หน้าแรก > สังคม

ฮิตทั่วโลก! “ปากกาลดน้ำหนัก” คืออะไร ใครใช้ได้บ้าง แพทย์ มช. เตือนอย่าใช้เอง

วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 16:56 น.


ปัจจุบัน “ปากกาลดน้ำหนัก” กลายเป็นหนึ่งในวิธีการลดน้ำหนักที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลายคนอาจเคยได้ยินหรือเห็นผ่านสื่อออนไลน์ แต่ยังไม่เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วคืออะไร ใช้อย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง

ปากกาลดน้ำหนักคืออะไร

ปากกาลดน้ำหนักเป็น ยาฉีดที่มีลักษณะเป็นปากกา ภายในบรรจุฮอร์โมนที่เลียนแบบฮอร์โมนในร่างกายกลุ่ม Incretin ได้แก่ GLP-1 และ GIP

เดิมที ยากลุ่มนี้ถูกใช้เพื่อรักษา โรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่พบว่าผู้ป่วยมีน้ำหนักลดลงอย่างชัดเจน จึงมีการพัฒนาให้เป็นยาสำหรับ ช่วยควบคุมน้ำหนักในผู้ที่มีภาวะอ้วน

รูปแบบการใช้มี 2 แบบ ได้แก่

• ฉีดทุกวัน

• ฉีดสัปดาห์ละครั้ง

ปัจจุบันแบบ ฉีดสัปดาห์ละครั้งได้รับความนิยมมากกว่า เนื่องจากสะดวกต่อการใช้งานและให้ผลการลดน้ำหนักได้ดี

กลไกการทำงานของยา

ปากกาลดน้ำหนักทำงานในหลายระบบของร่างกาย ได้แก่

1. ที่สมอง ยาออกฤทธิ์ต่อศูนย์ควบคุมความหิว ทำให้สมองรับรู้ว่า “อิ่มแล้ว” จึงช่วยลดความอยากอาหาร

2. ที่กระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะบีบตัวช้าลง อาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้น ส่งผลให้รู้สึกอิ่มนาน

3. ที่ตับอ่อน ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน แต่ในคนทั่วไปจะไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ

ใครบ้างที่เหมาะกับการใช้ปากกาลดน้ำหนัก ตามข้อบ่งชี้ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในประเทศไทย ผู้ที่เหมาะกับการใช้ยากลุ่มนี้ ได้แก่

ผู้ที่มี ภาวะอ้วน (BMI มากกว่า 30) ผู้ที่มี BMI มากกว่า 27 และมีโรคร่วมจากความอ้วน เช่น

• ความดันโลหิตสูง

• ไขมันพอกตับ

• ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

• ผู้ที่มี โรคหัวใจร่วมกับภาวะอ้วน เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคซ้ำ

• ผู้ที่มี ไขมันพอกตับระดับปานกลาง ที่ยังไม่ถึงขั้นตับแข็ง

ดังนั้น ยานี้จึง ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคนที่อยากลดน้ำหนัก แต่ต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ชัดเจน

ข้อห้ามและข้อควรระวัง

ผู้ที่ ไม่ควรใช้ ปากกาลดน้ำหนัก ได้แก่

• สตรีมีครรภ์

• สตรีที่กำลังให้นมบุตร

• ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็น มะเร็งไทรอยด์ชนิด Medullary Thyroid Carcinoma

ส่วนผู้ที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง คือ ผู้ที่มี เบาหวานขึ้นตาระดับปานกลางถึงรุนแรงที่ยังไม่ได้รับการรักษา ผลข้างเคียงและการเห็นผล ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่

• คลื่นไส้

• อาเจียน

• ท้องผูก

• ท้องอืด

อาการเหล่านี้มักเกิดในช่วงแรกของการใช้ยา และมัก ดีขึ้นภายใน 1–2 เดือน เมื่อร่างกายปรับตัวได้ ในด้านประสิทธิภาพ ผู้ใช้มักเริ่มเห็นผล ตั้งแต่เดือนแรก และน้ำหนักจะลดลงมากที่สุดในช่วง เดือนที่ 3–6 โดยเฉลี่ยสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 15–20% ของน้ำหนักตัว

อย่างไรก็ตาม หาก หยุดใช้ยา ความหิวอาจกลับมาเหมือนเดิม ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะ น้ำหนักเด้งกลับ (Rebound) ได้

คำแนะนำสำคัญจากแพทย์ แพทย์เน้นย้ำว่า ปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่ “ยามหัศจรรย์” แต่เป็นเพียงตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนักเท่านั้น

หัวใจสำคัญของการลดน้ำหนักยังคงเป็น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย โดยเฉพาะ Weight Training เพื่อป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อระหว่างน้ำหนักลด

นอกจากนี้ ยังต้องระวังการซื้อยาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากยาชนิดนี้ต้องเก็บในอุณหภูมิ 2–8 องศาเซลเซียส หากเก็บไม่ถูกต้อง ยาอาจเสื่อมคุณภาพ และการซื้อยาทางอินเทอร์เน็ตหรือยาหิ้วอาจเสี่ยงต่อการได้ ของปลอมหรือยาที่ไม่ได้มาตรฐาน

ดังนั้น ก่อนใช้ปากกาลดน้ำหนัก ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความเหมาะสม ปรับขนาดยา และติดตามผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้ผลในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก : ศ.ดร.พญ.วรผกา มโนสร้อย อาจารย์ประจำหน่วยวิชาระบบต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน

ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม