24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 19 ตุลาคม 2569
>> ปภ. เผยวันนี้ออมสินโอนเยียวยาเพิ่ม 8,377 ครัวเรือน รวมกว่า 65 ล้านบาท รอเช็กเลย-พร้อมเสนอ ครม. เคาะเพิ่มวันพรุ่งนี้
09.00 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เผยการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งก่อนนี้ได้แจ้งผลการโอนสำเร็จไปแล้ว 683,286 ครัวเรือน เป็นเงินทั้งสิ้น 5,225.249 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 46 จังหวัด ซึ่งวันนี้จะมีการโอนเพิ่มอีก 8,377 ครัวเรือนรวมกว่า 65 ล้านบาท
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เผยว่า ตามที่ ปภ. ได้ส่งข้อมูลและโอนเงินเยียวยาอุทกภัยให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งธนาคารออมสินได้โอนเงินให้ผู้ประสบภัยสำเร็จไปแล้ว จำนวน 683,286 ครัวเรือน เป็นเงินทั้งสิ้น 5,225.249 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 46 จังหวัด
ซึ่งวันนี้ (19 ตุลาคม 2569) จะมีการโอนเงินเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนเพิ่มเติม จำนวน 8,377 ครัวเรือน เป็นเงิน 65,641,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่ 16 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี สระบุรี ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ชัยภูมิ ตาก เพชรบูรณ์ สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม
โดยธนาคารออมสินจะทยอยโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนที่ข้อมูลครบถ้วนและผูกเลขบัตรประจำตัวประชาชนกับบัญชีธนาคาร (Propmt Pay) ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป
>> นายกฯ เปิดปฏิบัติการ “ปราบนอมินี” เร่งตรวจสอบที่ดินกลุ่มเสี่ยง–บังคับจำหน่ายที่ดินที่ถือครองโดยมิชอบ ปิดช่องนอมินีรายใหม่
10.15 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ “ปราบนอมินี บังคับจำหน่ายและตรวจสอบการถือครองที่ดินกลุ่มเสี่ยง ปกป้องผลประโยชน์ชาติ” ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล
นายกฯ กล่าวว่า เจตนารมณ์ของรัฐบาลในการปราบปรามการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยมิชอบเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากร ความมั่นคงของประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และเครือข่ายนอมินี โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพราง เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบประชาชน
นายกฯ ย้ำว่า กรมที่ดินต้องดำเนินการเรื่องการถือครองและการจำหน่ายที่ดินตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ พร้อมประสานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน โดยบูรณาการทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันให้เกิดผลสำเร็จ 3 ประการ คือ
1. ให้กรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดจัดลำดับความสำคัญของกรณีที่ต้องตรวจสอบ พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนดำเนินงาน และกรอบเวลาให้ชัดเจน หากพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนอมินี ให้ส่งต่อและขยายผลไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจทันที, 2. กรณีตรวจสอบพบการถือครองที่ดินโดยมิชอบ ให้ดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมตรวจสอบการรับโอนและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ป้องกันการเปลี่ยนตัวนอมินีจากรายหนึ่งไปสู่อีกรายหนึ่ง และ 3. ให้ทุกหน่วยงานนำข้อค้นพบจากการปฏิบัติการครั้งนี้ไปปรับปรุงระบบเฝ้าระวังก่อนและหลังการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ควบคู่กับการสื่อสารหลักเกณฑ์ให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าใจ
นอกจากนี้ รัฐบาลมุ่งมั่นดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รักษาความเชื่อมั่นของประชาชน สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริตและเคารพกฎหมาย ตามแนวทาง “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”
>> ตร.ไซเบอร์ รวบ 2 สาวสกลนคร ปล่อยกู้ดอกโหดร้อยละ 40 ต่อวีค จ่ายช้าเจอโพสต์ประจาน พบเงินหมุนนับแสนต่อเดือน
11.05 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจไซเบอร์ เข้าจับกุม หญิงสาว 2 ราย หลังลักลอบปล่อยสินเชื่อนอกระบบดอกเบี้ยโหด ร้อยละ 40 ต่อสัปดาห์ ในพื้นที่ จ.สกลนคร หากลูกหนี้ไม่จ่ายเงินตามนัดมีการส่งข้อความด่าทอและโพสต์ประจาน พบลูกค้ากว่า 100 ราย เงินหมุนเวียนกว่า 100,000 บาทต่อเดือน
โดยกรณีดังกล่าวสืบเนื่องเจ้าหน้าที่สายตรวจออนไลน์ กก.4 บก.สอท.3 ได้ตรวจสอบพบเฟซบุ๊กชื่อหนึ่ง มีผู้ติดตามประมาณ 18,000 คน และ Lin มีผู้ติดตามประมาณ 5,100 คน มีพฤติกรรมโพสต์โฆษณาชักชวนประชาชนให้กู้ยืมเงิน พร้อมเผยแพร่ภาพสลิปโอนเงินและข้อความสนทนากับผู้กู้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
โดยเก็บดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 20–40 ต่อสัปดาห์ เช่น ลูกค้ากู้ จำนวน 1,000 บาท ต้องจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 200 – 400 บาทต่อสัปดาห์ โดยยังไม่รวมเงินต้น เมื่อผู้กู้ไม่ชำระเงิน เจ้าของเฟซบุ๊กจะติดตามทวงหนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยข้อความด่าทอ รวมถึงการโพสต์ข้อความและเผยแพร่บทสนทนาเพื่อประจานผู้กู้ ทำให้ได้รับความอับอายและสร้างแรงกดดันในการชำระหนี้
จากการเข้าจับกุม เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางเป็น สมุดบัญชีเงินฝาก เอกสารรายการบัญชีเงินกู้ เงินสด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ และยังตรวจสอบพบหลักฐานเป็นข้อมูลฐานลูกค้าผู้กู้รวมกว่า 100 ราย ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบอาชีพค้าขาย และคาดว่ามีเงินหมุนเวียนจากการปล่อยกู้ไม่ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อเดือน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินคดีในข้อหา “ประกอบธุรกิจสินเชื่อจัดหามาซึ่งเงินทุนให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ” ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.สอท.3 ดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนพฤติการณ์เรียกเก็บดอกเบี้ยและการติดตามทวงหนี้ด้วยการโพสต์ประจาน เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างพิจารณาความผิดเพิ่มเติมตามพยานหลักฐานของผู้เกี่ยวข้องแต่ละราย พร้อมสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
>> ผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ หลบหนีจากศาลจังหวัดพัทยา ตร.ระดมกำลังไล่ล่า
11.30 น. เกิดเหตุผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์หลบหนีระหว่างถูกควบคุมตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดพัทยา เป็นชาย อายุ 42 ปี โดยอาศัยจังหวะลงจากรถควบคุมผู้ต้องขัง ก่อนกระโดดหลบหนีและปีนกำแพงด้านหลังศาล เข้าไปในหมู่บ้านใกล้เคียง
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าประมาณเที่ยงวัน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 20 นาย กระจายกำลังปิดล้อมและค้นหาภายในหมู่บ้านที่อยู่ติดกับศาลจังหวัดพัทยา
จากข้อมูลเบื้องต้น ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าขโมยเสื้อผ้าของชาวบ้านมาเปลี่ยนเพื่ออำพรางตัว ก่อนขโมยจักรยานปั่นหลบหนีออกไปทางถนนเขาพระตำหนัก นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าพบผู้ต้องหาเข้าไปล้างเลือดบริเวณอ่างล้างมือภายในบ้านหลังหนึ่งที่เข้าไปก่อเหตุ โดยชาวบ้าน ระบุว่า ขณะหลบหนีด้วยจักรยาน ไม่เห็นผู้ต้องหาสวมกุญแจมือ
ด้าน พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา สั่งระดมกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ เร่งติดตามตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดี โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งค้นหาและตรวจสอบเส้นทางหลบหนี
สำหรับชายคนดังกล่าว เพิ่งตกเป็นข่าวเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา หลัง เจ้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่านถนนพัทยาสาย 3 ติดตามตัวมานานกว่า 2 เดือน จากกรณีทรัพย์สินภายในร้านสูญหาย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเกือบ 40,000 บาท
กระทั่งผู้เสียหายพบตัวผู้ต้องหาในย่านจอมเทียน จึงออกอุบายชักชวนให้นั่งดื่มเบียร์ ก่อนแจ้งตำรวจเข้าจับกุม โดยหลังควบคุมตัวไปสอบสวน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบประวัติพบข้อมูลเกี่ยวกับคดีลักทรัพย์หลายคดี และมีหมายจับคดีลักทรัพย์อีก 1 หมาย ก่อนนำตัวส่งศาลเพื่อฝากขังผลัดแรก
อย่างไรก็ตาม ระหว่างนำตัวไปฝากขังกลับเกิดเหตุหลบหนีขึ้น ทำให้ตำรวจต้องเร่งระดมกำลังติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> ทลายเครือข่าย “นักบินหนองแค” รวบ 5 ผู้ต้องหา ยึดไอซ์ 284 กก. มูลค่า 90 ล้าน
12.16 น. ตำรวจภูธรภาค 1 แถลงจับกุมเครือข่ายลำเลียงยาเสพติด “นักบิน หนองแค” ผู้ต้องหา 5 ราย หลังสืบทราบว่ามีการใช้รถกระบะขับนำสำรวจเส้นทางให้รถขนยาเสพติดจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเข้าสู่ภาคกลาง ก่อนวางแผนติดตามจับกุมเมื่อวันที่ 18 ต.ค. ที่ถนนพหลโยธิน อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และถนนสายเอเชีย อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมยึดไอซ์น้ำหนัก 284 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 90 ล้านบาท รถยนต์ 2 คัน และโทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง
เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 5 รายให้การรับสารภาพ ถูกแจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายเพื่อการค้า ซึ่งอาจก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.พยุหะคีรี ดำเนินคดี พร้อมเร่งขยายผลหาผู้บงการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตามยึดและอายัดทรัพย์สินตามกฎหมายต่อไป
>> “บิ๊กโจ๊ก” จี้ ป.ป.ช. สอบเอกสารลับหลุดสื่อ ตั้งข้อสงสัยถูกปล่อยข้อมูลชี้นำสังคม ย้ำยังไม่ถึงขั้นศาลพิพากษา
12.56 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรอง ผบ.ตร. แสดงความไม่พอใจกรณีเอกสารลับของ ป.ป.ช. เกี่ยวกับคดีถูกกล่าวหาปกปิดบัญชีทรัพย์สินหลุดถึงสื่อมวลชน พร้อมตั้งคำถามถึงการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตนเองและภรรยา ทั้งที่ยังไม่ได้ชี้แจงข้อกล่าวหาตามสิทธิทางกฎหมาย โดยมองว่าอาจทำให้สังคมตัดสินตนเองและครอบครัวไปก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา
บิ๊กโจ๊กยังตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี เนื่องจากเคยมีข้อขัดแย้งกับประธาน ป.ป.ช. คนปัจจุบัน พร้อมระบุว่าเตรียมทำหนังสือถึง ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบทั้งกระบวนการไต่สวนและกรณีข้อมูลลับถูกเผยแพร่ โดยโต้แย้งว่ามีการนำทรัพย์สินของผู้อื่นมาเชื่อมโยงเป็นของตนเอง และตั้งคำถามถึงการรับฟังข้อมูลจากอดีตลูกน้องคนสนิท ยืนยันจะต่อสู้ตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่นำข้อมูลออกมาเผยแพร่โดยไม่เหมาะสมหรือไม่
>> อุบัติเหตุ รถพ่วง 18 ล้อกับรถจักรยานยนต์ และมีผู้เสียชีวิต เป็นอดีตผู้สมัคร สท.บางเสาธง กลางถนนบางนา–ตราด
13.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ชนกับรถจักรยานยนต์ และมีผู้เสียชีวิต บนถนนเทพรัตน (บางนา–ตราด) ฝั่งขาออก ในช่องทางหลัก ช่วง กม.20 ในพื้นที่ ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีดำ ป้ายทะเบียน กทม. ล้มอยู่ข้างรถพ่วง 18 ล้อ อีซูซุ สีขาว ป้ายทะเบียน พระนครศรีอยุธยา ใกล้กันพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นายนัททวุฒิ อายุ 76 ปี อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบางเสาธง ถูกล้อพ่วงด้านหลังฝั่งซ้ายทับเสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์
ด้านคนขับรถพ่วง อายุ 41 ปี ให้การว่า กำลังขับรถไปส่งสินค้าในพื้นที่บางเสาธง โดยบริเวณดังกล่าวอยู่ระหว่างการก่อสร้างและช่องทางจราจรค่อนข้างแคบ ก่อนเกิดเหตุรู้สึกคล้ายล้อรถเหยียบบางอย่าง เมื่อมองกระจกพบรถจักรยานยนต์ล้มอยู่ จึงหยุดรถลงมาตรวจสอบและแจ้งเจ้าหน้าที่
เบื้องต้นตำรวจ สภ.บางพลี เชิญตัวคนขับรถพ่วงไปสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุและลำดับเหตุการณ์ที่แน่ชัด พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย
>> เหตุเพลิงไหม้โรงงาน ในพื้นที่ ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร ขณะนี้ ควบคุมเพลิงได้แล้ว
14.32 น. จังหวัดสมุทรสาครได้รับแจ้งจาก เทศบาลเมืองพันท้ายนรสิงห์ว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในบริษัทแห่งหนึ่ง หมู่ที่ 3 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งประกอบกิจการกำจัดขยะและนำขยะมาแปรรูปเป็นพลังงาน นั้น
จากการตรวจสอบพบว่า เพลิงไหม้เกิดขึ้นภายในอาคารโกดังที่ใช้จัดเก็บเศษวัสดุสำหรับนำไปแปรรูป ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันและเปลวเพลิงจำนวนมาก ทั้งนี้ สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สถานการณ์ล่าสุด อำเภอเมืองสมุทรสาคร ร่วมกับเทศบาลเมืองพันท้ายนรสิงห์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนมูลนิธิและอาสาสมัคร ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ รถดับเพลิง และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เข้าดำเนินการระงับเหตุอย่างต่อเนื่อง จนสามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้แล้ว เมื่อเวลาประมาณ 15.35 น. โดยไม่พบการลุกลามไปยังอาคารหรือพื้นที่ข้างเคียง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการฉีดน้ำหล่อเลี้ยง ระบายควัน และตรวจสอบจุดที่มีความร้อนสะสม เพื่อป้องกันการปะทุซ้ำ
จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต สำหรับรายละเอียดและมูลค่าความเสียหาย ตลอดจนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบและประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จังหวัดสมุทรสาคร โดยกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสมุทรสาคร ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตามสถานการณ์และสนับสนุนการระงับเหตุ พร้อมทั้งให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามและเฝ้าระวังจุดที่อาจเกิดการปะทุซ้ำ ตลอดจนประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
>> ตม.ผนึกตำรวจเกาหลีใต้ บุกทลายฐานสแกมเมอร์โอปป้า 3 จุด กลางกรุง เหยื่อสูญเงินกว่า 100 ล้าน
14.41 น. พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม. นำกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกว่า 30 นาย ร่วมกับตำรวจเกาหลีใต้ เข้าตรวจค้นฐานปฏิบัติการเครือข่ายสแกมเมอร์ชาวจีนและเกาหลีใต้ 3 จุด ในพื้นที่ลาดพร้าว–ห้วยขวาง วัชรพล–จตุโชติ และรัชดา–พระราม 9 ก่อนจับกุมผู้ต้องหาได้ 10 ราย แบ่งเป็นชาวเกาหลีใต้ 8 ราย และชาวจีน 2 ราย พร้อมตรวจยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องรวม 51 รายการ
คดีนี้สืบเนื่องจากการจับกุมชายชาวเกาหลีใต้รายหนึ่งเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ก่อนขยายผลพบเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ โดยมีชาวจีนทำหน้าที่จัดหาฐานปฏิบัติการ ส่วนชาวเกาหลีใต้สวมรอยเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐ หลอกให้เหยื่อโอนเงิน เบื้องต้นพบผู้เสียหายชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ขณะนี้ตำรวจทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้บงการ ก่อนดำเนินการส่งตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีที่เกาหลีใต้ต่อไป
>> นายกฯ หารือเข้มข้นช่วงการประชุม IMF-WBG 2026 เดินหน้าขยายความร่วมมือ ต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
15.33 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หารือกับผู้แทนระดับสูงจากนานาประเทศและภาคส่วนต่าง ๆ ในช่วงสัปดาห์การเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group 2026 ระหว่างวันที่ 12–16 ตุลาคม 2569 ประกอบด้วยผู้นำระดับประเทศ 4 ราย ผู้แทนภาครัฐและสถาบันระหว่างประเทศ 8 ราย และผู้แทนภาคเอกชน 4 ราย
การหารือครอบคลุมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน การผลักดัน FTA การเข้าเป็นสมาชิก OECD การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว ตลอดจนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนไทยในระยะยาว
>> กกล.บูรพา สกัดจับ 4 ชาวเขมรพร้อมลูกน้อยลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ยอมจ่ายหัวละ 7,500 บาท หวังเข้ามาทำงานก่อสร้างในไทย
17.12 น. หน่วยเฉพาะกิจคลองหาด กกล.บูรพา และ ร้อย.ทพ.1301 ร่วมกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ออกลาดตระเวนตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของบุคคลต่างด้าวในพื้นที่รับผิดชอบ
โดยขณะปฏิบัติภารกิจบริเวณช่องทางธรรมชาติชายแดนไทย–กัมพูชา ระหว่าง จุดตรวจการณ์ อ.53 – จุดตรวจการณ์ อ.54 บ้านโนนพัฒนา หมู่ 13 ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เจ้าหน้าที่ตรวจพบและเข้าจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สัญชาติกัมพูชา จำนวน 5 ราย แบ่งเป็น ชาย 2 ราย หญิง 2 ราย และเด็กหญิง 1 ราย
จากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ถูกจับกุมให้การว่า มีความประสงค์เดินทางเข้ามาทำงานก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยได้ว่าจ้างผู้นำพาชาวกัมพูชา ในราคาคนละ 7,500 บาท เพื่อพาเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและควบคุมตัวไว้ได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้กระทำผิดทั้งหมด ส่งมอบให้สถานีตำรวจภูธรคลองน้ำใสดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
>> "เสมา1" เผย ตั้งกรรมการสอบข้าราชการซี 8 สังกัด สพฐ.เอี่ยวหลอกลวงในโครงการทัศนศึกษาที่สาธารณรัฐประชาชนจีน สร้างความเสียหายแก่นักเรียนและผู้ปกครอง
17.38 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีการหลอกลวงในโครงการทัศนศึกษาที่สาธารณรัฐประชาชนจีน สร้างความเสียหายแก่นักเรียนและผู้ปกครอง 3 โรงเรียนดัง ซึ่งจาะการตรวจสอบพบประวัติผู้ถูกกล่าวหา พบว่า เป็นข้าราชการระดับ 8 สังกัด สพฐ. และในอดีตเคยมีกรณีถูกกล่าวหาและตักเตือนเรื่องเงินมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อหลายปีก่อน
“ขณะนี้ ศธ. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว และสั่งเรียกตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาพบเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในวันนี้ โดยกระทรวงยืนยันดำเนินการอย่างเด็ดขาด จะไม่ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อ และจะเอาผิดทั้งทางวินัยและทางอาญา ตามที่กฎหมายกำหนดโดยไม่มีการละเว้น แม้โครงการดังกล่าว จะเป็นการดำเนินการส่วนบุคคล ไม่ใช่นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวง ดังนั้น จะเร่งตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว
>> ปภ. เตือนประชาชนริมแม่น้ำแควใหญ่ ยกของขึ้นที่สูง หลัง ”เขื่อนท่าทุ่งนา“ เพิ่มการระบายน้ำ
18.37 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้งเตือนกรณี "เขื่อนท่าทุ่งนา" เพิ่มการระบายน้ำจากเดิม 35 ล้าน ลบ.ม./วัน เป็น 40 ล้าน ลบ.ม./วัน (อัตรา 463 ลบ.ม./วินาที) ประกอบกับยังมีมวลน้ำจากห้วยลำตะเพินไหลมารวมลงสู่แม่น้ำแควใหญ่ ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำแควใหญ่ คาดว่าจะสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.5 - 1 เมตร
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนและผู้ประกอบการที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำแควใหญ่ ในพื้นที่ อ.เมืองกาญจนบุรี เตรียมพร้อมรับมือโดยการยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถยนต์และยานพาหนะ เก็บทรัพย์สินมีค่าและเอกสารสำคัญ ระวังอันตรายจากไฟฟ้าดูด เคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง ตรวจสอบและยึดโยงแพให้มั่นคงแข็งแรง รวมทั้งกำจัดเศษวัชพืชที่กีดขวางแพเพื่อป้องกันไม่ให้แพหลุด และติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ ปภ. ได้ร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนการระบายน้ำเพิ่มของเขื่อนท่าทุ่งนาไปยังผู้ที่อยู่ในพื้นที่ริมแม่น้ำแควใหญ่ อ.เมืองกาญจนบุรี
ส่วนทางด้าน เทศบาลตำบลหนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ที่มีพื้นที่แม่น้ำแควใหญ่ไหลผ่านวันนี้ จ.ส.อ.ปรีดา ทองใบ นายกเทศมนตรีตำบลหนองบัว ได้ระดมผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล พนักงานเทศบาล ร่วมกันกรอกถุงทรายและนำไปวางเป็นคันทรายรอบโรงสูบน้ำดิบชุมชนหนองบัว เพื่อเฝ้าระวังป้องกันเหตุน้ำขึ้นสูงเข้ามาบริเวณโรงสูบน้ำดิบประปาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ให้มีการรายงานสถานการณ์น้ำทุก 30 นาที เตรียมกระสอบทรายและออกลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อไม่ให้การผลิตประปาต้องหยุดชะงักและไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำอุปโภคบริโภคของประชาชน
>> รถยนต์กระบะตกคลอง พบร่างผู้เสียชีวิตชาย 1 รายติดค้างในยานพาหนะ จ.สุพรรณบุรี
19.10 น. ศูนย์วิทยุฯเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถยนต์กระบะตกลงไปในคลอง และมีผู้ติดอยู่ในยานพาหนะ บริเวณ บ้านดอนยาว ถนนเส้นทางคันคลองมะขามเฒ่า ในพื้นที่ หมู่ 3 ตำบลหนองผักนาก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
ที่เกิดเหตุ อาสาสมัคร ทีมชุดประดาน้ำทำการค้นหา พบรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน สีดำ ป้ายทะเบียน สุพรรณบุรี ลักษณะจมอยู่ในน้ำ และพบว่า มีร่างผู้เสียชีวิต 1 รายติดอยู่ภายในยานพาหนะ ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการนำร่างออกมา ตรวจสอบ พบว่าเป็นผู้ชาย อายุประมาณ 33 ปี
จึงได้ประสานงาน ร้อยเวร สภ.สามชุก และแพทย์เวรโรงพยาบาลสามชุกเข้าร่วมในที่เกิดเหตุและมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยดำเนินการร่างผู้เสียชีวิตต่อเนื่องโรงพยาบาลสามชุก เพื่อดำเนินการชันสูตรเพิ่มเติม
>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศเวียดนาม
20.55 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 3.8 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเวียดนาม ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ประมาณ 261 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย
20 ตุลาคม 2569
20 ตุลาคม 2569