วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เวลา 15:35 น.
ตำรวจ เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ฝั่งอันดามัน ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต พังงา และ กระบี่
วันนี้ (20 มิ.ย.69) เวลา 06.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต, นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา, นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่, นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, นายไตรรัตน์ เทพบริรักษ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน และ นายธนวัฒน์ พัศดารักษ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ ปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ฝั่งอันดามัน” ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต พังงา และกระบี่
สรุปผลการปฏิบัติงาน เป้าหมายตรวจค้นที่ดิน 89 แปลง พื้นที่รวม 49 ไร่ 1 งาน 6.4 ตร.ว. รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 1,053 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 59 หมายจับ เป็นชาวไทย 28 คน ชาวต่างชาติ 31 คน สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 55 หมาย รวม 48 คน แบ่งเป็นชาวไทย 27 คน เป็นชาวต่างชาติ 21 คน (ผู้ต้องหาบางรายมีหลายหมายจับ) ประกอบด้วยสัญชาติ อิสราเอล 11 คน, ฝรั่งเศส 2 คน, โปแลนด์ 2 คน, สวิสเซอร์แลนด์ 2 คน, แอฟริกาใต้ 1 คน, อังกฤษ 1 คน, เนเธอร์แลนด์ 1 คน, รัสเซีย 1 คน
จังหวัดภูเก็ต ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินี ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ตาม พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งประเภทความผิด เป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 10 บริษัท ที่ดิน 4 แปลง จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 50.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับชาวต่างชาติ 12 คน / หมายจับ 13 หมายจับ สามารถจับกุมตามหมายจับได้ 10 หมาย เป็นผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 9 คน (อิสราเอล 5 คน,ฝรั่งเศส 2 คน, เนเธอร์แลนด์ 1 คน, รัสเซีย 1 คน)
กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 39 บริษัท ที่ดิน 52 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 12 ไร่ 2 งาน 62.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายค้น 29 หมายค้น เพื่อเข้าตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวนปากคำ เกี่ยวกับการถือครองที่ดินในนามบริษัท รวมที่ดินกลุ่มที่ 1 และ 2 จำนวน 56 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ 13 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 231 ล้านบาท
สำหรับคดีสำคัญ ที่ดำเนินการในจังหวัดภูเก็ตครั้งนี้ คือการตรวจค้นจับกุม กลุ่มเครือข่ายบริษัท ที่ประกอบธุรกิจ โรงแรมรีสอร์ท ห้องชุด บริการเช่ารถจักรยานยนต์ ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร้านกัญชา และ ประกอบธุรกิจสถานที่ออกกำลังกาย
จังหวัดพังงา ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินี ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 7 แปลง จำนวน 17 ไร่ 3 งาน 18 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 269 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 6 หมายจับ ศาลอนุมัติหมายค้น 3 หมายค้น สามารถจับกุมตามหมายจับได้ 6 หมาย เป็นผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 1 คน (อังกฤษ 1 คน)
กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 1 บริษัท ที่ดิน 1 แปลง จำนวน 9 ไร่ 3 งาน 20.4 ตร.ว. เจ้าพนักงานที่ดินสาขาตะกั่วป่า ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่าประมาณ 54 ล้านบาท
สำหรับคดีสำคัญที่ดำเนินการในจังหวัดพังงา ครั้งนี้ คือ การตรวจค้นจับกุม โรงแรม และวิลล่า ที่เปิดให้บริการ 7 หลัง มีพนักงานให้คอยบริการ และเก็บค่าที่พักหรือค่าตอบแทนเป็นรายวัน ซึ่งมีลักษณะเป็นการเปิดให้บริการโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต จับกุมชาย สัญชาติอังกฤษ กรรมการบริษัท จากการสืบสวนพบว่ามีคนไทย มีชื่อเป็นผู้จดทะเบียนบริษัทและถือหุ้นในหลายบริษัทในลักษณะถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) และมีบัตรประกันสังคม จึงมีลักษณะเป็นลูกจ้าง หรือ พนักงานบริษัท ซึ่งไม่มีทางที่จะมีเงินไปลงทุน หรือถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ได้เลย และยังพบว่าคนไทยดังกล่าว เป็นกลุ่มพนักงานหรือญาติพี่น้องของกรรมการบริษัท ที่ช่วยเหลือในการใช้สิทธิของคนไทยในการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว
จังหวัดกระบี่ ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินี ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ตาม พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 17 แปลง จำนวน 6 ไร่ 1 งาน 12.4 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 209 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 40 หมายจับ หมายค้น 13 หมายค้น สามารถจับกุมตามหมายจับได้ 39 หมายเป็นผู้ต้องหาชาวไทย 27 คน ชาวต่างชาติ 11 คน (อิสราเอล 6 คน, โปแลนด์ 2 คน, สวิสเซอร์แลนด์ 2 คน, แอฟริกาใต้ 1 คน)
กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 8 บริษัท ที่ดิน 8 แปลง จำนวน 8 ไร่ 25.6 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 290 ล้านบาท ศาลได้อนุมัติหมายค้น 6 หมาย เพื่อเข้าตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวนปากคำ เกี่ยวกับการถือครองที่ดินในนามของบริษัท
สำหรับคดีสำคัญที่ดำเนินการในวันนี้ คือการจับกุม บริษัทก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ของกลุ่มนักลงทุนสัญชาติโปแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างพูลวิลล่า สไตล์โมเดิร์นและสระว่ายน้ำส่วนตัว โครงการตั้งอยู่ในทำเลทอง อาทิเช่น เหนือคลอง, หนองทะเล และ เขาทอง ขายในราคาเริ่มต้น 11.5 ล้านบาท
จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า บริษัทดังกล่าว มีทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท ถือครองที่ดิน 16 แปลง ประมาณ 6 ไร่ 76.6 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าทุนจดทะเบียน จากการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียน มีคนไทยถือหุ้น 100% ทำให้บริษัทถือสัญชาติไทย แต่ในความเป็นจริง บริษัทดังกล่าว มีชาวต่างชาติเป็นผู้บริหารและควบคุมกิจการ แต่ได้ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) โดยไม่ได้มีการลงทุนจริง
อีกหนึ่งคดีสำคัญ คือการจับกุม ห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่ง ที่ประกอบกิจการด้านความบันเทิงและให้บริการด้านดนตรีใน จ.กระบี่ มีชายสัญชาติแอฟริกาใต้ เป็นเจ้าของ แต่ได้ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) โดยได้รับความช่วยเหลือจาก นาย ว. ทนายความ และ นาง ส. ผู้สอบบัญชี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ต้นน้ำ” ของขบวนการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ เพื่อใช้ประกอบการจดทะเบียนจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น จากการตรวจสอบพยานหลักฐานพบว่ามีการนำลายมือชื่อของบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว มาใช้ในเอกสารทางราชการและเอกสารจดทะเบียนนิติบุคคล เพื่อสร้างหลักฐานอันเป็นเท็จและอำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว จากการตรวจค้นและรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตรวจยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญคือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่ และพังงา ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ธุรกิจใดที่คนต่างด้าวสามารถดำเนินการได้และต้องได้รับอนุญาตในรูปแบบใด
กฎหมายดังกล่าวแบ่งลักษณะธุรกิจออกเป็นหลายบัญชีโดยในส่วนที่สำคัญ คือ “บัญชีสอง” และ “บัญชีสาม” ธุรกิจตามบัญชีสองจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ส่วนธุรกิจตามบัญชีสาม คนต่างด้าวสามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่างด้าวได้ โดยอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นผู้พิจารณาอนุญาตตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย อันจะเป็นการสร้างเศรษฐกิจการลงทุนที่ดีต่อประเทศ