วันที่ 8 ตุลาคม 2569 เวลา 13:32 น.
วันนี้ (8 ต.ค. 69) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนตามหลักเกณฑ์และนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1) เงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568
โดยในส่วนของจังหวัดเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ ส่วน กทม. เป็นอำนาจหน้าที่ของ กทม. และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประกอบด้วย ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ หลังละไม่เกิน 88,600 บาท ค่าเช่าที่พักอาศัยไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน สูงสุดไม่เกิน 2 เดือน ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ ครอบครัวละไม่เกิน 13,500 บาท ค่าช่วยเหลือกรณีได้รับบาดเจ็บสาหัสและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป จำนวน 5,000 บาท กรณีได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นพิการ จำนวน 16,600 บาท และค่าจัดการศพ รายละไม่เกิน 35,700 บาท หากผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้หาเลี้ยงครอบครัว จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 35,700 บาท
ประชาชนยื่นคำร้องได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร โดยขณะนี้จังหวัดต่าง ๆ ได้เริ่มทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือในส่วนที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
2) เงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี
ปัจจุบันมีพื้นที่ที่อยู่ในหลักเกณฑ์การได้รับความช่วยเหลือ รวม 66 จังหวัด โดยเป็นการช่วยเหลือในอัตรา 9,000 บาท และ 5,000 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด ได้แก่ กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมไม่เกิน 7 วันและมีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท กรณีน้ำท่วมที่อยู่อาศัยติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท และกรณีบ้านพักอาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท
สำหรับอาคารหรือตึกสูง แม้ตัวอาคารจะไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ได้รับผลกระทบจากน้ำที่ล้อมพื้นที่จนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ หากเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท
ปภ. ได้รับข้อมูลจากจังหวัดและดำเนินการตรวจสอบ ก่อนส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินเรียบร้อยแล้ว จำนวน 8,219 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ สระแก้ว ตาก จันทบุรี และแม่ฮ่องสอน คิดเป็นวงเงินรวม 68,003,000 บาท โดยธนาคารออมสินจะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัยภายในวันนี้
ประชาชนแจ้งความเสียหายหรือผลกระทบจากภัยพิบัติได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และการยื่นคำร้องด้วยตนเอง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร
สำหรับยอดการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ล่าสุด มีจำนวนทั้งสิ้น 1,422,167 ครัวเรือน โดยพื้นที่ที่มีจำนวนผู้ลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 582,855 ครัวเรือน จังหวัดสมุทรปราการ 205,152 ครัวเรือน จังหวัดปทุมธานี 177,655 ครัวเรือน จังหวัดฉะเชิงเทรา 58,052 ครัวเรือน และจังหวัดนนทบุรี 49,628 ครัวเรือน ตามลำดับ
3) โครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติภาครัฐให้แก่ประชาชน ซึ่งเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมการคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย ชีวิต และร่างกาย
ปัจจุบันมีการอนุมัติจ่ายสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มให้แก่ทายาทของผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว 1 ราย โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีของทายาทภายในวันนี้ เป็นเงินจำนวน 2 ล้านบาทตามหลักเกณฑ์ นับเป็นรายแรกที่ได้รับการจ่ายสินไหมทดแทน ขณะที่กรณีผู้เสียชีวิตอีก 1 รายในจังหวัดสิงห์บุรี อยู่ระหว่างบริษัทประกันภัยตรวจสอบเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การจ่ายสินไหมทดแทน
ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลและยืนยันผู้มีสิทธิ เพื่อให้สามารถส่งต่อข้อมูลเข้าสู่กระบวนการจ่ายเงินได้โดยเร็วที่สุด โดยรัฐบาลมุ่งให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ตรงตามหลักเกณฑ์ และสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
สำหรับผู้ประสบภัยที่อยู่ในกลุ่มการจ่ายเงินเยียวยาล็อตแรก ขอให้ตรวจสอบบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน เพื่อรอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งธนาคารออมสินจะดำเนินการโอนเข้าบัญชีภายในวันนี้

