วันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 16:02 น.
"วรศิษฎ์" นำแถลงผลปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ” ปราบปรามอาชญากรสวมคนไทยที่เชียงราย เดินหน้าบูรณาการกวาดล้างทุจริตทางทะเบียนเข้ม เอาผิดทางวินัยและอาญาเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวไม่มีละเว้น
วันนี้ (9 ต.ค. 69) เวลา 11.00 น. ที่สถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำแถลงผลปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ” ปราบปรามอาชญากรข้ามชาติที่มาฟอกตัวทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรเลข 0) หรือการสวมคนไทย ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมี นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้แทนอธิบดี DSI น.ส.ทัตพิชา ชัยทัต ผู้แทนเลขาธิการ ปปง. น.ส.อรณิช สุขบาล ผู้แทนเลขาธิการ ป.ป.ท. ร่วมแถลง
นายวรศิษฎ์ เผยว่า ในห้วงที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยโดยกรมการปกครอง ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการจับกุมกรณีทุจริตทางทะเบียนซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงาน แต่รอบนี้เป็นอีกลักษณะหนึ่ง คือ เป็นกลุ่มผู้กระทำผิดที่อยู่ในต่างประเทศ แล้วเข้ามาใช้ช่องว่างทางทะเบียนทำการทุจริตทางทะเบียน เพื่อที่จะมาใช้พื้นที่ประเทศไทยในการอาศัย โดยชุดปฏิบัติการสืบสวนต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน DOPA N.I.C.E. กรมการปกครอง ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันเปิดปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ” ปราบปรามอาชญากรข้ามชาติที่มาฟอกตัวทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรเลข 0) หรือการสวมคนไทย ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ตามหมายจับ จำนวน 4 คดี" ได้แก่
1. กรณี นายทราย โลน อาย หรือ นายหลวง ยี่หลง สัญชาติเมียนมา ในความผิดฐานกระทำเกี่ยวกับการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบ ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดโดยการรับรองอันเป็นเท็จ เพื่อให้คนต่างด้าวมีคุณสมบัติในการจัดทำประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนโดยไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านจริง และมีหนังสือเดินทาง (Passport) ของประเทศเมียนมา ซึ่งไม่ใช่บุคคลไร้รัฐ อันที่จะได้มีสิทธิ์ในการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน "นอกจากนี้ ได้ขยายผลรายการทะเบียนบ้านประเภท วัด พบบุคคลตามหมายจับได้เคยบวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดแห่งนี้ จากการตรวจคัดกรองและตรวจสอบเอกสารสถานะบุคคล ทำให้สามารถจับกุมภิกษุสามเณร จำนวน 13 ราย ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาเจ้าอาวาส 1 ราย ในฐานะเจ้าบ้านผู้รับย้ายเข้าให้ที่พักแก่คนต่างด้าวมิชอบด้วยกฎหมาย เอื้อให้ชาวต่างด้าวได้รับการออกบัตรประจำตัวประชาชนสัญชาติไทย" และได้ทำการเพิกถอนบัตรนายหลวง ยี่หลง แล้ว
2. กรณี นายลี ซีจุน หรือ นายจิน ไทยลื้อ สัญชาติจีน และ น.ส.เอ้ ซาน สัญชาติเมียนมา ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนทุจริตหรือหลอกลวง โดยนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม สนับสนุนเจ้าหน้าที่ปลอมบัตรประจำตัวประชาชน และสนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกรับประโยชน์โดยมิชอบ และยังพบว่า นายลี ซีจุน มีหมายจับแดง INTERPOL อีก 1 คดี กรณีฉ้อโกงประชาชนในประเทศจีน มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท และมีผู้เสียหายกว่า 3,000 คน โดยได้หลบหนีแล้วเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย แล้วทำการสวมบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือบัตรประจำตัวที่ออกให้กลุ่มบุคคลที่เป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม กลุ่มชาติพันธุ์ ชาวเขาชนเผ่าต่าง ๆ แต่พำนักอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 10 ปี จึงได้รับการผ่อนผันโดยใช้การรับรองจากผู้นำชุมชนเพื่อออกบัตร ซึ่งการได้มาของบัตรประจำตัวดังกล่าว และได้เพิกถอนบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนแล้ว
3. กรณี นายอี้หลง แซ่จาง จากกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานดอนเมือง ตรวจพบเด็กชายอายุ 12 ปี เตรียมเดินทางไปประเทศจีนพร้อม น.ส.จินกุ้ย หลี่ (มารดา) สัญชาติจีน และนายอี้หลง แซ่จาง แต่จากการตรวจสอบเอกสารไม่พบหนังสือยินยอมให้เดินทางไปต่างประเทศจากบิดาตามสูติบัตร เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจสอบความสัมพันธ์โดยใช้วิธีการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) ผลปรากฏว่า นายอี้หลง แซ่จาง และ น.ส.จินกุ้ย หลี่ ถูกระบุว่าเป็นบิดา มารดาของเด็ก อันมีเหตุอันควรสงสัยว่า เหตุใด นายอี้หลง แซ่จาง ไม่ใช่บุคคลเดียวกันกับรายการบิดาในสูติบัตร จึงตรวจสอบพบว่าเป็นการนำชายสัญชาติไทยคนอื่นมารับรองการแจ้งเกิดบุตรอันเป็นเท็จ และยังพบการร่ำรวยผิดปกติ โดยอ้างการขายวัตถุมงคลให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนมีเงินหมุนเวียน 500 ล้านบาท "จึงดำเนินคดี นายอี้หลง แซ่จาง ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ฐานเป็นคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ ทำ ใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้ตนเองมีชื่อในทะเบียนราษฎร์โดยมิชอบ ฐานยื่นคำขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงต่อเจ้าพนักงาน และดำเนินคดี น.ส.จินกุ้ย หลี่ และบิดา(ทิพย์) สัญชาติไทย ในความผิดฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ฐานร่วมกันยื่นคำขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย โดยแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร พร้อมระงับความเคลื่อนไหวทางทะเบียนและเร่งดำเนินการยกเลิก เพิกถอนรายการเป็นที่เรียบร้อย และได้ทำการเพิกถอนบัตรแล้ว
4. กรณี นายกัว อวี้ หรือ นายฐกร เซ่งกัวร์ ได้ทำบัตรประจำตัวประชาชนไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ณ สำนักทะเบียนอำเภอเวียงแก่น จ.เชียงราย โดยแจ้งว่า เป็นบุตรของบุคคลชนเผ่าลีซู และได้เปลี่ยนภูมิลำเนาและชื่อจาก นายเลาผิ่น แซ่จาง เป็นนายฐกร เซ่งกัวร์ ที่สำนักทะเบียนอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี และตรวจพบเป็นบุคคลตามหมายจับแดง INTERPOL ของประเทศจีนที่ต้องการตัวกลับไปดำเนินคดี ทั้งนี้ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ได้ตรวจสอบและดำเนินการยกเลิก เพิกถอน จำหน่ายรายการที่ทุจริตรายการเพิ่มชื่อและจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนของนายเลาฝิ่น แซ่จางเป็นที่เรียบร้อย และทางสำนักทะเบียนอำเภอลำลูกกา ได้เพิกถอนการย้ายที่อยู่และการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งล่าสุด และดำเนินคดีในความผิดฐานแจ้งความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร โดยขณะนี้นาย กัว อวี้ ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว หากกลับเข้ามาในประเทศจะต้องถูกดำเนินคดีโดยทันที สำหรับกรณีปลัดอำเภอ 1 ราย ซึ่งถูกดำเนินคดีอาญาจากกรณีดังกล่าว ในขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งให้ปลัดอำเภอรายดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อน รวมถึงกรณีลูกจ้างที่กระทำความผิดก็ให้ออกจากงานเช่นกัน


