วันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 15:16 น.
ปักกิ่ง, 13 ม.ค. ซินหัว รายงานว่า — ในช่วงต้นปี 2026 นักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศจีนเริ่มหันมาสำรวจจุดหมายปลายทางที่หลากหลาย พร้อมแสวงหาประสบการณ์เชิงลึกที่เข้าถึงวิถีชีวิตท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ดังเช่น เอริกา (Erika) และ เดวิด (David) คู่รักผู้สร้างคอนเทนต์ท่องเที่ยวชาวสเปน ซึ่งได้ร่วมสะท้อนกระแสความนิยมนี้ผ่านการเดินทางท่องเที่ยวในชนบทของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน โดยพวกเขาเลือกที่จะเดินป่า ขี่รถจักรยานยนต์ และแวะร้านเครื่องดื่มท้องถิ่น แทนการเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงสัญลักษณ์แบบดั้งเดิมอย่างกำแพงเมืองจีนหรือตึกระฟ้าในเมืองใหญ่
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติจีน (NIA) และชวี่หน่าร์ (Qunar) แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของจีน ระบุว่า การเดินทางขาเข้าของชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.8 ในช่วงหยุดปีใหม่ 3 วัน เมื่อเทียบกับปี 2025 โดยนักท่องเที่ยวเหล่านี้มีการจองทริปเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ในจีนหลากหลายถึง 97 เมือง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ทางเลือกการท่องเที่ยวที่หลากหลายและเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น
แม้ว่าศูนย์กลางหลักอย่างนครเซี่ยงไฮ้และกรุงปักกิ่งของจีนจะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ทว่าเมือง “นอกกระแส” อย่างเป่ยไห่ สวีโจว และจ้านเจียง กลับมีจำนวนเที่ยวบินขาเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงถึง 3 เท่าเมื่อเทียบปีต่อปี โดยจำนวนเที่ยวบินที่จองโดยนักท่องเที่ยวจากสเปนและอิตาลีเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า และ 4 เท่าตามลำดับ
นโยบายวีซ่าที่เอื้อประโยชน์ของจีนได้กระตุ้นให้เกิดการเติบโตดังกล่าว ปัจจุบัน จีนได้มอบสิทธิการเข้าเมืองโดยไม่ต้องขอวีซ่าให้แก่พลเมืองจาก 76 ประเทศ ขณะที่พลเมืองจาก 55 ประเทศสามารถใช้สิทธิตามนโยบายการผ่านโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้นานถึง 240 ชั่วโมง ที่จุดตรวจคนเข้าเมืองรวม 65 แห่งทั่วประเทศ
ในช่วงวันหยุดปี 2026 ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าสู่จีนภายใต้นโยบายฟรีซ่าจำนวน 292,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.8 เมื่อเทียบปีต่อปี
ทั้งนี้ นับแต่มีการเริ่มใช้นโยบายฟรีวีซ่าสำหรับเดินทางผ่านแดน 240 ชั่วโมง เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2024 เป็นต้นมา จีนมีจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าโดยรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
บรรดาไกด์นำเที่ยวต่างเร่งปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการการสัมผัสประสบการณ์ที่มีความหมายของเหล่านักท่องเที่ยว ไกด์นำเที่ยวผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งระบุว่า ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการ ‘ทำความเข้าใจ’ วิถีชีวิตคนท้องถิ่นมากกว่าเพียง ‘เที่ยวชม’ สถานที่สำคัญต่างๆ ตัวอย่างเช่น ครอบครัวชาวอเมริกันครอบครัวหนึ่งเลือกเยี่ยมชมหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์จ้วง เพื่อชมการทอผ้าแบบดั้งเดิม แทนการไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ ที่มีชื่อเสียง
การบูรณาการทางเทคโนโลยีได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดเชิงสร้างสรรค์ให้กับการท่องเที่ยวของจีน โดยระบบแปลภาษาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในมินิโปรแกรมของวีแชต การใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (AR) ในพิพิธภัณฑ์เหลียงจู ตลอดจนการใช้ปัญญาประดิษฐ์บรรยายข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษแบบเรียลไทม์ที่พิพิธภัณฑ์อุปรากรกวางตุ้ง ได้ช่วยให้การเดินทางของชาวต่างชาติมีความสะดวกสบายและน่าตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้น
โครงสร้างพื้นฐานบริเวณด่านชายแดนก็ได้รับการยกระดับให้มีความทันสมัย โดยที่เมืองโม่เหอได้มีการนำระบบระบุตัวตนอัจฉริยะ อาทิ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scanners) และอุปกรณ์คลื่นมิลลิเมตรมาใช้งาน ซึ่งช่วยให้พลเมืองชาวรัสเซียสามารถผ่านพิธีการศุลกากรได้ภายในเวลาเพียง 7 วินาทีเท่านั้น การนำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนในลักษณะนี้ได้ช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แก่ประเทศจีนในฐานะจุดหมายปลายทางที่ “เจ๋ง” ในสายตาชาวโลก
ระบบการชำระเงินได้รับการยกระดับอย่างเป็นระบบ โดยในปัจจุบัน ย่านการค้าสำคัญและแหล่งท่องเที่ยวหลักทั่วจีนมากกว่าร้อยละ 95 รองรับวิธีการชำระเงินสากลที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคย อาทิ วีซ่า (Visa) และมาสเตอร์การ์ด (Mastercard) ซึ่งช่วยลดอุปสรรคสำคัญในการใช้จ่ายของชาวต่างชาติได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2026 ถือเป็น ‘สัญญาณเชิงบวก’ อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้กลยุทธ์ที่ละเอียดและจำเพาะเจาะจงมากขึ้น โดยการที่เมืองนอกกระแสเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นนั้น ถือเป็นโอกาสอันดีในการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวที่สร้างความแตกต่าง เพื่อนำเสนอเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละพื้นที่
เพื่อขานรับต่อคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไป อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจำเป็นต้องก้าวข้ามรูปแบบการท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ที่เร่งรีบ โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายทางประชากรต่างมีความชื่นชอบที่แตกต่างกันชัดเจน อาทิ นักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาเหนือมักนิยมการเดินทางที่เน้นความละเมียดละไมและดื่มด่ำวัฒนธรรมเชิงลึก ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะให้ความสำคัญกับความคล่องตัวและแผนการเดินทางที่มีประสิทธิภาพเป็นหลัก
แม้จะมีความคืบหน้าอย่างเห็นได้ชัด แต่พื้นที่ชนบทหลายแห่งยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ อาทิ การขาดแคลนไกด์นำเที่ยวที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษา และข้อจำกัดของตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดน ทั้งนี้ เหล่าผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า นโยบายในอนาคตควรให้ความสำคัญกับการยกระดับการสื่อสารด้วยระบบดิจิทัล และการทำให้มาตรฐานการบริการมีความเป็นสากล เพื่อปลดล็อกศักยภาพของการท่องเที่ยวขาเข้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ