วันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 09:35 น.
วันที่ 22 ตุลาคม 2569 จากกรณีบริษัทเอกชนจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา ทำให้ประชาชนเกิดข้อวิตกกังวลว่า อาจกระทบกับการปลูกกินเองภายในบ้าน และ การปลูกขายเป็นอาชีพ
นาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงข้อกังวลกรณีบริษัทเอกชนจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา ว่า กฎหมายเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่ดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ สามารถยื่นจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นได้ คล้ายกับการคุ้มครองสิทธิในผลงานวิจัยด้านยา แต่การจดทะเบียนดังกล่าวไม่กระทบต่อประชาชนทั่วไป แม้จะนำพันธุ์กะเพราที่ได้รับความคุ้มครองมาปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนก็สามารถทำได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
สุริยะกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิชาการเกษตรยังมีนักวิจัยดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นไปใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้
ทั้งนี้หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลว่า บริษัท เอกชนชื่อดังได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราใหม่ 4 พันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี01 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 และแก้วจุรี02 แก้วจุรี03 และ แก้วจุรี04 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 โดยมีระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี สิ้นสุดในปี 2579 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 จากเอกสารประกาศคำขอจดทะเบียนของกรมวิชาการเกษตร พบว่า กะเพราทั้ง 4 พันธุ์พัฒนาจากกะเพราพันธุ์พื้นเมืองรหัส CPR1
โดยใช้วิธีชักนำให้จำนวนชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้นด้วยสารเคมี ร่วมกับเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 และมีการทดลองปลูกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และ บริษัทเอกชนชื่อดัง จังหวัดปทุมธานี เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่มีลักษณะเหมาะสมต่อการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร
ส่วนข้อกังวลที่เกิดขึ้น คือหากประเทศไทยตัดสินใจเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 จะส่งผลให้สิทธิของบริษัทเอกชนเพิ่มขึ้น กระทบต่อเกษตรกร จะถูกจำกัดสิทธิในการเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อ แม้กระทั่งการแจกจ่ายพันธุ์ให้เพื่อนบ้านก็อาจผิดกฎหมาย
โดยสิทธิภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ หรือ คัดเลือกพันธุ์ได้