วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เวลา 14:51 น.
CIB เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่าย "เบนจามิน" มหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคาร และกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”
27 ตุลาคม 2569 ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ร่วมกับ ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. และ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ร่วมกันกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สนธิกำลังกับ เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. รวม 90 นาย ร่วมกันตรวจค้นติดตามจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหา ผู้ต้องหารวม 7 ราย โดยผู้ต้องหา 6 ราย หลบหนีอยู่ต่างประเทศ ส่วนผู้ต้องหาลำดับที่ 7 ได้มีการดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว
โดยผู้ต้องหาทั้งหมด กระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน,ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และเป็นผู้มีหน้าที่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์แต่ไม่รายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด”
คดีนี้สืบเนื่องจากการสืบสวนขยายผลเครือข่ายของนายเบนจามิน และนายยิม สัญชาติกัมพูชา ซึ่งนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดส่งผ่านธนาคาร กองทุน ในต่างประเทศหลายชั้น แล้วย้อนกลับเข้ามาในรูปของ “เงินลงทุนจากต่างประเทศ” เพื่อเข้าถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จากตำรวจสอบสวนกลาง ทำงานร่วมกับ ปปง. ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างประเทศ
จากข้อมูลการสืบสวน นายเบน มีประวัติในต่างประเทศมาก่อน โดยโทรศัพท์เสนอขายหุ้นนอกตลาดแก่นักลงทุนรายย่อยในประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จนถูกทางการนิวซีแลนด์ห้ามประกอบอาชีพนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ 7 ปี และเมื่อปี 2559 ได้หลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย จนศาลอาญาออกหมายจับและองค์การตำรวจสากลออกหมายแดงไว้แล้ว ในช่วงเวลาเดียวกัน นายเบน และนายยิม ร่วมกันจัดตั้งธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา และธนาคารแห่งนี้ต่อมากลายเป็นท่อส่งเงินของเครือข่าย โดยมีการแบ่งขั้นตอนและรูปแบบการกระทำความผิด ดังนี้
ช่วงที่ 1 (ปี 2562 ถึง 2564): เครือข่ายใช้บัญชีส่วนตัว บัญชีของคนในครอบครัว และบัญชีนิติบุคคลที่ให้ภรรยาถือหุ้นและเป็นกรรมการไขว้กัน ซึ่งมีรายได้น้อยและขาดทุนเกือบทุกปี และไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ตั้งแต่ปี 2558 ในช่วงนี้เริ่มพบเงินที่ได้จากการฉ้อโกงออนไลน์ แล้วถูกถ่ายเทต่อไปยังบัญชีคนในครอบครัว บัญชีส่วนตัว และนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ต่อมาเมื่อต้นปี 2565 บัญชีที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาเริ่มถูกอายัด
ช่วงที่ 2 (ปี 2565 ถึง 2566): เครือข่ายเปลี่ยนวิธี ใช้บัญชีจากประเทศกัมพูชาโอนเงินตรงเข้ามาบัญชีของเครือข่ายในประเทศไทย แล้วส่งต่อไปยังกองทุนในประเทศสิงคโปร์ภายในไม่กี่วัน
ช่วงที่ 3 (ปี 2567 ถึง 2568): ธนาคาร B.I.C. โอนเงินเข้าบัญชีของกองทุน CAI สิงคโปร์ กว่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งดูเหมือนเป็นธุรกรรมปกติระหว่างธนาคารกับกองทุน
ปลายทางของเงิน: คือหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ก.ล.ต. ตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ พบว่าผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงคือ เครือข่ายนายเบน และ นายยิม ซึ่งแหล่งเงินที่มาล้วนมาจากกลุ่มนายเบน และนายยิม เช่นกัน
จากการสืบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยมีนายเบนเป็นผู้ตัดสินใจและสั่งการ ส่วนผู้ต้องหารายอื่นๆ จะแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งควบคุมธนาคารและกองทุนที่เป็นช่องทางเงิน บริหารกองทุนในประเทศสิงคโปร์ จัดโครงสร้างผู้ลงทุนและแหล่งเงิน บางคนทำหน้าที่ถือผลประโยชน์แทน และมีฝ่ายประสานงานกองทุน ผู้ลงทุน และเอกสาร ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นคนชุดเดิม ใช้วิธีเดิม เพื่อปกปิดที่มาของเงินและผู้ถือหุ้นที่แท้จริง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยไม่รายงานการได้มาและไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ด้านทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดและอายัดหุ้นไทยของเครือข่ายไว้ชั่วคราว มูลค่ารวมกว่า 14,808 ล้านบาท นอกจากนี้ยังยึดอายัดเรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝาก และที่ดิน มูลค่ารวมกว่า 21,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง โดยปัจจุบันสำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างดำเนินการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย และแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหา 1 ราย พร้อมนำกำลังเข้าทำการตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 4 จุด สามารถตรวจยึดของกลางสำคัญที่เชื่อมโยงเส้นทางเงินของเครือข่ายได้ อาทิ สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายหุ้น เอกสารเกี่ยวกับกองทุนหุ้นและกองทุนคริปโต 6 แฟ้ม และอุปกรณ์เก็บคริปโตชนิด Ledger พร้อมอุปกรณ์ยืนยันตัวตน รวม 3 เครื่อง นอกจากนี้ยังยึดโทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง แท็บเล็ต 1 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ 1 อัน ซึ่งจะนำไปตรวจพิสูจน์เพื่อขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องและทรัพย์สินที่ยังซุกซ่อนอยู่ต่อไป รวม 6 รายการ
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแจ้งว่าคดีนี้สะท้อนภัยรูปแบบใหม่ของอาชญากรรมข้ามชาติ เงินผิดกฎหมายไม่ได้ซ่อนอยู่ในบัญชีม้าหรือทรัพย์สินหรูหราอีกต่อไป แต่ถูกแปรสภาพจนกลับเข้ามาในรูปของ “เงินลงทุนจากต่างประเทศ” แล้วเข้าถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนที่ประชาชนนับล้านใช้บริการ ตำรวจสอบสวนกลางร่วมกับ ปปง. ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างประเทศ จะติดตามเส้นทางเงินทุกทอดและยึดทรัพย์คืนให้ได้มากที่สุด หากพบการชักชวนลงทุนที่ผิดปกติ หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายนี้ แจ้งตำรวจสอบสวนกลางได้ทุกช่องทาง
27 ตุลาคม 2569
27 ตุลาคม 2569