หน้าแรก > การเมือง

รัฐบาลเดินหน้าสร้างความเป็นธรรมทางการค้า หนุน SMEs เพิ่มสภาพคล่อง

วันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 23:49 น.


รัฐบาลเดินหน้าสร้างความเป็นธรรมทางการค้า หนุน SMEs เพิ่มสภาพคล่อง “ศุภจี” ดันกติกา Credit Term ใหม่ เริ่ม 2 พ.ย. นี้ กำหนดคู่ค้ารายใหญ่ชำระเงินภายใน 30–45 วัน พร้อมเร่งแก้ปัญหาต้นทุนธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

(24 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านการลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผลักดันหลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ประกอบการรายเล็กถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดระยะเวลาชำระเงิน โดยประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป

นางสาวลลิดากล่าวว่า หลักเกณฑ์ Credit Term ใหม่เป็นมาตรการสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาแม้ผู้ประกอบการจะส่งมอบสินค้าหรือให้บริการแล้ว แต่ยังต้องรอรับชำระเงินจากคู่ค้ารายใหญ่เป็นเวลานาน ขณะที่ต้องแบกรับต้นทุนทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าจ้างแรงงาน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ รัฐบาลจึงมุ่งสร้างกติกาการค้าที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถบริหารเงินทุนหมุนเวียน วางแผนธุรกิจ และดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสาระสำคัญของประกาศ กำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับธุรกรรมการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบจากอำนาจต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกัน

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยประเมินว่า หากลดระยะเวลาการชำระเงินจาก 60 วันเหลือ 45 วัน จะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากลดจาก 90 วันเหลือ 45 วัน อาจเพิ่มสภาพคล่องได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการตามสมมติฐานระยะเวลาชำระเงิน ไม่ใช่วงเงินที่รัฐบาลจัดสรรให้ผู้ประกอบการโดยตรง โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ภาค SMEs ซึ่งมีผู้ประกอบการกว่า 3 ล้านราย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าแก้ไขปัญหาต้นทุนการประกอบธุรกิจในมิติอื่นควบคู่กัน โดยนางศุภจีได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เพื่อหาแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันที่เป็นภาระต่อผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการพัฒนากติกาการแข่งขันทางการค้าให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะการลดภาระต้นทุนและแก้ไขอุปสรรคที่ทำให้ธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ การกำหนด Credit Term ใหม่จึงไม่ใช่เพียงการลดจำนวนวันชำระเงิน แต่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ SMEs ได้รับเงินจากการค้าขายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม มีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับจ่ายค่าจ้าง ซื้อวัตถุดิบ และขยายกิจการ โดยลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ และลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างต่อเนื่อง โดยประสานการทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้หลักเกณฑ์ Credit Term เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมผลักดันการแก้ไขปัญหาต้นทุนจากแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

ข่าวยอดนิยม