัสดุต้องสงสัย ณ ศูนย์กระจายสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569
จากการตรวจสอบพบการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 โดยตรวจยึดบุหรี่ซิกาแรตที่มิชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 40,500 ซอง เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี
ทั้งนี้ ของกลางทั้งหมดมีมูลค่าประมาณ 3,645,000 บาท คิดเป็นประมาณการค่าภาษีสรรพสามิต 2,543,400 บาท และประมาณการค่าปรับ 38,151,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> รถจักรยานยนต์ ชนกับรถกระบะ บาดเจ็บ 2 และเสียชีวิต เป็นหนุ่มน้อยวัย 15 ปี กลางถนนหมายเลข 403 บริเวณทางกลับรถ บ้านมะม่วงตลอด จ.นครศรีธรรมราช
19.16 น. เจ้าหน้าที่มูลนิธิประชาร่วมใจ เข้าตรวจสอบอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์กระบะ ถนนหมายเลข 403 บริเวณทางกลับรถ มะม่วงตลอด หมู่ 1 ต.ช้างซ้าย อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราข
ที่เกิดเหตุ ที่เกิเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีดำ ป้ายทะเบียน นครศรีธรรมราช ลักษณะชนกับ รถกระบะ โตโยต้า วีโก้ สีเทา สภาพข้างรถฝั่งซ้าย มีร่องรอยการชนได้รับความเสียหาย
ตรวจสอบพบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เจ้าหน้าที่ให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง และพบว่า มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ชายไทย อายุประมาณ 15 ปี ในส่วนของสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระพรหม
>> อุบัติเหตุ ถนนพระราม 2 รถบรรทุก 10 ล้อเฉี่ยวชนกับรถกระบะ และรถอเนกประสงค์ ผู้บาดเจ็บหลายราย กู้ภัยเร่งช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาล
20.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรสงคราม รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถบรรทุก 10 ล้อเฉี่ยวชนกับรถยนต์อีก 2 คัน บนถนนพระราม 2 ฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ช่องทางคู่ขนาน บริเวณทางเข้าปั๊มน้ำมัน ในพื้นที่ ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร
ที่เกิดเหตุ พบรถอเนกประสงค์ เล็กซัส สีเทา ป้ายทะเบียน กรุงเทพฯ สภาพรถพังเสียหาย ใกล้กัน พบรถกระบะ นิสสัน สีขาว ป้ายทะเบียน กรุงเทพฯ พลิกตะแคงอยู่กลางถนน และมีเศษชิ้นส่วนกระจัดกระจาย และห่างออกไป พบรถบรรทุก 10 ล้อ ฮีโน่ สีขาว ป้ายทะเบียน สมุทรสาคร สภาพด้านหน้ารถได้รับความเสียหาย
เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 6 ราย เป็นชาย 5 ราย และหญิง 1 ราย เจ้าหน้าที่มูลนิธิช่วยเหลือนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จำนวน 5 ราย และโรงพยาบาลมหาชัยแม่กลองอีก 1 ราย นอกจากนี้ยังพบทรัพย์สินของทางราชการได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุครั้งนี้
พ.ต.ท.ไพวัลย์ ศรีภะนา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสงคราม เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป
>> มท.3 การันตีระบบสึนามิไทยปลอดภัย SOP รัดกุม เตือนทันเวลาแน่นอน
20.34 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับ ทุ่นตรวจวัดสึนามิบางจุดไม่ส่งข้อมูล จนทำให้ประชาชนเกิดความกังวล โดยย้ำว่า ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยสึนามิของประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาทุ่นเพียงอย่างเดียว และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก
นายเจเศรษฐ์ ระบุว่า ทุ่นตรวจวัดสึนามิเป็นเพียง หนึ่งในเครื่องมือของระบบเฝ้าระวังสึนามิของประเทศไทย การที่ทุ่นบางจุดไม่ส่งข้อมูล ไม่ได้หมายความว่าระบบเตือนภัยหยุดทำงาน เนื่องจากประเทศไทยยังมีระบบและข้อมูลประกอบการประเมินสถานการณ์จากหลายด้าน ทั้ง ข้อมูลแผ่นดินไหว สถานีวัดระดับน้ำทะเล ข้อมูลจากเครือข่ายและหน่วยงานระหว่างประเทศ รวมถึงมีขั้นตอนการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน หรือ SOP สำหรับวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ หากประเมินสถานการณ์แล้วพบว่ามีความเสี่ยงและจำเป็นต้องแจ้งเตือนประชาชน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีช่องทางในการแจ้งเตือนประชาชน รวมถึง ระบบ Cell Broadcast เพื่อส่งข้อมูลไปยังโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงอย่างรวดเร็ว
“ผมขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกครับ ระบบเตือนภัยไม่ได้มีเพียงทุ่น แต่เป็นการทำงานร่วมกันของข้อมูลหลายแหล่ง หลายหน่วยงาน และหลายขั้นตอน เพื่อให้เราสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที”
มท.3 กล่าวด้วยว่า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันติดตาม ตั้งคำถาม และให้ข้อมูลในประเด็นดังกล่าว เพราะการที่ประชาชนช่วยกันให้ความสนใจเรื่องภัยพิบัติ ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความรู้และความตื่นตัวให้กับสังคม โดยเฉพาะ ภัยสึนามิซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและทุกคนควรมีความรู้และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ
“สำหรับกระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเฝ้าระวัง การประเมินสถานการณ์ และการแจ้งเตือนประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นหลัก ไม่ส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และขอให้ทุกคนมีสติ ไม่ตื่นตระหนก แต่พร้อมรับมือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
>> แผ่นดินไหว ขนาด 3.5 ภายในพื้นที่ประเทศเวียดนาม
21.33 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 3.5 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของ ประเทศเวียดนาม ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ อ. โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ประมาณ 257 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย
>> เพลิงไหม้ภายในอาคาร ซอยประชาราษฎร์สาย 1 ซอย 38
21.47 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยประชาราษฎร์สาย 1 ซอย 38 ถนนประชาราษฎร์สาย 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นอาคาร 4 ชั้น ประกอบกิจการให้เช่าพักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้น 2 เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งห้อง พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 12 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากการวางเพลิง ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางโพ
>> ไฟไหม้บ้านเรือน เสียหายวอดทั้งห้อง เพลิงสงบพบผู้เสียชีวิต 2 ราย จ.นนทบุรี
00.15 น. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนนทบุรี รายงานเหตุอัคคีภัย ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.บางศรีเมือง อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี
ลักษณะเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น พบเพลิงได้ลุกไหม้สร้างความเสียหายบริเวณห้องนอนชั้นบน เจ้าหน้าที่ งานป้องกัน บางศรีเมือง หน่วยงานดับเพลิงใกล้เคียง อาสาสมัครอื่นๆ พร้อมรถน้ำร่วมกันเข้าดำเนินการ จนสามารถควบคุม และเพลิงสงบ เวลาประมาณ 00.35 น. จากการตรวจสอบ พบร่างของผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นชาย 1 ราย และ ผู้หญิง 1 ราย ในส่วนของสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางศรีเมือง
17 สิงหาคม 2569
17 สิงหาคม 2569