หน้าแรก > อาชญากรรม

ออกหมายจับ “เบน สมิธ” และภรรยา หลอกลงทุนข้ามชาติ

วันที่ 2 มีนาคม. 2569 เวลา 13:28 น.


กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกันสืบสวนสอบสวนจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา2 ราย คือนายเบน สมิธ  อายุ 47 ปี และภรรยา ฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงิน”

พฤติการณ์ ตามที่ปรากฏในสื่อต่างๆ ประวัติของ นายเบน และภรรยา  พบว่า     นายเบน เป็นนักธุรกิจต่างชาติที่ถูกสหรัฐฯ จัดอยู่ในกลุ่มบุคคลเสี่ยงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับขบวนการสแกมเมอร์ระดับนานาชาติและการฟอกเงิน ส่วนภรรยาซึ่งปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนไทยหลายแห่ง ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินข้างต้น ตามกฎหมายฟอกเงินไว้แล้ว ซึ่งเชื่อว่า ในเครือข่ายนี้ อาจมีการกระทำความผิดอื่นด้วย

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จึงมีคำสั่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน  ให้ทำการสืบสวนพฤติการณ์ จนพบว่ามีผู้เสียหายนักลงทุนชาวต่างชาติได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลงทุนข้ามชาติ และผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า นายเบน พร้อมภรรยา ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนต่อเนื่องหลายโครงการ ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ท และธุรกิจพลังงาน โดยวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือต่างๆ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ถูกหลอกเงิน ไปกว่า 1,000 ล้านบาท

จากการสืบสวนสอบสวนพบพฤติการณ์เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2559 นักลงทุนชาวต่างชาติ (ผู้เสียหาย) ต้องการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย และได้รู้จักกับ “เบน สมิธ” อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ และแนะนำด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ในครั้งแรกได้ แนะนำนักธุรกิจและนักการเมืองให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้นบริษัท โดยได้มีการลงทุนกันจริง จนผู้เสียหายไว้วางใจ

ต่อมา นายเบน  อาศัยจังหวะนี้หลอกเงินผู้เสียหายให้ลงทุนในหุ้นเพซ 700 ล้านบาท โดยให้เจ้าของบริษัทหุ้นเพส ทำสัญญากู้ยืมเงินและออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7% และ 11% เป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจ แต่ให้ภรรยา เป็นผู้บริหารการลงทุนในหุ้นนี้ มีระยะเวลาการบริหารกว่า 1 ปี รวมถึงการกระทำผิดอีกหลายกรรมหลายวาระ 

ในชั้นนี้ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับนายเบน กับภรรยา ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกง และฟอกเงิน ทั้งนี้ได้ขออนุมัติหมายค้นจำนวน 6 จุด ในพื้นที่ภาคกลางเพื่อตรวจค้นหาพยานเอกสาร พยานบุคคล นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี และในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ชุดสืบสวนสอบสวน คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเข้าปฏิบัติการตรวจค้นตามจุดดังกล่าว ทำการตรวจยึดสิ่งของที่จะเป็นพยานหลักฐานในคดีเพิ่มเติม 13 รายการคือ
1. คอมพิวเตอร์ตั้งโต้ะ จำนวน 2 เครื่อง
2. สมุดโน้ต จำนวน 1 เล่ม
3. คอมพิวเตอร์พกพา(โน๊ตบุค/แลปท็อป) จำนวน 2 เครื่อง
4. แม็คบุ๊ค จำนวน 1 เครื่อง
5. ไอแพด จำนวน 2 เครื่อง
6. โทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 5 เครื่อง
7. อุปกรณ์จัดเก็บหน่วยความจำ Flash Drive Kingston จำนวน 2 ชิ้น
8. เอกสารต่าง ๆ เช่น งบการเงิน รายวันจ่ายประจำปี ตราประทับบริษัท รวม 6 รายการ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐาน และขยายผล ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ประสาน ปปง. เพื่อรายงานมูลฐานคดีฟอกเงินนี้ ไปเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งเป็นมูลฐานตั้งแต่ ปี 2559 และมีมูลค่าความเสียหายกว่า 1000 ล้านบาท เพื่อเป็นประโยชน์และเป็นหลักฐานสำคัญในทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้ ในเครือข่ายนี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม