หน้าแรก > การเมือง

รัฐบาลเดินหน้าลงทุนเพื่ออนาคตประเทศ หลัง S&P คงเครดิตไทย ชูอุตสาหกรรมใหม่–โครงสร้างพื้นฐาน เสริมขีดความสามารถแข่งขัน ควบคู่วินัยการคลัง

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 เวลา 14:54 น.


รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หลัง S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ BBB+ สำหรับสกุลเงินต่างประเทศ และ A- สำหรับสกุลเงินท้องถิ่น พร้อมคงมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ในการทบทวนเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน AI และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง

วันนี้ (7 พฤศจิกายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสและวางรากฐานเศรษฐกิจในระยะยาว โดยผลประเมินของ S&P สะท้อนถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนและการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง

ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงผ่านสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะว่า รัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและวางรากฐานการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า รายงาน S&P กล่าวถึงมาตรการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย อาทิ สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก ตลอดจนการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยี ซึ่ง S&P ประเมินว่าการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านเหล่านี้อาจช่วยฟื้นฟูขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย และเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะต่อไป

“การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไม่ได้มุ่งเพียงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่ต้องสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ พัฒนาทักษะและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตและปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

นางสาวลลิดากล่าวว่า อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยรายงาน S&P ระบุถึงการลงทุนตามแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ซึ่งมีทั้งการลงทุนผ่านรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการยังต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ภาระทางการเงิน และความเสี่ยงที่ภาครัฐต้องบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

“การลงทุนเพื่ออนาคตและการรักษาวินัยการคลังต้องดำเนินควบคู่กัน ประเทศจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันต้องพิจารณาความคุ้มค่าของโครงการและบริหารภาระทางการเงินอย่างรอบคอบ การเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจึงเป็นอีกกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ผลการประเมินรอบนี้เป็นการคงอันดับความน่าเชื่อถือและคงมุมมองมีเสถียรภาพ ไม่ใช่การปรับเพิ่มอันดับเครดิต โดยรัฐบาลจะเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นผ่านการสนับสนุนการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม