หน้าแรก > สังคม

มติเอกฉันท์ ยูเนสโก ขึ้นทะเบียน "วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร" นครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลก

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 เวลา 15:27 น.


มติเอกฉันท์ ยูเนสโก ขึ้นทะเบียน "วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร" นครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลก

วันที่ 25 ก.ค.2569 เมื่อเวลา 14.55 น.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก คนที่หนึ่ง และหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก คนที่สาม และประธานคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมศิลปากร สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ และจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ที่นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี

เพื่อผลักดันวาระของประเทศไทยในการเสนอขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ในบัญชีมรดกโลกขององค์การยูเนสโก (วาระที่ 8B) “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก โดยได้นำเสนอคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value) ทั้งในมิติของการเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและศิลปกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนการเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต (Living Heritage) ซึ่งปรากฏผ่านประเพณีการแห่ผ้าขึ้นธาตุที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

นายสุชาติ กล่าวว่า ผลการพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ได้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายของรัฐบาลไทย โดยคณะกรรมการฯ มีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้ขึ้นทะเบียน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่

นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์ คุ้มครอง และส่งเสริมมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยกย่องในระดับสากล

นายสุชาติ กล่าวว่า จากความสำเร็จในครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมจะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการพื้นที่แหล่งมรดกโลกอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์โบราณสถานและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติขององค์การยูเนสโกต่อไป

“ขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อคณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน สำหรับการตัดสินใจให้ขึ้นทะเบียน วัดพระมหาธาตุฯ เป็นมรดกโลก พวกเราได้ทุ่มเททำงานอย่างหนักมานานกว่า 10 ปี การเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในครั้งนี้ เป็นความพยายามร่วมกันของหลายหน่วยงานรวมถึงชุมชนที่เกี่ยวข้องพวกเรารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่วัดพระมหาธาตุฯ ได้รับการยอมรับในคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล ในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาในระดับภูมิภาค”

นายสุชาติ กล่าวว่า ในช่วงศตวรรษที่ 8 รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการเสนอขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกโลก เนื่องจากมีส่วนสำคัญในการสร้างและกระจายรายได้สู่ชุมชน รวมถึงกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ แหล่งมรดกโลกแห่งใหม่นี้เป็นแหล่งมรดกโลกแหล่งที่ 9 ของไทย และที่สำคัญคือ เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย”นายสุชาติกล่าว

ส่วนของประเทศไทย จ.นครศรีธรรมราช ร่วมกรมศิลปากร เตรียมการฉลองสมโภชการขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นมรดกโลก บริเวณลานโพธิ์ วัดพระมหาธาตุ โดยมีการเปิดการติดตั้งจอโปรเจคเตอร์ ถ่ายทอดสดให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้ลุ้นใบพร้อมกัน ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคัก

พระธรรมวชิรากร เจ้าอาวาส วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า มีความยินดีที่วัดพระมหาธาตุฯ ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งทางวัดมีความพร้อมในการจัดการพื้นที่ เพื่อต้อนรับผู้มีจิตศรัทธา เข้ามาสักการะพระบรมธาตุและชมความงดงามภายในวัด แต่สิ่งที่ยังห่วงคือ ความสะอาด การจัดการขยะ รวมถึงการอำนวยความสะดวก เรื่องห้องน้ำ ซึ่งยังมีจำนวนน้อย เพราะอนุญาตให้สร้างได้เฉพาะริมกำแพงวัด ซึ่งห่างไกลออกมา

ดังนั้นจะมีการหารือกับทางคณะกรรมการวัด และทางจังหวัด เพื่อหาแนวทางดูแลความสะอาดและจัดการสร้างห้องน้ำเพิ่มเติม แต่ทั้งหมดนี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การดูแลมรดกโลกที่ทางยูเนสโกที่กำหนด นอกจากนี้ อยากให้มีการตรวจสอบสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อวัด และประชาชน โดยเฉพาะ ระบบไฟฟ้าที่มีความเสี่ยงลัดวงจร เตรียมอุปกรณ์ดับเพลิงให้พร้อม

“การที่จะทำให้วัดอยู่ได้อย่างยั่งยืน ทุกฝ่ายต้องมีแรงศรัทธาช่วยกันดูแล โดยขณะนี้ทางวัดได้มีการบูรณะองค์พระบรมธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้วซึ่งทางวัดอยากให้มีสีธรรมชาติ ไม่แต่งแต้มสีทับเพิ่มเติมแม้ถูกแดด ฝน องค์พระธาตุจะให้สีดำไปเรื่อยๆ มีความงดงาม และแสดงถึงความขลังผ่านช่วงอายุมาหลายพันปี ขณะที่การดูแลนักท่องเที่ยว จะมีการอำนวยความสะดวก และต้อนรับให้ดีที่สุด ไม่มีการขัดขวาง หรือขัดใจ โดยจะให้ผู้คนไหลไปด้วยพลังศรัทธาแบบธรรมชาติ มีความรักบ้าน รักเมือง รักวัด โดยเฉพาะในช่วงที่จะมีงานเทศกาลต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะมีคนหลั่งไหลมามากหลายแสนคน“ เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุกล่าว

ทั้งนี้ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการบรรจุรายชื่อในบัญชีชั่วคราว (Tentative List) ตั้งแต่ พ.ศ.2555 โดย วธ.ในฐานะคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรมได้มอบหมายกรมศิลปากรให้คำปรึกษาแนะนำการปรับปรุงเอกสารนำเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination Dossier) ของแหล่งวัดพระมหาธาตุฯ อย่างใกล้ชิด ในการปรับเปลี่ยนและเลือกคุณค่าโดดเด่นระดับสากล (Outstanding Universal Value หรือ OUV) ที่แสดงถึงคุณค่าความสำคัญในระดับโลกของวัดพระมหาธาตุฯ ซึ่งได้ส่งร่างเอกสารไปขอรับการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบและความครบถ้วนของเอกสารจากศูนย์มรดกโลก เมื่อเดือนกันยายน 2567

สำหรับวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิด วรมหาวิหาร ตั้งอยู่ใจกลางมืองนครศรีธรรรมราช บริเวนนี้เป็นสันทรายที่ทอดยาว ในแนวเหนือ-ใต้ เรียกว่า “หาดทรายแก้ว” ในสมัยโบราณเรียกวัดแห่งนี้ว่า “วัดพระบรมธาต” หรือ “วัดพระธาตุ”เป็นพุทธสถานกลางของเมือง และถือว่าเป็นเขตพุทธาวาส ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แต่ได้กำหนดให้พระสงฆ์ที่จำพรรษาในวัดต่างๆ ที่ตั้งอยู่รายรอบ ทำหน้าที่ดูแลพระมหาธาตุเจดีย์ โดยเจ้าผู้ครองนครร่วมกับพระเถระผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนจะช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์เป็นครั้งคราว

จนกระทั่ง พ.ศ.2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสเมืองนครศรีธรรมราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ นิมนต์พระครูวินัยธร (นุ่น)จากวัดเพชรจริกมาเป็นเจ้าอาวาสวัด นับแต่นั้นมาจึงมีเจ้าอาวาสและพระสงฆ์อยู่ ประจำที่วัด ในการนี้ได้พระราชทานนามวัดว่า “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร”

สันนิษฐานว่า พระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช คงสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเมืองโบราณพระเวียง โดยตั้งอยู่ห่างจากแนวกำแพงเมืองโบราณพระเวียงมาทาง ทิศเหนือประมาณ 500 เมตร และอาจเคยทำหน้าที่เป็นวัดอรัญวาสีที่อยู่นอก กำแพงเมืองตามคติที่ได้รับสืบทอดมาจากลังกาก็เป็นได้ ต่อมาเมืองโบราณ นครศรีธรรมราชที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองโบราณพระเวียงเติบโตขึ้นมาแทนที่ ทำให้พระมหาธาตุเจดีย์อยู่ภายในเขตเมืองโบราณนครศรีธรรมราช ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นต้นมา และมีฐานะเป็นเมืองสำคัญของกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย

เนื่องจากสถานที่ตั้งของวัดอยู่บนแนวสันทรายลักษณะแคบยาวที่ทอดยาวตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ดังนั้นสิ่งก่อสร้างหลักของวัดในยุคต้นจึงถูกสร้างตามแนว เหนือ-ใต้ ตามสภาพภูมิประเทศ ในสมัยอยุธยา พระมหาธาตุเจดีย์และผังบริเวณโดยรอบมีพัฒนากาการอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ การสร้าง และบูรณะศาสนถานหลายหลังตามคตินิยมของ สถาปัตยกรรมอยุธยา อาทิ วิหารพระทรงม้า วิหารเขียน วิหารธรรมศาลา ระเบียงคด เจดีย์ราย พระวิหารหลวง รวมทั้งการบูรณปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุเจดีย์ โดยพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา

วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นแหล่งมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์คุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล (OUV) คือเป็นหลักฐานการหลอมรวมศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และเถรวาท ในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงถึงศิลปะและสถาปัตยกรรม ประเพณีทางศาสนาและท้องถิ่นที่ส่งอิทธิพลให้กับอาคารสิ่งก่อสร้างในภูมิภาค มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของมรดกโลก (Criterion) ได้แก่ เกณฑ์ข้อที่ 2 วัดพระมหาธาตุฯ แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และพุทธศาสนาเถรวาท ที่มีต้นแบบมาจากศิลปะปาละในนาลันทา ชวาภาคกลาง ลังกา และมอญจากภาคใต้ของเมียนมา และส่งอิทธิพลให้กับศาสนสถานในประเทศไทย มาเลเซีย และแหล่งอื่น ๆ

และเกณฑ์ข้อที่ 6 วัดพระมหาธาตุฯ เป็นประจักษ์พยานของระบบความเชื่ออันหลากหลายและเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งประเพณีทางศาสนาที่ยังคงดำเนินอยู่มีความโดดเด่นระดับสากลในทางศิลปะและวรรณกรรม อาทิ การแสดงโนรา และตำนานท้องถิ่น แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งศักดิ์สิทธิ์และชุมชนโดยรอบ สร้างแรงบันดาลใจให้ศาสนสถานและชุมชนต่าง ๆ ในไทยและแหล่งอื่น ๆถือเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกในภาคใต้ของไทย โดยกรมศิลปากรและจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รายงานเรื่องการเตรียมเฉลิมฉลองของวัดพระมหาธาตุฯ ในฐานะแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม