วันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 21:01 น.
วันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 15.30 น. พ.ต.อ.ณัฏฐ์เดชา ฐานิสภัทราพงศ์ ผกก.สภ.ไทรน้อย พ.ต.ท.เรวัติ สุริยะ สว.สส.สภ.ไทรน้อย พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืขสวน สภ.ไทรน้อย ร่วมกันจับกุมตัว นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี อาชีพ เก็บของเก่าขาย และ น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี ภรรยา พร้อมของกลาง รถจักรยานยนต์ จับกุมตัวได้ที่ เพิ่งพักแห่งหนึ่ง ต.ขุนศรี อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี
สืบเนื่องจากวันที่ 15 กันยายน 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุลักทรัพย์ และเงินทำบุญกฐิน ภายในร้านขายอาหารแห่งหนึ่ง ต.ขุนศรี อ.ไทรน้อย จ.นทนทบุรี จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าผู้ต้องสงสัยว่าจะกระทำความผิด เป็นชายหญิงคู่นี้ ซึ่งพักอาศัยที่ เพิงพักไม่มีเลขที่ ต.ขุนศรี อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ ก่อนจะพบทั้ง 2 คนยืนอยู่หน้าบ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุม
ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพคนร้ายได้เมื่อเวลา 00.24 น. เดินมาบริเวณหน้าร้าน สวมเสืัอแขนยาว กางเกงขายาว สวมหมวกกันน็อกเต็มใบ จากนั้นปีนเข้าไปภายในร้านพยายามหาทางเข้าไปในห้องกระจก จากนั้นคนร้ายได้ปีนออกไปเดินอ้อมไปอีกทาง
กล้องวงจรปิดอีกมุมจับภาพคนร้ายได้เมื่อเวลา 00.24 น. สวมเสื้อแขนยาวสีดำ แถบที่แขนสีแดง สวมกางเกงขายาว สวมหมวกกันน็อกแบบเต็มใบ เดินเข้าไปภายในร้านเข้าไปลักทรัพย์
จากการสอบถาม นายเอ (นามสมมุติ) ผู้ต้องหา ให้การว่า ตนยอมรับว่าเข้าไปลักทรัพย์ที่ร้านนี้ 2 ครั้ง เป็นพุ่มผ้าป่า ครั้งแรกเข้าไปเอาเงิน 580 บาท เอาเงินไปเติมน้ำมัน ครั้งที่ 2 ได้ 100 กว่าบาท ไปกับแฟนสาว 2 คน ยอมรับว่าเสพยาเสพติด แต่ไม่ได่เสพมาหลายวันแล้ว และไม่เคยลักทรัพย์ที่อื่น ปัจจุบันมีอาชีพเก็บของเก่าขาย
ด้านเจ้าของร้านอาหารดังกล่าว กล่าวว่า วันที่เกิดเหตุคือตอนกลางคืน โดยตอนเช้าแม่ครัวโทมาถามว่าตนได้เก็บเงินไปหรืแเปล่า ซึ่งตนก็สงสัยจึงได้เปิดกล้องวงจรปิดดูจึงพบว่าคนร้ายเข้ามาลักเงินกฐินไป คนร้ายเข้ามา 2 ครั้ง วันแรกลักไป 800 กว่าบาท ครั้งที่ 2 ประมาณ 120 บาท พุ่มกฐินตนจะเก็บเข้าไปในร้านตอนกลางคืน แต่ประตูร้านปิดไม่สนิท คนร้ายขับรถจยย.มา 2 คน ตนอยากจะบอกว่าเงินที่คนร้ายลักไปเป็นเงินที่คนเขามาทำบุญ คนร้ายมีเจตนาไม่ดีอย่าทำเลยไปทำมาหากินดีกว่า
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการหลบหนี ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จากนั้นได้ควบคุม ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป