วันที่ 10 ตุลาคม 2569 เวลา 00:50
ไทย–ติมอร์-เลสเต เดินหน้ายกระดับความร่วมมือรอบด้าน เปิดโอกาสการค้า–การลงทุน ขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารไทย เร่งผลักดันเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ–ดิลี เชื่อมเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว สร้างประโยชน์แก่ประชาชนสองประเทศ
(9 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือกับนายไก ราลา ซานานา กุซเมา นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ณ โถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีระหว่างไทยกับติมอร์-เลสเต
นายกฯ ทั้งสองประเทศได้แถลงข่าวร่วมกัน พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมสนับสนุนติมอร์-เลสเตในการมีส่วนร่วมกับประชาคมอาเซียนอย่างเต็มศักยภาพ โดยการหารือครั้งนี้เห็นพ้องที่จะยกระดับความสัมพันธ์และขับเคลื่อนความร่วมมือใน 5 ด้านสำคัญ
1. การเยือนระดับสูงและการหารือทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ระหว่างกัน และเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
2. ความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคง เพิ่มความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งในระดับทวิภาคีและระดับอาเซียน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่และเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน
3. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน เห็นพ้องว่ายังมีศักยภาพอีกมากในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเร่งสรุปบันทึกความเข้าใจด้านการค้าข้าว ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่สินค้าเกษตรไทยและสร้างประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย
4. ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งสรุปแผนงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระยะ 3 ปี (2569–2571) มุ่งเน้นสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน
5. ความร่วมมือระดับภูมิภาค ไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนติมอร์-เลสเตให้สามารถบูรณาการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้อย่างเต็มรูปแบบ
การหารือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นและครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารไทย และการส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมและการท่องเที่ยว ควบคู่กับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งสองฝ่ายพร้อมติดตามและผลักดันผลการหารือไปสู่การปฏิบัติ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน



