หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2569

วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 05:39 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2569


>> นายกฯ “อนุทิน” สั่งเร่งช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จัดทีมเข้าถึงพื้นที่ตัดขาด ใช้ข้อมูลหนึ่งเดียว รับมือฝนระลอกใหม่

08.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือประชาชน 
นายกฯ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งการแจ้งเตือนล่วงหน้า การดูแลกลุ่มเปราะบาง การบริหารศูนย์พักพิง และการฟื้นฟูพื้นที่ที่สถานการณ์น้ำเริ่มลดลง รวมถึงเร่งจัดการขยะมูลฝอย น้ำเสีย และรักษาความสะอาดและสุขอนามัยในพื้นที่ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ นายกฯ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งประชาชนที่อาศัยติดอยู่กับแม่น้ำสายหลัก ให้ประชาชนได้รับรู้สถานการณ์ทันท่วงทีและเตรียมการในการป้องกันบรรเทาภัยพิบัติจากอุทกภัยนี้ เช่น การอพยพ การยกของขึ้นที่สูงและเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน ยานพาหนะไปในที่ปลอดภัยได้ทันเวลา ต้องมีข้อความแจ้งให้กับประชาชนทราบ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ในทางผ่านของแม่น้ำสายหลักในภาคกลาง ให้เตรียมความพร้อมในระดับสูงสุด และมอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอทุกคนอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลาและต้องมีความพร้อมการให้การช่วยเหลือแก่ประชาชน

นอกจากนี้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมไปถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ดูแลความเป็นอยู่และการดำรงชีพของประชาชนให้ครบถ้วนทุกมิติ รวมถึงการดูแลประชาชนที่จะต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย อีกทั้งพื้นที่ที่น้ำเริ่มลดแล้วให้เร่งสูบน้ำออกโดยเร็วที่สุด ประสานเตรียมเครื่องจักรและกำลังพลเข้าฟื้นฟูทำความสะอาดถนน บ้านเรือน และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทันทีเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด


>> 1 ต.ค. ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เริ่มคุ้มครองแล้ว “น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว” ครอบคลุม 30 ล้านหลังคาเรือน

09.14 น. นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน

โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมระดับครัวเรือน 30 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมทั้งในส่วนภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยเริ่มมีผลคุ้มครองกรณีสาธารณภัยแล้วตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันที่ 1 ต.ค. 69 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับสิทธิความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่า ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กรณีเกิดอุทกภัย ระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเกิดวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหม จะดำเนินการภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง โดยมีวงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน สำหรับความคุ้มครองต่อชีวิต กรณีมีการเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท

“สำหรับช่องทางการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของกรมธรรม์ทั้ง 2 ประเภท จะมีขั้นตอนการแจ้งเคลมสำหรับที่อยู่อาศัยโดยคุ้มครองเป็นหลังคาเรือนตามข้อมูลที่เชื่อมระบบกับกรมการปกครองและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เมื่อมีการประกาศภัย ผู้ประสบภัยหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย สามารถเตรียมข้อมูลเบื้องต้น ได้แก่ ภาพถ่ายความเสียหาย หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ และบัญชีพร้อมเพย์ เพื่อรับเงินชดเชย


>> ผบ.ตร. ร่วมงานสถาปนาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 99 ปี ประกาศรุกสกัดกั้นปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เดินหน้าทลายนอมินี

09.45 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่ง (ผบ.ตร) เป็นประธานพิธีวันสถาปนาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ครบรอบ 99 ปี โดยมี พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, อดีตผู้บังคับบัญชาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, หน่วยงานด้านการเข้าเมือง และข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมพิธี ณ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ทั้งนี้ ผบ.ตร. ขึ้นแท่นรับความเคารพ ตรวจแถวกองเกียรติยศ ก่อนเข้าสู่พิธีเจริญพระพุทธมนต์ นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ 10 รูป ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม และกรวดน้ำรับพร จากนั้นร่วมรับชมวีดิทัศน์ “99 ปี ตม.ไทย ใต้ร่มพระบารมี”

พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า งานตรวจคนเข้าเมือง เป็นกลไกหลักที่สำคัญด้านความมั่นคง การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ การลักลอบเข้าเมือง รวมถึงการให้บริการด้านการตรวจคนเข้าเมือง ในโอกาสครบรอบปีที่ 99 และก้าวสู่ปีที่ 100 เชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของ พล.ต.ท.นพศิลป์ฯ จะนำสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เดินหน้าในมิติของการป้องกันปราบปรามความมั่นคง ควบคู่กับการให้บริการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการสกัดกั้นสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเชิงรุก และทลายนอมินีต่างด้าวอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีในเฟส 1-7 ไปแล้ว และจะไม่หยุดเดินหน้าปราบปราม โดยจะเปิดปฏิบัติการทลายนิมินีเฟส 8 ในเร็ว ๆ นี้ ย้ำจุดยืนในการดำเนินการเด็ดขาดกับผู้กระทำความผิด เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศ จากกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์


>> รัฐบาลเกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม สั่งเพิ่มระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย-เตือนพื้นที่ลุ่มต่ำรับมือมวลน้ำ

10.00 น. นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC) ถึงสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยระบุว่า ช่วงวันที่ 1–3 ต.ค. 69 ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลง และวันที่ 6–7 ต.ค. 69 อาจมีฝนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดตาก พื้นที่ฝั่งตะวันตก และกรุงเทพฯ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนต่อไป สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำปิงลดลงแล้ว แต่ยังมีน้ำเหนือทยอยไหลลงมา จึงมีการปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาอย่างเป็นลำดับ เพิ่มจาก 2,200 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เป็น 2,300 ลูกบาศก์เมตร/วินาที โดยจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็น 2,500 ลบ.ม./วินาที

โดยเช้าวันนี้ นายกฯ ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้จัดลำดับความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนตามระดับความเดือดร้อน และจัดระบบการปฏิบัติงานให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เข้าถึงยาก พื้นที่น้ำท่วมสูง และพื้นที่ห่างไกล พร้อมบูรณาการข้อมูลและการสื่อสารระหว่างหน่วยงาน ให้จัดระบบสื่อสารกับประชาชนแบบ 1 พื้นที่ 1 ข้อมูล นอกจากนี้ ให้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ในช่วงวันที่ 4-5 ต.ค. 69 ใช้ข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณน้ำประกอบการแจ้งเตือนประชาชน และเผยแพร่การแจ้งเตือนผ่านทุกช่องทาง

นอกจากนี้ ยังสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ดูแลความเป็นอยู่และการดำรงชีพของประชาชนอย่างครบถ้วน พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้เกี่ยวข้องอยู่ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง สำหรับพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลงแล้ว ให้เร่งสูบน้ำออก และดำเนินการให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด


>> "ภัทรพงศ์" ลุยปทุมฯ-นนท์ มอบถุงยังชีพ-เช็กน้ำเจ้าพระยา สั่งคมนาคมสแตนด์บาย 24 ชม.

11.08 น. ​นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี หลังเสร็จสิ้นการประชุมสภาฯ เพื่อมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงชนบท ก่อนเดินทางต่อไปยังสะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ อำเภอเมืองนนทบุรี เพื่อตรวจวัดระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับวางแผนรับมือสถานการณ์น้ำล่วงหน้า

​จากการตรวจวัดพบว่าระดับน้ำเจ้าพระยายังอยู่ในเกณฑ์ปกติ อย่างไรก็ตาม รมช.คมนาคม ได้กำชับให้แขวงทางหลวงชนบทนนทบุรีจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ และเครื่องจักรให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน


>> คุณตา ขับรถอีวี พุ่งเข้าศาลเจ้าแม่กวนอิม เยาวราช ผู้บาดเจ็บ 3 ราย โดยคุณป้า 1 รายติดใต้รถ

12.49 น. เกิดเหตุระทึกกลางศาลเจ้าแม่กวนอิม มูลนิธิเทียนฟ้า ถนนเยาวราช เมื่อรถนั่งส่วนบุคคลอีวี สีเทา ทะเบียน กทม. ซึ่งมีชายไทย อายุ 78 ปี เป็นคนขับ พุ่งเข้าไปขณะประชาชนกำลังสักการะ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย หญิง 2 ชาย 1 ราย โดย 1รายที่เป็นหญิง อายุ 60 ปี ถูกชนจนติดอยู่ใต้กันชน เจ้าหน้าที่ต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างช่วยเหลือ ก่อนนำส่ง รพ.กลาง อาการสาหัส ส่วนอีก 2 รายบาดเจ็บเล็กน้อย

ด้าน ผกก.สน.พลับพลาไชย 2 ระบุ คนขับให้การว่าเกิดอาการสับสนมึนงงและวูบจากโรคประจำตัวเกี่ยวกับความดัน ก่อนเหยียบคันเร่งพุ่งชนคน ส่วนความเสียหายกระทบบริเวณฐานแท่นเจ้าแม่กวนอิม ไม่กระทบองค์เจ้าแม่กวนอิม ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนพิจารณาแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ


>> กรมชลฯ แจง ประตูระบายน้ำ “เขื่อนขุนด่านปราการชล” ยังใช้งานได้ปกติ

14.37 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กรมชลประทาน รายงาน จากกรณีสื่อออนไลน์เผยแพร่ภาพเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าประตูระบายน้ำปิดไม่ลงนั้น 
กรมชลประทานขอชี้แจงว่า ประตูระบายน้ำของเขื่อนขุนด่านปราการชลยังใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาขัดข้อง โดยก่อนหน้านี้มีปริมาณน้ำมาก จึงยกบานประตูเพื่อระบายน้ำออก และเมื่อระดับน้ำลดลงจนคงที่ ในช่วงเช้าวันที่ 30 ก.ย. 69 จึงปิดการระบายน้ำผ่าน Spillway และเปลี่ยนมาระบายน้ำผ่านโรงไฟฟ้าแทน

ล่าสุดปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 216 ล้าน ลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 96% ของความจุอ่าง จึงมีแผนเพิ่มการระบายน้ำผ่าน Spillway ในวันนี้ (1 ต.ค. 69) เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา โดยการยกบานประตูระบายน้ำสูงขึ้น 25 เซนติเมตร หรือประมาณ 70 ลบ.ม. ต่อวินาที หรือ 6 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำจากฝนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 4–6 ต.ค. 69 นี้

กรมชลประทานย้ำว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่ประตูเสียหรือปิดไม่ลง แต่เป็นการเปิด-ปิดบานประตูตามสถานการณ์น้ำ เพื่อบริหารจัดการน้ำและเตรียมรองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้น


>> "อนุทิน" ถอนสัญชาติไทย "เอรีล บลัสทีน" ปมฝ่าฝืนเงื่อนไข-ปกปิดข้อมูลถือครองหลายสัญชาติ

14.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในประกาศถอนสัญชาติไทย “นายเอรีล บลัสทีน” อดีตบุคคลสัญชาติอิสราเอล หลังปรากฏหลักฐานว่ายังคงใช้สัญชาติเดิมภายหลังได้รับสัญชาติไทย และมีการปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถืออีกสัญชาติหนึ่ง ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย

ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ถอนสัญชาติไทย ระบุว่า นายเอรีล บลัสทีน บุคคลสัญชาติไทย ซึ่งเดิมมีสัญชาติอิสราเอล ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 11 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 โดยมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 และจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562

อย่างไรก็ตาม ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 14 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่จัดทำบัตรประจำตัวประชาชน นายเอรีล บลัสทีน ยังคงใช้หนังสือเดินทางในฐานะบุคคลสัญชาติอิสราเอลเดินทางไปยังเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน และเดินทางกลับเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2562 โดยใช้หนังสือเดินทางอิสราเอล ซึ่งมีลักษณะเป็นการใช้สัญชาติเดิม อันขัดต่อเงื่อนไขในการแปลงสัญชาติเป็นไทย

นอกจากนี้ ปรากฏข้อมูลว่า นายเอรีล บลัสทีน ยังมีสัญชาติอุรุกวัยอีกหนึ่งสัญชาติ และเคยใช้สัญชาติดังกล่าวในการเดินทางไปต่างประเทศหลายครั้งก่อนยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย แต่ไม่ได้แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ได้แสดงเจตนารมณ์ในการขอสละสัญชาติอุรุกวัย

จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าว เข้าข่ายกรณีที่อาจถูกถอนสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 เนื่องจากปรากฏหลักฐานว่ายังคงใช้สัญชาติเดิม และมีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย โดยเฉพาะการปกปิดการมีสัญชาติอุรุกวัย ซึ่งหากปล่อยไว้เนิ่นช้าอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประชาชนและสาธารณรัฐ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ให้ถอนสัญชาติไทยของนายเอรีล บลัสทีน และประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน โดยประกาศ ณ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569


>> “สุริยะ” ลุยออเงิน เร่งสูบน้ำคาด 2 วันคลี่คลาย ขนถุงยังชีพ–อาหาร 2,100 ชุดช่วยชาวบ้าน

14.54 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ลงพื้นที่การเคหะชุมชนออเงิน เขตสายไหม ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและความเดือดร้อนประชาชน หลังระดับน้ำลดลงเกือบครึ่งจากวันก่อน พร้อมสั่งเร่งระบายน้ำ โดยกรมชลประทานนำเครื่องสูบน้ำ 3 เครื่องเข้าพื้นที่ คาดสามารถระบายน้ำท่วมขังได้ภายใน 2 วัน ย้ำรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ จะไม่ทอดทิ้งประชาชน ขณะที่ชุมชนมีห้องพักกว่า 5,000 ห้อง คาดมีประชาชนอาศัยกว่า 10,000 คน

กระทรวงเกษตรฯ ระดมถุงยังชีพ 2,100 ชุด พร้อมไข่ไก่ 1,000 ชุด ข้าวกล่อง 1,000 กล่อง และข้าวเหนียวหมู 1,000 ชุด รวมถึงอาหารสุนัข-แมว และสารบำบัดน้ำเสีย พด.6 อีก 2,000 ลิตร ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ด้าน “สุริยะ” ระบุ น้ำท่วมขังในพื้นที่เกิดจากน้ำฝน ไม่ใช่น้ำเหนือ พร้อมเร่งประสาน กทม.ระบายน้ำ ขณะที่โครงการระบายน้ำ “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” อยู่ระหว่างเตรียมรายละเอียด คาดพื้นที่พร้อมสามารถเริ่มก่อสร้างได้ช่วงกลางปี 2570 ภายใต้กรอบดำเนินโครงการ 8 ปี


>> หนุ่มสระแก้ว ขี่รถจักรยานยนต์ เสียหลักชนกับรถพ่วง เสียชีวิตกลางถนนสาย ทุ่งกลม - ตาลหมันจ.ชลบุรี

15.00 น. สภ.หนองปรือ ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถบรรทุกพ่วง และมีผู้เสียชีวิต บนถนนเส้นทางทุ่งกลม - ตาลหมัน ในพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ที่เกิดเหตุ เป็นช่วงทางโค้ง พบรถจักรยานยนต์ จีพีเอ็กซ์ สีดำ หมายเลขทะเบียน ชลบุรี ล้มคว่ำได้รับความเสียหาย ใกล้กันพบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 31 ปี ชาว จ.สระแก้ว นอนเสียชีวิตอยู่บนพื้นถนน สภาพกะโหลกศีรษะแตก ทั้งที่สวมหมวกกันน็อกนิรภัย เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ จึงนำผ้าขาวมาปิดคลุมร่าง และกั้นพื้นที่ไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้จุดเกิดเหตุ

ส่วนคู่กรณีเป็นรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ หมายเลขทะเบียน ระยอง จอดอยู่ในที่เกิดเหตุ บริเวณซุ้มล้อด้านหลังของลูกพ่วงมีร่องรอยการชนจนยุบได้รับความเสียหาย ส่วน คนขับรถ ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ทางเจ้าหน้าที่ สภ.หนองปรือ ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พร้อมบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน รวมถึงตรวจสอบภาพจากกล้องหน้ารถ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป ส่วนร่างผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ นำส่งไปเก็บรักษาที่โรงพยาบาลพัทยาปัทมาคุณ เพื่อรอญาติมาติดต่อรับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป


>> เพลิงไหม้ภายในคอนโด ซอยสาธุประดิษฐ์ 34 แยก 6 ประชาชนช่วยกันใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ

16.52 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ คอนโดมิเนียม ซอยสาธุประดิษฐ์ 34 แยก 6 ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นอาคาร 12 ชั้น ประกอบกิจการให้เช่าพักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้น 11 ภายในห้องพัก เพลิงลุกไหม้ชั้นวางของ พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 2 ตารางเมตร ประชาชนใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำการระบายควัน

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่ปลั๊กไฟต่อพ่วง ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยยานนาวา


>> เพลิงไหม้รถยนต์ ซอยนางลิ้นจี่ 7 พื้นที่เขตยานนาวา ห้องเครื่องเสียหาย

17.05 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ไม่มีเลขที่ ซอยนางลิ้นจี่ 7 ถนนนางลิ้นจี่ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ชนิดอเนกประสงค์ สีขาว หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร รถใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง เพลิงลุกไหม้เสียหายภายในห้องเครื่องยนต์ ประชาชนใช้ถังดับเพลิงทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำการระบายควันและความร้อน ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจรที่แบตเตอรี่ ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบสถานีดับเพลิงและกู้ภัยทุ่งมหาเมฆ


>> ดินสไลด์แนวก่อสร้าง ซอยปรีดีพนมยงค์ 14 ทับร่างคนงานชาย เสียชีวิตติดอยู่ใต้ดินลึก 3 เมตร

18.47 น. ศูนย์วิทยุพระราม 199 ได้รับแจ้งเหตุสะเทือนขวัญ ดินสไลด์พังทลายลงมาบริเวณสถานที่ก่อสร้าง ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 14 แยก 16 ถนนสุขุมวิท 71 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้มีคนงานชาย ถูกดินทรุดตัวลงมาทับร่างและติดค้างอยู่ใต้ชั้นดินที่มีความลึกประมาณ 3 เมตร

หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยพระโขนง พร้อมอาสาสมัครกู้ชีพ ได้นำกำลังและเครื่องมือค้นหาระดมเข้าพื้นที่ปฏิบัติการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

​อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นหลุมแคบและมีปริมาณดินถล่มลงมาทับซ้อน เจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีการขุดเปิดหน้าดินอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันการสไลด์ซ้ำ กระทั่งสามารถค้นหาและนำร่างผู้ประสบเหตุขึ้นมาจากใต้ดินได้สำเร็จ

แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ประสบเหตุเสียชีวิตแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการกั้นพื้นที่เพื่อประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุดินสไลด์ในครั้งนี้อย่างละเอียดต่อไป


>> คุณป้า ขับขี่รถจักรยานยนต์ชนกับรถกระบะ เสียชีวิตริมถนนเลียบคลอง 10 จ.ปทุมธานี

21.12 น. รับแจ้งจากมูลนิธิร่วมกตัญญู มีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับรถกระบะ และมีผู้เสียชีวิต ถนนเลียบคลอง 10 มุ่งหน้าถนนรังสิต - นครนายก ในพื้นที่ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า มีโอ สีขาว ป้ายทะเบียน สระบุรี ลักษณะชนกับรถกระบะ โตโยต้า สีขาว ป้ายทะเบียน นครนายก ใกล้กันพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย ตรวจสอบเอกสาร เป็นหญิงไทย อายุ 52 ปี ในส่วนของสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองเสือ 
 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม