หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 20 กรกฎาคม 2569

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เวลา 05:52 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 20 กรกฎาคม 2569

>> "พล.ต.อ.สำราญ" เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5 ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่

09.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย นายรัฐพล นราดิศรผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

สืบเนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายขับเคลื่อนตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย หรือเครือข่าย “นอมินี” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศจากกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้การดำเนินงานสืบสวนเชิงลึกแนวทาง “เกาะพะงันโมเดล”

โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บูรณาการสืบสวนขยายผล ได้ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 33,144 บริษัท ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าว 4,741 บริษัท และจากการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบนิติบุคคลที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายการถือหุ้นแทน หรือที่เรียกว่า “นอมินี” จำนวน 1,591 ราย เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดกรองและวิเคราะห์จนพบกลุ่มเป้าหมายที่มีรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นซ้ำ เข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยเป็นนอมินี จำนวน 31 บริษัท มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมประมาณ 633 ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 31 คดี ผู้ต้องหา 74 คน จากการรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอออกหมายจับ จำนวน 22 หมาย และ หมายค้น จำนวน 18 หมาย ซึ่งครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ

>> เขตลาดกระบัง สั่งปิดสถานประกอบการชั่วคราว หลังตรวจพบข้อบกพร่องด้านความปลอดภัย

11.00 น. นายธราพงษ์ เพ็ชร์คง ผู้อำนวยการเขตลาดกระบัง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสถานประกอบการในพื้นที่เขตลาดกระบัง และดำเนินการติดประกาศคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 แก่สถานประกอบการที่ตรวจพบข้อบกพร่องด้านความปลอดภัย ตามมาตรการของกรุงเทพมหานครในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการ ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้สถานประกอบการ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการ

ทั้งนี้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่ง ปิดสถานประกอบการบางแห่งในพื้นที่เขตเป็นการชั่วคราว จนกว่าผู้ประกอบการจะดำเนินการแก้ไขและปรับปรุงข้อบกพร่องให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้กลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง

>> รวบ 3 ผู้ต้องหา คดีรุมแทงหนุ่มวัย 18 ดับหน้าซอยอ่อนนุช 39 หลังเข้ามอบตัวที่ สน.มีนบุรี

12.30 น. ตำรวจ สน.พระโขนง ติดตามจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ที่ร่วมกันก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทงหนุ่มวัย 18 ปี เสียชีวิตบริเวณปากซอยอ่อนนุช 39 ถนนสุขุมวิท 77 แขวงอ่อนนุช เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเย็นวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า NMAX ใช้เป็นพาหนะก่อเหตุ จึงตรวจสอบผู้ครอบครองและขยายผลจนทราบว่ารถถูกนำไปใช้โดยนายต้อง (นามสมมติ) อายุ 17 ปี จนกระทั่งรวบตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้แก่ นายนายต้อง (นามสมมติ) อายุ 17 ปี, นายบิล (นามสมมติ) อายุ 15 ปี และนายแพท (นามสมมติ) อายุ 19 ปี จากการสอบสวนเบื้องต้น นายนายต้อง (นามสมมติ) รับสารภาพว่าเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียชีวิต ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คน ทำหน้าที่คอยประกบและร่วมหลบหนีหลังก่อเหตุ โดยให้การว่าได้นำอาวุธมีดและเสื้อคลุมที่ใช้ก่อเหตุไปทิ้งภายในคลองบ้านม้า ซอยมอเตอร์เวย์ 5 แยก 3 แขวงทับช้าง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร แต่ไม่สามารถระบุจุดที่ทิ้งได้อย่างชัดเจน หลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

>> จับแล้ว! เชฟหัวร้อน ลงโทษ นศ.ฝึกงาน ตร.เอาผิด "ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น"

13.30 น. จากกรณี โลกออนไลน์แชร์ภาพ และคลิป เหตุการณ์จากกล้องวงจรปิดภายในห้องครัวของโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต บันทึกภาพเหตุการณ์ขณะ เชฟพี่เลี้ยง รายหนึ่งเดินเข้าหา นักศึกษาฝึกงาน ก่อนใช้มือตบเข้าที่ใบหน้า หยิบตะหลิวตีเข้าที่แขน และใช้มือตบศีรษะซ้ำ ท่ามกลางสายตาเพื่อนร่วมงาน นอกจากนี้ยังบังคับให้นักศึกษาฝึกงานกินข้าวดิบ หลังจากที่หุงข้าวดิบ

ล่าสุด ว่าที่ พ.ต.อ.กรกฤช ขันธ์เครือ ผกก.สภ.ป่าตอง พร้อมชุดสืบสวน ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบตัวผู้ก่อเหตุ เป็นหญิงไทย 2 ราย อายุ 41 ปี และ 36 ปี จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 2 ราย เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ป่าตอง เพื่อดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น” ก่อนควบคุมตัวส่งฟ้องศาลเพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

>> บุกโรงแรมช่วย "นักศึกษา" ถูกบังคับให้มัดมือมัดเท้า เรียกค่าไถ่ทิพย์จากผู้ปกครอง

14.20 น. ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 12-18 ก.ค. 69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,496 คดี มูลค่าความเสียหาย 199,436,007 ล้านบาท สถิติจังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่

1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 69 คดี

2.สมุทรปราการ มีการแจ้งความไว้ 24 คดี

3.นนทบุรี มีการแจ้งความไว้ 22 คดี

ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะใน กลุ่มอายุ 21-30 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง และในรอบสัปดาห์สามารถช่วยเหลือ รวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหาย 38 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 756,469 บาท โดยมีเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ เช่น

เคสที่1 ตำรวจ สภ.ท่าอุเทน เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย วัย 31 ปี ถูกหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เสียหายรวมถึง 1,997,050 บาท

เคสที่2 ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากคลองรังสิต ช่วยเหลือนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง วัย 19 ปี ที่ถูกมิจฉาชีพหลอกลวง ให้มัดมือมัดเท้า พร้อมกักขังตัวเองในห้องพักของโรงแรม ก่อนจะบังคับให้ถ่ายคลิปส่งให้ผู้ปกครอง เพื่อเรียกค่าไถ่ ซึ่งทันทีที่เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ นักศึกษาในห้องดังกล่าวมีอาการหวาดกลัว สั่นและร้องไห้อย่างหนัก และพยายามถามว่าเป็นตำรวจจริงใช่ไหม และมาช่วยพวกเขาใช่ไหม เจ้าหน้าที่จึงคอยปลอบประโลมจนนักศึกษาอยู่ในอาการสงบ ก่อนประสานผู้ปกครองมารับตัว พร้อมกับอธิบายถึงกลโกงมิจฉาชีพในลักษณะดังกล่าว และแนะนำขั้นตอนการแจ้งความเพื่อให้เข้าพบพนักงานสอบสวน แจ้งความต่อไป สำหรับเคสดังกล่าว มูลค่าความเสียหายกว่า 9 แสนบาท

>> ตำรวจ แจ้ง 2 ข้อหาหนัก หนุ่มซิ่งเก๋งพุ่งชนรถตุ๊กตุ๊ก เสียชีวิต 3 ราย นำตัวส่งฟ้องศาล

15.30 น. จากเหตุการณ์เมื่อเช้ามืดของวันที่ 20 ก.ค.69 ที่มีชาย อายุ 31 ปี ขับรถเก๋งยี่ห้อ BMW สีดำ ทะเบียน กรุงเทพมหานคร ในสภาพเมาสุรากลับมาจากการดูฟุตบอลโลกคู่ชิงชนะเลิศ ก่อนจะพุ่งชนรถตุ๊กตุ๊ก ที่บริเวณปากซอย 12 ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ถนนบางกรวย-ไทรน้อย จนทำมีผู้เสียชีวิต 3 ราย คือ น.ส.ละม้าย อายุ 82 ปี น.ส.ภัทร อายุ 77 ปี แม่ค้าขายขนมหวานในตลาดบางบัวทอง ซึ่งเป็นผู้โดยสาร และ น.ส. ประทุมพร อายุ 37 ปี คนขับรถตุ๊กตุ๊ก เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทั้ง 3 ราย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจวัดแอลกอฮอล์กับ ชาย อายุ 31 ปี คนขับรถเก๋ง พบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ 152 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงควบคุมตัวไปดำเนินคดีต่อที่ สภ.บางบัวทอง

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว ชาย อายุ 31 ปี คนขับรถเก๋งยี่ห้อ BMW สีดำ ซึ่งถูกแจ้ง 2 ข้อกล่าวหาคือ ขับขี่รถขณะเมาสุราเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและขับขี่รถประมาทเป็นเหตุทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหารายนี้ นำตัวส่งฟ้องศาลจังหวัดนนทบุรี ภายหลังศาลจังหวัดนนทบุรี มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัว นายยศธร ชั่วคราว โดยให้ประกันตัวออกไปในวงเงิน 1.2 แสนบาท เพื่อให้โอกาสได้ไปตกลงพูดคุยกับทางบริษัทประกันภัยในการเยียวยาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทางครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย

>> หนุ่มชัยภูมิวิ่งราวสร้อยทองหนัก 10 บาท ในร้านทองห้างดัง อ้างหาเงินรักษาแม่ป่วยมะเร็ง

18.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี รับแจ้งจากห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านถนนงามวงศ์วาน ต.บางเขน อ.เมืองนนทบุรี ว่าเกิดเหตุมีคนร้ายเข้ามาก่อเหตุวิ่งราวร้านทอง ชั้น 1 เจ้าหน้าที่ รปภ.ของห้างสามารถจับกุมตัวคนร้ายไว้ได้ หลังรับแจ้งจึงได้เดินทางไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบเจ้าหน้าที่ รปภ.ของห้างได้ควบคุมผู้ก่อเหตุไว้ชื่อ นายกร (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี ชาวจังหวัดชัยภูมิ พร้อมของกลาง สร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท ขาดเป็น 2 เส้น จึงควบคุมตัวมาสอบสวน

ภาพกล้องวงจรปิดบันทึกภาพ นายกร (นามสมมุติ) ผู้ต้องหา (เสื้อดำสะพานกระเป๋า) หลังกระชากสร้อยทำจากร้านทอง วิ่งหลบหนีไปทางประตูด้านหลังห้าง โดยมีพนักงานร้านทอง(เสื้อสีฟ้า)วิ่งตามมา ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ รปภ.ห้างจับตัวไว้ได้ทัน

จากการสอบสวนผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพอ้างว่า ได้นั่งรถทัวร์มาจากจังหวัดชัยภูมิ ตั้งแต่ 10 โมงเช้า หลังจากนั้นได้นั่งรถแท็กซี่มาที่ห้างเพื่อนำพระมาขายแต่พอนำพระไปให้เซียนพระดูแล้วทางเซียนพระบอกว่ายังไม่ได้ ระหว่างเดินผ่านร้านทอง ตัดสินใจเข้าไปร้านทองเพื่อขอดูทอง เส้นละ 10 บาท พอพนักงานร้านทองเผลอ ตนได้กระชากทองวิ่งหนี จนถูกจับกุมได้ สาเหตุที่ตนทำไปเพราะต้องการหาเงิน 7-8 แสนบาท เพื่อไปรักษาแม่ (เรียกยายว่าแม่) ป่วยเป็นมะเร็งระยะที่ 3 ตนยอมรับผิดที่ทำลงไป

>> ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 22 ตรวจยึด ‘ยาบ้า’ 6 แสนเม็ด ส่งจาก สปป.ลาว รอขนย้ายเข้าหัวเมืองชั้นใน

19.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 227 อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี พ.ต.ท.จารุบุตร เรืองศรี รองผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 22 ร่วมกับกองกำลังสุรนารี กองทัพเรือ แถลงข่าวตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) สืบเนื่องจากวันที่ 18 ก.ค. กองกำลังได้รับรายงาน ว่าจะมีขบวนการค้ายาเสพติดลักลอบลำเลียงยาเสพติดจาก สปป.ลาว ข้ามฝั่งมา จึงประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมกันตรวจสอบ

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ พบกระสอบสีดำต้องสงสัย 3 กระสอบ ซุกซ่อนไว้ริมถนนทางหลวงหมายเลข 202 ระหว่างหมู่บ้านคึมพอก-หนองแฝก ต.หนองนกทา อ.เขมราฐ จึงวางกำลังซุ่มดูประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ไม่พบผู้ใดมาแสดงตัวหรือรับไป จึงได้ร่วมกันตรวจยึดและตรวจสอบ ผลปรากฏว่า ภายในกระสอบพบยาบ้า จำนวน 300 มัด รวมทั้งสิ้น 600,000 เม็ด จึงได้บันทึกส่งพนักงานสอบ สภ.เขมราฐ เพื่อสืบหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป

ข่าวยอดนิยม