หน้าแรก > สังคม

“พล.ต.ท.ไตรงรงค์” ชี้ชัด! แม้คำพิพากษาศาลปกครอง 9 ม.ค.นี้ จะมีผลเป็นคุณ จะยังไม่ทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับเข้า ตร.ได้

วันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 14:32 น.


วันนี้ (8 ม.ค.68) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษก ตร.) กล่าวถึงกรณีที่วันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.) ศาลปกครองสูงสุดได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.117/2567 ซึ่งเป็นคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นผู้ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 ตามลำดับ ในกรณีที่มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนโดยมิชอบ

รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ไม่ใช่การเร่งเกมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแข่งกับเวลาที่ศาลปกครองจะตัดสินอดีตรอง ผบ.ตร. เพราะคดีสินบนทองคำนี้ไม่ใช่คดีที่ตำรวจสืบสวนทราบข้อมูลเอง แต่เริ่มจากที่มีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษก็คือ พ.ต.อ.ภาคภูมิ นำภา อีกทั้งมีกระแสโซเชียลโหมกระแสว่า อดีตรองผบ.ตร. จะได้กลับมาเป็นตำรวจอีกครั้ง จึงสร้างความสับสนต่อประชาชน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า อยากชี้แจงว่ากรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการออกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน จากนั้นพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ 178/2567 ต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) โดยโต้แย้งว่าคำสั่งให้ออกจากราชการนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมามติ ก.พ.ค.ตร. ยกอุทธรณ์ ให้เหตุผลว่าคำสั่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว จากนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งจะมีการอ่านคำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ แต่ต่อมาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งไล่ออก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งคำสั่งถือว่ามีผลแล้ว ทำให้ทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นำคำสั่งดังกล่าวยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา

รองโฆษก ตร. กล่าวว่า คำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ไม่ว่าผลจะเป็นคุณหรือโทษ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็จะยังไม่ทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้กลับมารับราชการตำรวจ เพราะต้องรอผลการพิจารณาคำสั่งไล่ออกจากราชการตำรวจ

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม