หน้าแรก > อาชญากรรม

"นายกฯ" นำแถลงข่าว เปิดยุทธการ "ถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ" ยึดทรัพย์กว่า 1 หมื่นล้าน

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 17:37 น.


"นายกฯ" นำแถลงข่าว เปิดยุทธการ "ถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ" ยึดทรัพย์กว่า 1 หมื่นล้าน  

นายกฯ นำแถลงผลปฏิบัติการ “ถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ” ตรวจค้นเป้าหมาย 50 จุดทั่วประเทศ ยึดอายัดทรัพย์สินกว่า 10,000 ล้านบาท

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการ คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ,​พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่ง และ เลขาธิการ ปปง. ร่วมแถลงข่าวเปิดยุทธการ “ถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ” ตรวจค้นเป้าหมาย 50 เป้าหมาย ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ จับกุมคนไทยขายชาติ พร้อมยึดของกลาง เรือยอชต์ รถหรู ที่ดิน และอายัดเงินในบัญชีรวมกว่า 10,000 ล้านบาท

สืบเนื่องจากการสืบสวนขยายผลและบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงาน ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงประชาชน คณะกรรมการธุรกรรมในการประชุมครั้งที่ 13/2568 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 จึงมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีสำคัญ 4 กลุ่มคดีใหญ่ ซึ่งเชื่อมโยงเส้นทางการเงินและการกระทำความผิดในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอย่างชัดเจน

สำหรับรายละเอียดของคดีที่นำมาสู่การยึดทรัพย์ครั้งใหญ่นี้เริ่มต้นจาก คดีนายเฉิน จื้อ กับพวก ซึ่งเป็นเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์และค้ามนุษย์ที่มีฐานใหญ่ในกัมพูชา เชื่อมโยงกับกลุ่มบริษัท Prince Holding Group โดยพบพฤติการณ์ฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัลและสับเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ต่าง ๆ ในรูปแบบไฮบริดสแกม คณะกรรมการฯ จึงสั่งยึดทรัพย์สินกว่า 102 รายการ มูลค่าประมาณ 373 ล้านบาท

ถัดมาคือ คดีนายก๊ก อาน เจ้าของอาคารหลายแห่งในกัมพูชาที่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีการใช้บัญชีม้าสแกนใบหน้าเพื่อโอนเงินและนำเงินที่ได้มาซื้อทรัพย์สินในไทยให้ผู้อื่นถือครองแทน โดยในคดีนี้มีการยึดทรัพย์สิน 90 รายการ มูลค่าประมาณ 467 ล้านบาท

คดีที่มีมูลค่าความเสียหายและยึดทรัพย์ได้สูงที่สุดคือ คดีนางสาวแตงไทยฯ กับพวก ซึ่งเชื่อมโยงกับ นายยิม เลียก และ นายเบน สมิธ บุคคลใกล้ชิดทายาทผู้มีอิทธิพลในกัมพูชา โดยมีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ และมีการโอนเงินหมุนเวียนระหว่างบริษัททั้งในและต่างประเทศอย่างซับซ้อนเพื่ออำพรางธุรกรรม คณะกรรมการฯ จึงมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินประเภทที่ดิน ห้องชุด และหลักทรัพย์ต่าง ๆ จำนวน 66 รายการ รวมมูลค่าสูงถึง 9,279 ล้านบาท นอกจากนี้ เลขาธิการ ปปง. ยังได้ใช้อำนาจเร่งด่วนยึดรถหรูเพิ่มเติมอีก 3 คัน ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินราคา

ส่วนคดีนายเอื้ออังกูร กับพวก ซึ่งเป็นกลุ่มมิจฉาชีพที่ชักชวนประชาชนลงทุนเทรดหุ้นผ่านแอพพลิเคชัน ULELA Max โดยสร้างข้อมูลกำไรเท็จเพื่อจูงใจ ก่อนจะนำเงินที่หลอกลวงได้ไปแปลงเป็นเหรียญดิจิทัล (USDT) ส่งต่อไปยังเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยคดีนี้มีการยึดทรัพย์สิน 31 รายการ มูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท

ทั้งนี้ คำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวมีผลชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน โดยผู้ถูกยึดทรัพย์หรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ได้มาจากการกระทำความผิด ต่อเลขาธิการ ปปง. ได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปฏิบัติการว่า “ถ้าเชื่อมโยงไปถึงใคร ก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย ตามหลักฐาน ตามการสอบสวนอย่างเคร่งครัด ไม่มีการละเว้น ถ้ากลัวว่าบุคคลคนนี้เป็นคนมีชื่อเสียงไหม เวลาผมทำอะไร ไม่ดูชื่อ ดูที่พฤติกรรม การทำงานพฤติการณ์ออกมาเป็นใคร ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพราะถ้าไม่ดำเนินการตามกฎหมาย จะโดนข้อหาละเว้นกฎหมายได้”

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีรับทราบว่า กรณีนายยิม เลียกได้รับสัญชาติไทยจากการสมรสกับภรรยาที่เป็นคนไทย ซึ่งอยู่ในหมวดหก โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ข้อสั่งการปลัดกระทรวงมหาดไทยให้ดำเนินการเพื่อถอนสัญชาติ ตามที่เคยได้ดำเนินการกับรายอื่นก่อนหน้านี้

ในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้ละเลยต่อเรื่องการปราบปรามผู้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผู้ก่ออาชญากรรมข้ามชาติ ผู้ก่ออาชญากรรมสแกมเมอร์ทั้งหลายก็ตาม

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “รัฐบาลขอให้ประชาชนมีความมั่นใจเพราะว่า การสื่อสารกันระหว่างรัฐบาลคือตัวนายกรัฐมนตรี และผู้ปฏิบัติทุกหน่วยงานนั้นมีการสื่อสารตรงกันในเรื่องนี้ตลอดเวลา ยืนยันการให้การสนับสนุนในเรื่องของการดำเนินการ ขอให้ได้เกิดความมั่นใจ และให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้งหลาย โดยคนที่ทำงานเหล่านี้ ทุกคนรู้แต่มีความเสี่ยง ขวัญและกำลังใจสำคัญ ถ้าได้ทำงานแล้ว ได้รับความเชื่อมั่น เชื่อถือจากพี่น้องประชาชน ก็จะเห็นช้างตัวเท่ามด สิ่งที่กลัว กลัวประชาชนไม่เข้าใจ ในหลายๆ ครั้งก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ทำงานทุกวัน และยังจะทำต่อไป ดำเนินการขยายผลต่อไป จะมีการปฏิบัติการที่ดีขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จะเข้ารูปเข้ารอยเนื่องจากเป็นอาชญากรรมที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน เป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีการพัฒนาวิธีการตลอดเวลา เราจะไม่มีวันหยุดปฏิบัติการเพื่อประเทศ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนทุกคน

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม