วันที่ 18 ตุลาคม 2569 เวลา 17:26 น.
"นายกฯ อนุทิน" นำคณะลงพื้นที่สุพรรณบุรี ติดตามการบริหารจัดการน้ำ ประตูระบายน้ำสองพี่น้อง เร่งเดินหน้าโครงการแก้ปัญหาระยะยาวลดความเดือดร้อนของประชาชนอย่างยั่งยืน
วันนี้ (18 ต.ค. 69) เวลา 15.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรมว.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่
นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำยังมีปริมาณเยอะอยู่ เราต้องเร่งผลักดันน้ำออก ซึ่งช่วงนี้ยังถือว่ายังสามารถระบายออกทางแม่น้ำท่าจีนได้ แต่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพเพราะมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ผักตบชวา วัชพืช ที่เราต้องเร่งกำจัดผักตบชวาจำนวนมากควบคู่ไปด้วย
"วันนี้ได้มาเห็นปัญหาที่สั่งสมมา ซึ่งเป็นแบบนี้ทุกปี สิ่งที่เราควรต้องทำคือการเพิ่มช่องทางให้น้ำไหลออกไปแหล่งน้ำที่ใหญ่กว่าให้เร็วที่สุด เช่นที่อำเภอสองพี่น้อง ได้รับยืนยันจากอธิบดีกรมชลประทานในการขยายช่องทางประตูน้ำเพิ่มขึ้น ด้วยการเปิดความกว้างของคลองระบายน้ำ เพื่อให้น้ำระบายออกไปถึงแม่น้ำท่าจีน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กม. แต่จัดระบบให้ดีเพราะมีบางช่วงเวลาที่แม่น้ำท่าจีนระดับสูงกว่า แต่เราก็ต้องมีประตูน้ำคอยปิดกันไม่ให้น้ำไหลกลับเข้ามา"
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า นี่คือสิ่งที่ตนพูดในคณะรัฐมนตรีตลอด ว่าโครงการแต่ละโครงการกว่าจะอนุมัติ ก็มีบางความเห็นบอกว่าสิ้นเปลืองงบประมาณ ทำโครงการชลประทานใช้เงินจำนวนมาก แต่จริง ๆ แล้วความสิ้นเปลืองจริง ๆ ก็คือการสูญเสียทรัพยากรจากการแก้ปัญหาระยะสั้น คือการเร่งสูบระบายน้ำ ที่ทั้งสิ้นเปลืองไฟฟ้า น้ำมัน และทรัพยากรมหาศาล การขนย้ายระดมเครื่องสูบน้ำมาจากจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ ติดตั้งท่อระบายน้ำ แม้ว่าจะเอามารวมเครื่องมือกับกรมชลประทานก็ไม่พอ และเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น แล้วยังต้องไปใข้เงินเยียวยาประชาชน ซึ่งรวม ๆ แล้วก็ต้องเสียเงินปีนึง 40,000-50,000 ล้านบาท ในการไปเยียวยา แต่ไม่ได้ถาวรวัตถุหรืออะไรที่เป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว
"วันนี้มาดูข้อเท็จจริง เราจะช่วยกันทำให้งบประมาณเหล่านี้เข้าไปช่วยลดความเดือดร้อนของชาวบ้านในระยะยาว ขอให้พี่น้องประชาชนได้มั่นใจว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญมาโดยตลอดว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องความเดือดร้อนเร่งด่วนฉุกเฉิน ที่สร้างความเดือดร้อนสาหัสให้กับประชาชน และเราจะแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยคณะรัฐมนตรีชุดนี้ได้อนุมัติเห็นชอบโครงการระบายน้ำ อย่างน้อยโครงการภาพรวมใหญ่ คือ ชัยนาท ป่าสัก อ่าวไทย ต้องเกิดขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ใช้เวลา 7 ปี จะแล้วเสร็จ หากเราไม่ทำวันนี้ ความสำเร็จของโครงการระยะยาวก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น ซึ่งจะได้กำชับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน บริหารจัดการด้วยความเข้มงวดใกล้ชิด ว่าจะต้องไม่มีเหตุการณ์ใดมาทำให้โครงการนี้เกิดความล่าช้า ต้องเร่งทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด ทั้งการเวนคืนที่ดิน งบประมาณเวนคืนก็ต้องเร่งจ่ายให้กับประชาชน "รัฐบาลชุดนี้จะติดตามอย่างใกล้ชิด เราไม่มีคำว่าพรรค มีแต่คำว่า พี่น้องประชาชนต้องลดความเดือดร้อน"
สำหรับการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง มักจะพบปัญหาจำนวนผักตบชวาที่ส่งผลต่อการระบายน้ำ รวมถึงมีประตูระบายน้ำเพียง 3 บาน จึงส่งผลให้การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงเกิดปัญหาน้ำท่วมเอ่อล้นตลิ่งริมคลองจากแม่น้ำท่าจีน และคลองสายต่าง ๆ ไหลเข้าพื้นที่ที่เป็นแอ่งกระทะ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบเสียหายหนัก พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไข คือ การทำการระเบิดคอขวดตรงประตูเภาทะลาย คลอง ร.4 ขวา และ "ประตูน้ำบางสาม" คลองสองพี่น้อง เพิ่มจาก 3 บาน เป็น 5 บาน เพื่อช่วยผลักดันน้ำลงแม่น้ำท่าจีนให้เร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาทั้งภัยแล้ง และอุทกภัยในพื้นที่ได้เป็นอย่างมาก
ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยถึงกรณีเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในห้วงที่ผ่านมาว่า โดยปกติเงินเยียวยาจะไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณประจำปี โดยรัฐบาลจะมีงบกลางสำรองเอาไว้ใช้หากเกิดเหตุใด ๆ ที่ไม่คาดฝัน สำหรับงบกลางที่เราใช้ในการเยียวยาครั้งนี้ มาจากความห่วงใยรัฐบาลภายใต้การนําของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นชอบงบประมาณก้อนสุดท้ายของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อนุมัติวันที่ 29 กันยายน 2569 อีก 4,700 ล้าน เพื่อให้มาใช้จ่ายดูแลพี่น้องประชาชน ในขณะที่ภัยยังไม่สิ้นสุด
"เพราะถ้าในยามปกติที่ผ่านมาจะรอให้ภัยสิ้นสุดก่อน แล้วก็มาคำนวณความเสียหาย เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้า คำนวณความเสียหายกี่หลัง ถึงจะไปขอเงินมาเยียวยา แต่ปีนี้เร็ว ภัยยังไม่สิ้นสุดเราก็เยียวยาเลย ไม่มีตกหล่น เพราะเป็นการคำนวณจำนวนครัวเรือนที่ทางกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่าง ๆ รายงานมา ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 มีกี่ครัวเรือน แล้วก็คูณ 9,000 บาท เราก็ขอตามข้อเท็จจริง และหากเลยเดือนตุลาคม แล้วเงินไม่พอ ก็จะเสนอความจำเป็นตามข้อเท็จจริงขอรัฐบาลเพิ่มไปใหม่ ยืนยันว่าไม่ได้ตกหล่นหรือล่าช้า“






