หน้าแรก > การเมือง

ทบ. โต้กลับรายงานผู้แทนพิเศษ UN ย้ำไทยไม่ใช่ผู้ริเริ่มความขัดแย้ง

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 15:58 น.


ทบ. โต้กลับรายงานผู้แทนพิเศษ UN ย้ำไทยไม่ใช่ผู้ริเริ่มความขัดแย้ง แจงข้อเท็จจริงประเด็นผู้พลัดถิ่นและแรงงาน ชี้กัมพูชาต้องยอมรับความจริงและหยุดบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทย

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 จากกรณีที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจ (End of Mission Statement) ของนายทอม แอนดรูว์ส (Tom Andrews) ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ภายหลังการเยือนกัมพูชาระหว่างวันที่ 20–31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งได้กล่าวพาดพิงถึงประเทศไทยในบริบทของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงและเน้นย้ำถึงข้อเท็จจริงในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

ประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาที่สร้างความขัดแย้งในทุกรูปแบบมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะการใช้อาวุธและกำลังทหารละเมิดอธิปไตยของไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยเป็นวงกว้าง สถานการณ์ดังกล่าวบีบบังคับให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองตามหลักสากล เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดจากสถานการณ์สู้รบบริเวณพื้นที่ชายแดนของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ จึงต้องจัดให้มีการอพยพเคลื่อนย้ายที่พำนักไปอยู่ ณ ศูนย์อพยพ หรือแหล่งพักพิงชั่วคราวของประชาชนทั้งสองประเทศ

ส่วนกรณีประเด็นตัวเลขผู้พลัดถิ่นที่กัมพูชาพยายามให้ข้อมูลบิดเบือนว่ามีมากถึง 650,000 คนนั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในความเป็นจริงจำนวนตัวเลขดังกล่าวนั้น เป็นตัวเลขจำนวนประชาชนกัมพูชาที่มีการย้ายเข้าสู่แหล่งพำนักชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในบริเวณพื้นที่สู้รบ โดยฝ่ายไทยเองก็มีประชาชนที่ต้องย้ายแหล่งพำนักไปอยู่ศูนย์อพยพจำนวนเกือบ 500,000 คนด้วยเช่นกัน 
ทั้งนี้ ปัจจุบันประชาชนเหล่านี้ได้ย้ายกลับคืนสู่แหล่งพำนักปกติเรียบร้อยแล้ว หลังมีการหยุดยิงเมื่อ 27 ธ.ค. 68

ในส่วนของประชาชนกัมพูชาที่จะไม่สามารถกลับเข้าแหล่งพำนักเดิมได้ หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วจะมีจำนวนเพียงประมาณ 4,690 คน เท่านั้น ซึ่งเป็นประชาชนที่ก่อนการสู้รบเคยอาศัยอยู่ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่บ้านหนองจาน 500 หลังคาเรือน จำนวน 1,040 คน, พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว 60 หลังคาเรือน จำนวน 150 คน และพื้นที่บ้านคลองแผง 389 ครัวเรือน จำนวน 3,500 คน

ซึ่งส่วนหนึ่งคือประชาชนชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาตั้งบ้านเรือนและชุมชนในเขตอธิปไตยของไทยโดยผิดกฎหมายมานานกว่า 40 ปี โดยมีรัฐบาลกัมพูชาเป็นผู้ให้การสนับสนุน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้พยายามใช้กลไก MOU 43 และกฎหมายของฝ่ายปกครองเข้าแก้ไขปัญหาแล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด
สำหรับประเด็นแรงงานชาวกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ จากกรณีที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับจำนวน 900,000 คนนั้น ขอยืนยันว่าแรงงานดังกล่าวได้เดินทางกลับด้วยความสมัครใจ ภายหลังจากการเชิญชวนของรัฐบาลกัมพูชาเอง รัฐบาลไทยขอย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงานกัมพูชาในไทยมาโดยตลอด

โฆษกกองทัพบกกล่าวย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่กัมพูชาจะต้องยอมรับปัญหาและหันมาดูแลประชาชนของตนเองอย่างจริงจัง แทนการสื่อสารต่อสังคมโลกในลักษณะที่บิดเบือนเพื่อหวังสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย โดยใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเครื่องมือ พร้อมกันนี้ กองทัพบกคาดหวังให้กลไกพิเศษของสหประชาชาติ (UN) นำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางและผ่านการตรวจสอบร่วมกันจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน ไม่ใช่นำเสนอข้อมูลที่มาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว

ที่มา ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

ข่าวยอดนิยม