หน้าแรก > อาชญากรรม

DSI แถลงปฎิบัติการปราบปรามแชร์ลูกโซ่ ยืนยัน ธปท.ไม่เคยอนุมัติ Forex ในไทย เร่งตรวจสอบผู้ร่วมขบวนการนักการเมือง และคนดังวงการบันเทิง

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 12:13 น.


วันนี้ (19 มิถุนายน) พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พล.ต.ต. ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.)  ร่วมกับ เครือข่ายความมั่นคงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ในการปราบปรามเครือข่ายธุรกิจแชร์ลูกโซ่และซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) ผิดกฎหมาย หลังมีการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 24 จุด ในเขตกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร

ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก การตรวจพบกระแสเงินหมุนเวียนในระบบที่ผิดปกติ ซึ่งเชื่อมโยงกับธุรกิจ Forex ที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่เคยมีการอนุมัติใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ Forex รายใดในราชอาณาจักร

ขณะเดียวกันมีกลุ่มผู้เสียหายจำนวนมากเข้าร้องเรียนว่าถูกหลอกลวงให้ร่วมลงทุนผ่านโบรกเกอร์นอกกฎหมายจำนวน 4 ราย โดยมีกลุ่มผู้แนะนำการลงทุนหรือแม่ทีมระดับหัวกะทิ รวมถึงพบความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลเอกชนอีก 2 บริษัท ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางการรับ-ส่งเงินและชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้กับขบวนการดังกล่าว

นอกจากนี้ DSI ยังตรวจพบหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่าเครือข่ายนี้มีกลุ่มคนดังอยู่เบื้องหลัง ทั้งนักการเมืองที่เป็นผู้จัดตั้งบริษัทโดยใช้ชื่อผู้อื่นถือหุ้นแทน (นอมินี) กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ และบุคคลในวงการบันเทิง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับชำระเงินและชวนลงทุน ตลอดจนร่วมกันส่งเสริมโบรกเกอร์ในกลุ่มประเทศนอกชายฝั่ง เช่น สหราชอาณาจักร หมู่เกาะเคย์แมน และเซนต์วินเซนต์ เพื่อหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลของกฎหมายไทย ทำให้ยากต่อการดำเนินคดี

สำหรับการปูพรมตรวจค้นบริษัท 15 แห่ง และบ้านพักบุคคลผู้เกี่ยวข้อง 9 แห่ง คณะพนักงานสอบสวนสามารถตรวจยึดของกลางและอายัดสินทรัพย์มูลค่ามหาศาล ประกอบด้วย เงินสดจำนวน 65,270,000 บาท, รถยนต์หรู 5 คัน, รถยนต์ทั่วไป 15 คัน, รถจักรยานยนต์ 4 คัน, วัตถุคล้ายทองคำแท่งและทองรูปพรรณน้ำหนักรวม 50 บาท, เงินแท่ง 12 กิโลกรัม, นาฬิกาหรู 113 เรือน, กระเป๋าแบรนด์เนมมากกว่า 40 ใบ, อาวุธปืนพร้อมกระสุน และอุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์ 55 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง รวมถึงกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล อีกจำนวน 4 ชิ้น

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบทางเทคนิค ยังพบร่องรอยการทุจริตผ่านระบบเทรด เช่น การควบคุมราคา การหน่วงเวลา และการล็อกคำสั่งซื้อขายเพื่อโกงเงินผู้ลงทุน ซึ่งเข้าข่ายความผิดร้ายแรงตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ

ทั้งนี้ DSI ได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพอาจเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงไปอ้างการเทรดทองคำหรือสินทรัพย์ประเภทอื่นเพื่อเลี่ยงกฎหมาย และขอให้ผู้เสียหายในคดีนี้เร่งติดต่อประสานงานข้อมูลกับกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยาต่อไป

 


 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม