หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2569

วันที่ 12 ตุลาคม 2569 เวลา 05:32 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2569


>> ไฟไหม้รถพยาบาล จอดหน้าฉุกเฉินโรงพยาบาลดังเมืองภูเก็ต เร่งควบคุมเพลิงอลหม่าน เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุ

07.08 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้รถพยาบาลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤต (Mobile ICU) ของโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต บริเวณหน้าห้องฉุกเฉินและอาคารศูนย์อุบัติเหตุฉุกเฉิน ถนนเยาวราช อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต สร้างความแตกตื่นให้แก่ผู้ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว 
หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลนครภูเก็ต พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าตรวจสอบและระงับเหตุ ก่อนสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้เรียบร้อย

เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรง ส่วนรถโมบายไอซียูคันดังกล่าว คาดว่ามีมูลค่าหลายล้านบาท ขณะที่สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงมูลค่าความเสียหายที่แน่ชัด ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


>> ชายวัย 59 ปีขี่ จยย.ชนกับรถบรรทุก คาดสายท่อปัสสาวะเกี่ยวแฮนด์ทำให้เสียหลัก หลังผู้เสียชีวิตพึ่งออกจาก รพ.หลังการผ่าตัดใหญ่ จ.สุรินทร์

09.24 น. หน่วยกู้ภัยสุรินทร์ จุดอำเภอบัวเชด รับแจ้งว่า เกิดอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ เฉี่ยวชนกับรถ 6 ล้อบรรทุกน้ำแข็ง และมีผู้เสียชีวิต บนถนนเส้นทาง บ้านตาวัง มุ่งหน้าไป บ้านกะเพอโร ในพื้นที่ ตำบลตาวัง อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน ป้ายทะเบียน สุรินทร์ ลักษณะชนกับ รถบรรทุกน้ำแข็ง 6 ล้อ อีซูซุ สีขาว ป้ายทะเบียน สุรินทร์ ใกล้กันพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย มีบาดแผลเปิดขนาดใหญ่ที่ศีรษะ จากการตรวจสอบเอกสาร ทราบว่า เป็นชายไทย อายุ 59 ปี

จากการสอบถาม คนในหมู่บ้านกะเพอโร บอกว่า ผู้เสียชีวิต พึ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน หลังผ่านการผ่าตัด จึงมีถุงขับถ่ายและท่อปัสสาวะ ติดตัวตลอดเวลา และ เช้าวันนี้ คาดว่าผู้เสียชีวิตได้ขับรถจักรยานยนต์ ออกไปดูนาดูสวน แต่ขากลับมาอาจจะเกิดการที่มีสายท่อปัสสาวะเกี่ยวแฮนด์รถ ทำให้เสียหลักและเกิดอุบ้ติเหตุดังกล่าว ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สะเดา


>> ปภ. รายงานน้ำท่วม 21 จังหวัด และ กทม. เฝ้าระวังฝนตกหนัก 11-13 ต.ค เร่งระดมกำลัง ระบายน้ำ ช่วยเหลือประชาชน

09.47 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 21 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง รวมถึงกรุงเทพมหานคร รวม 100 อำเภอ 819 ตำบล 6,201 หมู่บ้าน 1,126,853 ครัวเรือน 3,144,421 คน

ส่วน กรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบ 329,000 ครัวเรือน เสียชีวิต 4 ราย ระดับน้ำลดลง

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประสานจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกหนัก และลมกระโชกแรง ในช่วงวันที่ 11 – 13 ต.ค. 69 ควบคู่กับการระดมกำลังพลและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเร่งเดินเครื่องสูบระบายน้ำในจุดที่ยังมีน้ำท่วมขัง และเข้าสนับสนุนการล้างทำความสะอาดบ้านเรือนฟื้นฟูสภาพพื้นที่ในจุดที่ระดับน้ำลดลง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความเสียหาย จัดทำข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบและเตรียมดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว


>> นายกฯ เป็นประธานพิธีอุ้มพระดำน้ำ 2569 สืบสานประเพณีคู่เมืองเพชรบูรณ์ ต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยว

10.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2569 ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร อ.เมืองเพชรบูรณ์ จ.เพชรบูรณ์ 
นายกฯ ระบุว่า ประเพณีอุ้มพระดำน้ำเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่สืบทอดมายาวนาน สะท้อนถึงศรัทธาและความผูกพันของประชาชนที่มีต่อพระพุทธมหาธรรมราชา พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองและศูนย์รวมจิตใจของชาวเพชรบูรณ์

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม เพื่อรักษาอัตลักษณ์และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้ให้แก่ประชาชน โดยประเพณีอุ้มพระดำน้ำเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสวัฒนธรรมประเพณี อาหาร และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพของจังหวัด พร้อมเชิญชวนชาวเพชรบูรณ์ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน

งานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–17 ต.ค. 69 เป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองจังหวัดเพชรบูรณ์ที่สืบทอดมายาวนานกว่า 400 ปี สะท้อนถึงศรัทธา ความสามัคคี และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และสืบสานขนบธรรมเนียมอันดีงามให้คงอยู่สืบไป


>> รวบแก๊งหลอกคนจีน อ้างจัดหางาน หวังส่งต่อข้ามชายแดนจังหวัดตาก

12.49 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พบพระ จ.ตาก ร่วมกันจับกุม นายสุ อายุ 30 ปี สัญชาติไทย ฐาน “ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและร่วมกันประกอบการขนส่งรถโดยสารไม่ประจำทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” โดยจับกุม ได้บริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่ง หมู่ที่ 9 อ.พบพระ จ.ตาก

พฤติการณ์คือ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุม นายธอ อายุ 29 ปี ซึ่งขับขี่รถยนต์กระบะแคป สีดำ ทะเบียน นครนายก ซึ่งขณะจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการช่วยเหลือชายสัญชาติจีน จำนวน 3 คน ถูกจับมัดมือและปิดตาต่อมาได้ทำการสอบถาม นายธอ (ผู้ถูกจับกุม) ให้การว่า ได้รับงานจาก นายจ่อย และ นายยา ซึ่งก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ได้มี นายยา เป็นผู้ขับขี่รถนำในการขนคนจีนในครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายยา คือนายสุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและตามจับได้ในครั้งนี้

จากการสอบถามผู้เสียหายสัญชาติจีนทั้ง 3 คน ทราบว่า ผู้เสียหายสัญชาติจีนต้องการหางานทำ ในประเทศไทย จึงหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตและได้พบกับบุคคลที่แจ้งว่าสามารถหางานทำในประเทศไทยให้ได้ ชาวจีนทั้ง 3 คน จึงได้ทำการนั่งเครื่องบินเข้าสู่ประเทศไทยช่วงวันที่ 5 – 6 กันยายน 2569 หลังจากที่เข้าสู่ประเทศไทยแล้วบุคคลที่อ้างว่าหางานให้ในประเทศไทยได้ ได้แจ้งว่าจะพาไปส่งให้กับสถานที่ทำงานที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.สุโขทัย จึงได้เริ่มเดินทางในวันที่ 6 กันยายน 2569 โดยผู้จัดหางานได้ทำการจัดหารถยนต์เพื่อเดินทางให้กับผู้เสียหายชาวจีนหลังจากที่เริ่มเดินทางแล้ว (ผู้เสียหายทั้ง 3 คน ไม่ได้โดยสารรถยนต์คันเดียวกัน) เมื่อถึงพื้นที่ จ.ตาก มีรถยนต์มารอรับผู้เสียหายทั้ง 3 คน จึงได้โดยการไปกับรถยนต์ดังกล่าวหลังจากที่เดินทางไปกับรถยนต์คันดังกล่าวได้ขับขี่เข้าไปบริเวณป่า (ไม่ทราบที่ใด) ผู้เสียหายทั้ง 3 คน จึงได้ถูกเทปสีน้ำตาล พันที่ศีรษะและใบหน้า มือทั้งสองข้างถูกพันด้วยผ้าเทปสีน้ำตาลและถูกใส่กุญแจมือ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเหลือได้ที่บริเวณชายเมียนมาในเวลาต่อมา

ซึ่งจากการสืบสวนทำให้น่าเชื่อว่าเครือข่ายดังกล่าวได้ทำการหลอกลวงบุคคลสัญชาติจีนโดยอ้างว่า จะจัดหางานในประเทศไทยเมื่อผู้เสียหายเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อเดินทางเข้าสู่จังหวัดตาก ก็จะทำการพันธนาการด้วยการมัดมือและปิดตาเพื่อไม่ให้เห็นเส้นทาง และพาตัวผู้เสียหายเดินทางเข้าสู่ชายแดนไทย-เมียนมา จึงเชื่อว่าเครือข่ายดังกล่าวทำการหลอกลวงบุคคลสัญชาติจีนเข้าสู่ประเทศไทยและนำตัวไปส่งต่อให้กับเครือข่ายในพื้นที่ชายแดน จ.ตาก จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การปฏิเสธตามข้อกล่าวหา


>> รมว.กลาโหม ผนึก 3 กระทรวง ลงพื้นที่ปราจีนบุรี ดูแลผู้ป่วย–เยี่ยมศูนย์พักพิง เร่งเยียวยาและวางแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด

12.58 น. พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย จังหวัดปราจีนบุรี บูรณาการความช่วยเหลือทั้งด้านการแพทย์ การบริหารจัดการน้ำ การเยียวยาประชาชน และการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด พร้อมย้ำแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำบางปะกงต้องมองภาพรวมทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์อย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมให้กำลังใจประชาชนในศูนย์พักพิง และมอบยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ดูแลสุขภาพ และเร่งคืนชีวิตปกติให้พี่น้องประชาชนโดยเร็ว


>> กระแสน้ำพัดรถคณะสงฆ์ - แม่ชี ตกลำห้วยบริเวณซอยวัดป่ามหาอุทุมพร ผู้ว่าฯ ราชบุรี รุดสั่งการ เร่งประสานและช่วยเหลือ ท่ามกลางกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก

13.00 น. นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี พร้อมด้วย นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี นายพุทธพงษ์ สุริยะสิงห์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายสามาตร เตี้ยเนตร นายอำเภอปากท่อ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ลงพื้นที่อำเภอปากท่อ อย่างเร่งด่วน เพื่อติดตามและบัญชาการเหตุการณ์สถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก

สืบเนื่องจากมีฝนตกหนักครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่จังหวัดราชบุรีตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปากท่อที่มีกระแสน้ำรุนแรง จนเกิดเหตุระทึกขวัญเมื่อกระแสน้ำได้พัดพารถยนต์ของคณะพระสงฆ์และแม่ชี ตกลงไปในลำห้วย บริเวณซอยวัดป่ามหาอุทุมพร (พรุมะเดื่อ) ต.ห้วยยางโทน อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ทันทีที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระดมกำลังเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จากรายงานเบื้องต้นทราบว่า คณะพระสงฆ์ที่เดินทางมากับรถคันดังกล่าวมีทั้งหมด 8 รูป ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือขึ้นมาได้แล้ว 7 รูป ส่วนอีก 1 รูป อยู่ระหว่างการช่วยเหลือ ท่ามกลางกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งนำเรือเข้าช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ แต่การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากกระแสน้ำป่าไหลเชี่ยวและรุนแรงมาก ขณะที่แม่ชีจำนวน 1 คน ซึ่งเดินทางมาด้วยกัน ได้รับการช่วยเหลือจนปลอดภัยแล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ นางสาวฐิติลักษณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการสรรพกำลัง เพื่อเร่งช่วยเหลือพระสงฆ์ที่เหลือให้ได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดทั้งกำลังพลและเครื่องจักรกลสาธารณภัย เพื่อออกให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยตลอด 24 ชั่วโมง


>> ตร.ไซเบอร์ ทลายเครือข่ายหลอกให้ลงทุน โยง 46 คดีทั่วไทย เสียหายเฉียด 60 ล้านบาท

13.27 น. พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการ สอท.3 นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน จับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ จำนวน 3 ราย หลังรับจ้างเป็นกรรมการบริษัทให้เครือข่ายสแกมเมอร์ ถูกออกหมายจับรวม 12 หมายจับ เชื่อมโยงการหลอกลวงให้ลงทุนทั่วประเทศกว่า 46 คดี มูลค่าความเสียหายเฉียด 60 ล้านบาท

โดยได้มีกรณีผู้เสียหายรายหนึ่ง พบบัญชีเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ลงทุนระยะสั้น” โพสต์โฆษณาเนื้อหาชักชวนว่าสามารถหารายได้จากการลงทุนในระยะสั้นๆ และได้ผลตอบแทนสูง สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย ผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อไป จากนั้นเพจดังกล่าวให้แอดไลน์เพื่อสนทนากับบุคลที่อ้างตัวว่าเป็นนักลงทุนซื้อขายเหรียญดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์หนึ่ง จากนั้นส่งลิงก์ให้ผู้เสียหายติดตั้งแอปพลิเคชันพร้อมทำตามขั้นตอนที่คนร้ายแนะนำ และทดลองโอนเงินลงทุนเข้าไปในระบบซึ่งปลายทางเป็นบัญชีธนาคารนิติบุคคล ปรากฏว่าระบบดังกล่าวได้โชว์ยอดผลกำไรที่ได้ จึงเชื่ออย่างสนิทใจว่าสามารถสร้างรายได้ได้จริง

ต่อมา ผู้เสียหายจึงโอนเงินเพิ่มเรื่อยๆ แต่ปรากฏว่าถูกระงับการทำธุรกรรม จึงได้ไปติดต่อที่ธนาคาร สุดท้ายจึงทราบว่า ทางธนาคารได้ระงับไว้เนื่องจากบัญชีธนาคารปลายทางที่ผู้เสียหายโอนไปนั้น มีผู้แจ้งอายัดไว้และเป็นบัญชีที่ถูกแจ้งว่าได้ใช้ในการหลอกลวงผู้อื่นให้ลงทุน ผู้เสียหายจึงได้รู้ตัวว่าถูกหลอกและเข้าแจ้งความร้องทุกข์ในเวลาต่อมา รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 600,000 บาท จากกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน นำส่งพนักงานสอบสวน บก.สอท.3 ขออำนาจศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องได้สำเร็จ จนต่อมาสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 3 ราย ในพื้นที่ีชลบุรี และนนทบุรี 
จากการสืบสวนเพิ่มเติมทราบว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้ได้รับจ้างจดทะเบียนและเปิดบัญชีธนาคารในนามนิติบุคล แล้วนำส่งให้แก่กลุ่มขบวนการจัดหาบัญชีม้าเพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งจากการตรวจสอบในระบบรับแจ้งความออนไลน์ พบว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย มีความเชื่อมโยงกับอีก 46 เคสไอดีที่เกิดขึ้นหลายท้องที่ทั่วประเทศ รวมมูลค่าความเสียหายแล้วสูงถึง 57,622,385 บาท โดยได้ถูกออกหมายจับไปแล้วรวม 12 หมายจับ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกัน หรือสนับสนุนให้มีการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จทั้งหมดหรือบางส่วน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” ควบคุมตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี และสืบสวนขยายผลไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมไปถึงผู้รับผลประโยชน์ เพื่อนำตัวมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


>> ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังแขวงขุมทอง เร่งวางแผนติดตั้งเครื่องสูบน้ำท่อซิ่ง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

14.26 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ ลงพื้นที่เขตลาดกระบัง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่แขวงขุมทอง บริเวณถนนขุมทอง–ลำต้อยติ่ง และภายในหมู่บ้านริมถนน ซึ่งยังคงมีน้ำท่วมขังสูงในบางจุด

โดยหารือร่วมกันถึงแนวทางเร่งระบายน้ำ เตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำท่อซิ่ง เพื่อสูบระบายน้ำจากพื้นที่น้ำท่วมขังลงสู่คลองหลวงแพ่ง และคลองรอบพื้นที่

ในการนี้นายบุญยืน คุณเจริญ ผู้อำนวยการเขตลาดกระบัง พร้อมด้วยผู้บริหารเขตและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่รายงานสถานการณ์น้ำท่วมขังในภาพรวม พร้อมประสานการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่


>> รวบหนุ่มอินเดียถือวีซ่านักเรียน แอบปล่อยกู้โหด โขกดอกร้อยละ 300 ต่อปี

14.29 น. ผูัสื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม Mr.C (นามสมมุติ) อายุ 22 ปี ชาวอินเดีย ฐาน “ประกอบกิจการเป็นผู้ให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาต และเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นความผิดตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1)” พร้อมด้วยของกลาง ธนบัตรไทยฉบับละ 100 บาท จำนวน 1,200 บาท และสมุดจดบันทึก บัญชีการจ่ายเงินกู้นอกระบบ โดยจับกุมได้ บริเวณหน้าบ้านแห่งหนึ่ง อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู

สืบเนื่องจาก ตำรวจกองปราบ ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า มีชาวต่างชาติลักลอบปล่อยเงินกู้นอกระบบ เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู ชุดสืบสวนจึงลงพื้นที่ตรวจสอบ กระทั่งพบชายชาวต่างชาติ กำลังเดินเก็บเงินจากแม่ค้ารายหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน จึงเข้าตรวจสอบและพบพฤติการณ์เข้าข่ายการปล่อยเงินกู้นอกระบบ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องหาให้แม่ค้ารายดังกล่าวกู้ยืมเงินจำนวน 2,000 บาท โดยกำหนดให้ผ่อนชำระวันละ 100 บาท เป็นเวลา 24 วัน รวมเป็นเงินที่ต้องชำระคืนทั้งสิ้น 2,400 บาท เท่ากับเรียกเก็บดอกเบี้ยจำนวน 400 บาท ภายในระยะเวลาเพียง 24 วัน คิดเป็นดอกเบี้ยร้อยละ 20 ของเงินต้น ซึ่งเป็นอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับระยะเวลาการกู้ยืม และหากคำนวณเป็นอัตรารายปีโดยประมาณ จะอยู่ที่ร้อยละ 304 ต่อปี สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการกู้ยืมเงินทั่วไป ซึ่งไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีอย่างมาก

ต่อมา ตำรวจจึงเข้าจับกุม Mr.C อายุ 22 ปี สัญชาติอินเดีย ได้ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งใน จ.หนองบัวลำภู ขณะกำลังออกเก็บเงินจากลูกหนี้ตามรอบการชำระเงินรายวัน จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องหาเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยถือวีซ่านักเรียน แต่กลับมีพฤติการณ์ลักลอบปล่อยเงินกู้เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้นในความผิดฐานประกอบธุรกิจสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต และเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดง


>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศเมียนมา

15.01 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุแผ่นดินไหว 2.8 ตวามลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 135 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย


>> สตช. ยืนยันไม่มีการปิดการจราจร ห้วงการประชุม IMF–World Bank แต่เตรียมพร้อมแผนการจราจรกรณีเหตุฉุกเฉิน

15.40 น. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ห้วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันไม่มีการปิดการจราจรแต่อย่างใด ประชาชนสามารถสัญจรในทุกเส้นทางได้ตามปกติ

ส่วนกรณีปรากฏเป็นข่าวปรากฏภาพหนังสือสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี ออกคำสั่งเพื่อปิดการจราจรนั้น โฆษก ตร. กล่าวว่า หนังสือดังกล่าวเป็นของจริง โดยเป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการดูแลการจราจรและความปลอดภัย กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสถานการณ์เร่งด่วนในเส้นทางดังกล่าวเท่านั้น ไม่ได้มีการปิดการจราจรโดยถาวรแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันความพร้อมในการดูแลรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกการจราจรตลอดห้วงการประชุม IMF–World Bank 2026 โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ซึ่งกรณีการจัดการจราจร หากมีความจำเป็นต้องปิดการจราจรในห้วงเวลาใด พื้นที่ใด จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบล่วงหน้า เพื่อให้วางแผนเดินทางได้อย่างเหมาะสม แต่ในเบื้องต้นยืนยันว่าไม่มีการปิดการจราจรในทุกพื้นที่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีผู้ร่วมประชุมจำนวนมาก จึงขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงเส้นทางบริเวณที่จัดการประชุม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อความสะดวกในการเดินทางของพี่น้องประชาชน


>> เพลิงไหม้รถยนต์ ซอยประชาอุทิศ 33 ห้องเครื่องยนต์และห้องโดยสารเสียหายวอด

17.09 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยประชาอุทิศ 33 ถนนประชาอุทิศ แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล สีเทา หมายเลขทะเบียน ​กรุงเทพมหานคร รถใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ภายในห้องเครื่องยนต์ เพลิงลุกไหม้ห้องเครื่องยนต์และลุกลามห้องโดยสาร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจรที่ขั้วแบตเตอรี่ ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยทุ่งครุ


>> รถจักรยานยนต์พ่วงข้างพลิกตะแคงลงข้างทาง ร่างคุณลุงวัย 64 ปีจมน้ำขังในทุ่งนา อาการสาหัส จนท.ทำ CPR แต่ไม่เป็นผล

18.40 น. ศูนย์วิทยุสื่อสาร หน่วยกู้ชีพ อบต.ตะเคียน ได้รับแจ้งว่า มีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์พ่วงข้างเสียหลักลงข้างทาง และมีผู้บาดเจ็บหมดสติ บริเวณถนนเส้นทาง กุดม่วง - บ้านหินหล่อง ห่างจากบ้านกุดม่วงประมาณ 1 กม. ในพื้นที่ ต.ตะเคียน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ฮอนด้า เวฟ สีขาว ลักษณะพลิกตะแคงตกอยู่ในร่องน้ำข้างทาง ใกล้กันพบร่างผู้บาดเจ็บ 1 ราย ลักษณะนอนคว่ำหน้าจมอยู่ในนาข้าวที่มีน้ำขัง เจ้าหน้าที่และลูกข่ายจึงเร่งเข้าช่วยเหลือ ทำการย้ายผู้ประสบเหตุขึ้นมาบนพื้นที่แห้ง และดำเนินการ CPR ทันที และจากการช่วยเหลือและประเมินอาการ ยืนยันผู้ประสบเหตุเสียชีวิต ตรวจสอบเอกสาร คือ เป็นชายไทย อายุ 64 ปี สาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ด่านขุนทด


>> เพลิงไหม้ห้องเก็บของ บ้านพักข้างโรงพยาบาลพัฒนเวช เสียหายวอดทั้งหลัง จ.สุโขทัย

22.30 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ห้องเก็บของภายในบ้านพัก บริเวณซอยข้างโรงพยาบาลพัฒนเวช จังหวัดสุโขทัย

ที่เกิดเหตุ ลักษณะเป็นโกดังชั้นเดียว สร้างด้วยไม้มุงสังกะสี เพลิงได้ลุกไหม้รุนแรง ทางเจ้าหน้าที่ และ รถดับเพลิงเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี พร้อมทีมงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับกู้ภัยบางแก้วสุโขทัย เข้าดำเนินการระงับเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่อย่างเร่งด่วน จนสามารถควบคุมและเพลิงสงบลงในเวลาต่อมา

ขณะเกิดเหตุ ยังไม่พบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุโขทัย

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม