หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 17 กันยายน 2569

วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 05:29 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 17 กันยายน 2569


>> “ปู มัณฑนา” ควงทนายขึ้นศาล ขอเจรจา “หนุ่ม กรรชัย” ลดคดีหมิ่น 17 กรรม

10.36 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ “ปู มัณฑนา หิมะทองคำ” นักแสดง พร้อมทนายความ เดินทางมาศาลในฐานะจำเลย หลังถูก “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” พิธีกรและผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ฟ้องในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา 17 กรรม โดยวันนี้ศาลนัดสืบพยานโจทก์ ขณะที่นายศิวรักษ์ เลิศบารมีไพศาล ทนายความของปู เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาเพื่อขอเจรจาไกล่เกลี่ยกับหนุ่ม กรรชัย ยอมรับว่าที่ผ่านมา ปูมีพฤติกรรมที่ผิดจริง จึงต้องการพูดคุยเพื่อหาทางลดจำนวนคดีและไม่ให้กระทบกับบุคคลใด หากอีกฝ่ายไม่ให้อภัยก็พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด้านนายพรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ หรือ “ทนายตุ๋ย” ทนายความของหนุ่ม กรรชัย ระบุว่า หากจะมีการเจรจา ต้องให้หนุ่ม กรรชัยเป็นผู้ตัดสินใจ โดยเบื้องต้นต้องการให้ฝ่ายปูยื่นข้อเสนอก่อน พร้อมตั้งเงื่อนไขว่าหากจะเจรจา ฝ่ายปูต้องรับสารภาพและให้ทีมทนายชี้แจงต่อสาธารณชน ยืนยันว่าหนุ่ม กรรชัยไม่มีทางถอนฟ้อง เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเรียกค่าเสียหาย แต่ต้องการรักษาสิทธิและอิสรภาพของตัวเอง พร้อมระบุว่าหนุ่มมีข้อมูลและหลักฐานในคดีอย่างชัดเจน ขณะที่ตั้งข้อสังเกตว่าก่อนหน้านี้เหตุใดอีกฝ่ายจึงไม่เกรงกลัว แต่วันนี้กลับต้องการเจรจา


>> พบจุดน้ำมันรั่วใต้ทางยกระดับพระราม 3 เร่งตรวจสอบท่อใต้ดินอายุกว่า 30 ปี

10.42 น. เจ้าหน้าที่พบร่องรอยน้ำมันซึมจากชั้นดินบริเวณจุดสำรวจใต้ตอม่อทางยกระดับพระราม 3 ก่อนขุดตรวจสอบพบความผิดปกติบริเวณท่อส่งน้ำมันใต้ดิน โดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการ รมว.พลังงาน ลงพื้นที่ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นพบปลอกหุ้มท่อบริเวณรอยต่อมีลักษณะบวม คาดว่าน้ำมันอาจรั่วจากระบบท่อใต้ดิน แต่ยังต้องให้ช่างเทคนิคตรวจสอบเพื่อยืนยันจุดรั่วและหาสาเหตุที่แน่ชัด

สำหรับท่อดังกล่าวมีอายุใช้งานกว่า 30 ปี เจ้าหน้าที่เตรียมตรวจสอบประวัติการซ่อมบำรุง รวมถึงพิจารณาปัจจัยจากแรงกดและแรงสั่นสะเทือนของทางยกระดับ หลังซ่อมแซมจุดรั่วแล้ว จะทำ Pigging Run Test ตรวจสอบท่อตลอดแนวระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร เพื่อค้นหาจุดเสี่ยงเพิ่มเติม พร้อมพิจารณาปรับปรุงระบบตรวจจับการรั่วไหลและแนวท่อในระยะยาว รวมถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม


>> บุกทลาย 2 โกดังเครื่องสำอางแบรนด์ไทยปลอม พื้นที่สมุทรปราการ ยึดของกลางกว่า 5 หมื่นชิ้น มูลค่ากว่า 6 ล้านบาท

11.05 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. ปฏิบัติการทลายแหล่งจัดเก็บและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง พื้นที่ จ.สมุทรปราการ ตรวจยึดของกลาง จำนวน 117 รายการ รวมกว่า 52,495 ชิ้น มูลค่ากว่า 6,000,000 บาท

สืบเนื่องจากกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนให้ตรวจสอบแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางปลอมแบรนด์ไทย และต่างประเทศ ที่จำหน่ายผ่านการแพลตฟอร์มออนไลน์ในราคาถูกผิดปกติ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการสืบสวนพบว่า มีโกดังในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ถูกใช้เป็นสถานที่จัดเก็บและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางปลอมผ่านช่องทางออนไลน์ จนนำมาสู่การตรวจค้นทั้งสิ้น 2 จุด ดังนี้

1. โกดังแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เข้าตรวจค้น พบ นายธอ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี เป็นผู้นำตรวจค้น ตรวจยึดของกลาง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง จำนวน 92 รายการ รวมกว่า 11,511 ชิ้น มูลค่าความเสียหายประมาณ 2,000,000 บาท 2. โกดังแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ เข้าตรวจค้นสถานที่ดังกล่าว พบ น.ส.จอ (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี เป็นผู้นำตรวจค้น ตรวจยึดของกลาง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง จำนวน 25 รายการ รวมกว่า 40,984 ชิ้น มูลค่าความเสียหายประมาณ 4,000,000 บาท รวมตรวจค้น 2 จุด ตรวจยึดของกลาง จำนวน 117 รายการ จำนวน 52,495 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 6,000,000 บาท

โดยผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ตรวจยึดในครั้ง พบยี่ห้อของไทยซึ่งเป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไป จากการสืบสวนขยายผล พบว่าโกดังทั้ง 2 แห่ง มีแผนประทุษกรรมเดียวกัน โดยมีการนำสินค้าดังกล่าวเข้ามาจากต่างประเทศ จากนั้นนำมาจัดเก็บในโกดังดังกล่าวโดยจะมีการย้ายสถานที่ในการจัดเก็บ และเปลี่ยนชื่อสถานที่ในการจัดส่งไปเรื่อยๆ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นจะส่งรายการคำสั่งซื้อให้ผู้ดูแลโกดังสินค้าในประเทศไทย เป็นผู้แพ็ค และจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าตามคำสั่งซื้อ

เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ฐาน “ขายเครื่องสำอางปลอม” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน และปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


>> แผ่นดินไหว ในพื้นที่ประเทศเวียดนาม

11.23 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 4.1 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเวียดนาม ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ อ. โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ประมาณ 260 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย


>> เปิดปฏิบัติการ ”ปิดฉากแรงเงา 2” ทลายขบวนการฟอกแรงงานต่างด้าว สวมทะเบียน 0 รวบ 26 ราย เอี่ยวเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย

11.53 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร นำกำลังตำรวจบูรณาการกรมการปกครอง DOPA N.I.C.E. กรมสอบสวนคดีพิเศษ ปปง. ป.ป.ท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา 2” ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี กวาดล้างขบวนการนำแรงงานต่างด้าวสวมสิทธิทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือ “ทะเบียน 0” โดยมิชอบ 
พล.ต.อ.สำราญ เปิกเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการขยายผลจาก “ปิดฉากแรงเงา” เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ในพื้นที่ อ.ดอนสัก หลังเจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสเพิ่มเติมและตรวจสอบสำนักทะเบียน อ.กาญจนดิษฐ์ และ อ.เกาะสมุย พบความผิดปกติเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย

จากการตรวจสอบพบว่าบุคคลต่างด้าวหลายรายมีหนังสือเดินทางเมียนมา เอกสารแสดงตัวตน หรือมีประวัติขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าวอยู่แล้ว แต่กลับได้รับการจัดทำ “ทะเบียน 0” ซึ่งโดยหลักใช้สำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนและไม่เคยมีประวัติในทะเบียนราษฎรมาก่อน

เจ้าหน้าที่ยังพบพฤติการณ์เชื่อมโยงนายหน้า เจ้าบ้าน พยานรับรอง และเจ้าหน้าที่ทะเบียน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนช่วยให้แรงงานเมียนมาได้รับสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบ ลักษณะเข้าข่าย “ขบวนการฟอกแรงงาน” เปลี่ยนสถานะจากแรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบทะเบียนราษฎร ซึ่งอาจนำไปสู่การได้รับสิทธิด้านต่าง ๆ และการเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติในอนาคต

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวต่อว่า ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ศาลอนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 33 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 4 คน เจ้าบ้านและพยานรับรอง 10 คน และแรงงานต่างด้าวที่ถูกกล่าวหาว่าสวมสิทธิทะเบียน 0 อีก 19 คน สามารถจับกุมได้แล้ว 26 คน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ 2 คน เจ้าบ้านและพยานรับรอง 9 คน และแรงงานต่างด้าว 15 คน ส่วนผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี

ทั้งนี้ความผิดปกติที่พบในสำนักทะเบียน อ.กาญจนดิษฐ์ และ อ.เกาะสมุย มีลักษณะเชื่อมโยงกันและอาจมีการนำแรงงานต่างด้าวทั้งในสุราษฎร์ธานีและจังหวัดอื่นเข้าสู่กระบวนการทำทะเบียน 0 โดยมิชอบ จึงเตรียมขยายผลถึงนายหน้า เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด


>> รถสิบลัอบรรทุกปูน ถอยทับร่างหนุ่มช่างสำรวจถนน เสียชีวิต จ.ขอนแก่น

14.15 น. รับแจ้งจาก กู้ภัยมัญจาคีรี มีอุบัติเหตุรถบรรทุก 10 ล้อ ชนคนเดินเท้า บริเวณ ริมเส้นทางเส้นทาง มัญจาคีรี - พระยืน ใกล้เคียง ทางเข้าบ้านขามป้อม ต.โพนเพ็ก อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น

ที่เกิดเหตุ ลักษณะเป็นถนนที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นผิวจราจร โดยพบรถ 10 ล้อ สีขาว ป้ายทะเบียน จอดอยู่บนถนน และที่ใต้ท้องรถ พบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นช่างสำรวจถนน

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มัญจาคีรี สอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ช่วงเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิต อยู่ในระหว่างการทำงาน เนื่องจากถนนสายดังกล่าว มีการขยายช่องทางจราจรจาก 2 ช่องทางจราจรเป็น 4 ช่องจราจร โดยระหว่างนั้น เสียชีวิต กำลังเดินดูแนวการขยายถนน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่มีการปรับพื้นผิวจราจร

โดยรถบรรทุกปูนได้ขับถอยหลัง แต่ไม่ทันสังเกตเห็น ผู้เสียชีวิต กำลังทำงานอยู่ด้านหลังรถบรรทุก จนถูกรถบรรทุกปูนถอยเหยียบร่างกายจนเสียชีวิต แม้ว่าจะมีเพื่อนร่วมงานตะโกนบอก แต่สุดท้ายไม่สามารถหยุดเหตุการณ์ได้ทัน ส่งผลให้รถได้ทับร่างเสียชีวิตแล้ว


>> พบโครงกระดูกมนุษย์ริมคลองวิสัย จ.ชุมพร ลูกสาว รุดตรวจสอบ เผยติดต่อพ่อไม่ได้มาร่วมเดือน

15.09 น. รับแจ้งจาก กู้ชีพ-กู้ภัย สายชลสวี ตรวจสอบเหตุมีบุคคลพบร่างผู้เสียชีวิต พื้นที่ริมคลองวิสัย ห่างจากสะพานวิสัยไปทางทิศตะวันตกประมาณ 100 เมตร ในพื้นที่ ม.2 ต.วิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร

ที่เกิดเหตุ พบเป็นโครงกระดูก ไม่ทราบเพศ กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ริมคลองทั้งหมด 5 จุด ในรัศมีประมาณ 20 เมตร ในจุดเกิดเหตุยังพบรถจักรยานยนต์จอดอยู่ไกล้โรงเครื่องสูบน้ำ มีกระเป๋าแขวนอยู่หน้ารถ พร้อมอุปกรณ์หาปลา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หม้อข้าว วางอยู่ข้างรถมอเตอร์ไซค์

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบในกระเป๋าพบบัตรประชาชน บัตรATM สมุดธนาคาร และเอกสารบางส่วน เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจสอบข้อมูลไปยังที่อยู่ตามบัตรประชาชน

ซึ่งในขณะเดียวกัน ได้มีหญิงสาว ประสานผ่านเจ้าหน้าที่กู้ภัยมายังร้อยเวร สภ.สวี ว่าตนเป็นลูกสาวของผู้ที่มีรายชื่อในบัตรประชาชน ซึ่งสูญหายและติดต่อไม่ได้มาร่วมเดือน โดยได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มีรายชื่อตามบัตรดังกล่าวมีโรคประจำตัว ที่อาจทำให้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สวี ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และแพทย์โรงพยาบาลสวี ร่วมชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ และมีคำสั่งให้นำร่างไปเก็บรักษาที่โรงพยาบาลสวี ก่อนนำส่งสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อตรวจอัตลักษณ์บุคคลเปรียบเทียบ DNA เพื่อยืนยันบุคคลตามขั้นตอน ก่อนส่งมอบให้ญาติดำเนินการต่อไป


>> รวบ “นายก อบต.หนองหมี” เรียกรับเงินลูกจ้างรายละ 1-3 หมื่น แลกต่อสัญญา

15.24 น. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนา ผูับัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผูับัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการ ปปป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สำนักงาน ป.ป.ช. จับกุมนายยอ อายุ 65 ปี นายกองค์การบริหารตำบลหนองหมี อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 ที่ จ68/2569 ลงวันที่ 16 ก.ย. 2569

ในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ เพื่อข่มขืนใจ หรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือมาให้ ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด แก่ตนเองหรือผู้อื่น, เป็นเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการ อย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่” โดยจับกุมได้ที่องค์การบริหารตำบลหนองหมี อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพนักงานจ้างตามภารกิจและพนักงานจ้างทั่วไปขององค์การบริหารตำบลหนองหมี ว่า นายยอ นายกองค์การบริหารตำบลหนองหมี มีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากพนักงานจ้างฯ เพื่อแลกกับการต่อสัญญาการจ้างงาน เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2569 นายยอ ได้เรียกประชุมลูกจ้าง ประมาณ 25 คน และได้แจ้งผู้เข้าร่วมประชุมว่าสัญญาจ้างของพนักงานจ้างกำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2569 และสอบถามผู้เข้าร่วมประชุมว่าผู้ใด ประสงค์จะต่อสัญญาจ้างจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการต่อสัญญาจ้างให้เข้าไปพบที่ห้องทำงานเป็นรายส่วนตัว เพื่อพูดคุยรายละเอียด ต่อมา นายยศพนธ์ ได้แจ้งว่า ลูกจ้างที่มีอายุงานไม่เกิน 3 ปี จะต้องจ่ายเงินค่าต่อสัญญาคนละ 10,000 บาท ส่วนคนที่อายุงานเกิน 3 ปี จะต้องจ่ายเงินค่าต่อสัญญาคนละ 30,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมหลักฐานก่อนขอศาลอนุมัติหมายจับไว้ กระทั่งวางแผนเข้าจับกุมได้ดังกล่าว

เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก. 3 บก.ปปป. ดำเนินคดีต่อไป


>> รถโม่ปูน เสียหลักพุ่งชนอัดติดเข้ากับกำแพงบ้านเรือนประชาชนริมถนน ใกล้แยกลือชัย คนขับเสียชีวิตร่างติดค้างในซากรถ จ.อำนาจเจริญ

19.10 น. มูลนิธิเพชรเกษมอำนาจเจริญ ได้รับแจ้ง ว่าเกิดอุบัติเหตุ รถโม่ปูนเสียหลักชนกำแพงบ้านเรือนประชาชน ส่งผลให้มีผู้ติดอยู่ภายในยานพาหนะ ริมถนนใกล้แยกลือชัย ต.อำนาจ อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ

ที่เกิดเหตุ พบรถ 10 ล้อโม่ปูน สีขาว ลักษณะหน้ารถชนอัดติดอยู่กับกำแพงบ้านเรือน จากการตรวจสอบ พบว่าผู้ขับขี่เสียชีวิตในจุดเกิดเหตุ สภาพร่างติดค้างอยู่ภายในยานพาหนะ ทางอาสาสมัครดำเนินการเคลื่อนรถและใช้เครื่องมืองัดรถเพื่อนำร่างออก จากการตรวจสอบเอกสาร คนขับ เป็นชายไทย อายุ 40 ปี ชาว อ.เมืองอำนาจเจริญ

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลืออำนาจ พร้อมแพทย์เวรร่วมตรวจสอบ ก่อนมอบร่างผู้เสียชีวิตให้อาสาสมัคร นำส่งโรงพยาบาลลืออำนาจ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป


>> นายกฯ ร่วมงาน 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน สานต่อมิตรภาพ “50 ปีทองไทย–จีน” เดินหน้า 3 แนวทางความร่วมมือ

18.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสครบรอบ 77 ปี วันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยได้รับการต้อนรับจากนายอู๋ จื้ออู่ (Mr. Wu Zhiwu) อุปทูตรักษาราชการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

นายกฯ แสดงความยินดีในนามรัฐบาลไทย พร้อมกล่าวถึงการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีนเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นับเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–จีน และในปีนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “50 ปีทอง” ของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

สำหรับการเดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือไทย–จีนใน 3 ประการสำคัญ คือ ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค, ผลักดันความร่วมมือ ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและรองรับการเติบโตในระยะต่อไป และ ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและการลงทุนคุณภาพสูง ควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรี อวยพรให้มิตรภาพระหว่างประชาชนไทยและจีนยั่งยืน มั่นคง และงอกงามยิ่งขึ้น ย้ำว่า ไทยและจีนจะร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ ๆ และก้าวไปสู่อนาคตที่รุ่งเรืองร่วมกัน


>> CIB จับมือเกาหลีใต้ ยกระดับความร่วมมือปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ข้ามชาติ

19.54 น. ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ในนามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

โดยมี พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. เป็นผู้แทนในการลงนาม ภายในงาน International Copyright Protection Forum (ICPF 2026) เพื่อเสริมความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย การแลกเปลี่ยนข้อมูลการสืบสวน และการรับมือการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ข้ามชาติ

ที่ผ่านมา ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากหลายประเทศ ทลายเครือข่าย IPTV ผิดกฎหมายที่มีฐานในประเทศไทยและมาเลเซีย ลักลอบเผยแพร่ช่องโทรทัศน์สดกว่า 426 ช่อง และ VOD กว่า 8,000 เรื่อง รวมความเสียหายกว่า 3.5 หมื่นล้านวอน หรือ ประมาณ 900 ล้านบาท

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จะเดินหน้ายกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมืออาชญากรรมละเมิดลิขสิทธิ์ที่ไร้พรมแดน รักษาสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่สุจริตต่อไป


>> ปภ.ส่ง CBS แจ้งเตือนระดับน้ำในคลองชมพู ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก

22.45 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้ง “ระดับน้ำในคลองชมพู ต.ชมพู อ.เนินมะปราง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และอาจล้นตลิ่ง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนริมคลอง และที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะบริเวณ ม. 3 บ้านชมพู ม.5 บ้านปลวกง่าม ต.ชมพู อ.เนินมะปราง และพื้นที่ข้างเคียง ขอให้ประชาชนติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด ยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถ เก็บทรัพย์สินมีค่าและเอกสารสำคัญ ระวังไฟฟ้าดูด ดูแลกลุ่มเปราะบาง"

ปภ. จึงได้ร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ AIS True และ NT ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast แจ้งเตือนระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก


>> ผู้เสียชีวิตด้วยอาวุธปืน ภายในร้านร้านอะไหล่มอเตอร์ไซค์

00.45 น. รับแจ้งจากมูลนิธิร่วมกตัญญู เกิดเหตุยิงกันและมีผู้เสียชีวิต บริเวณถนนเลียบวารี บริเวณฝั่งตรงข้ามเลียบวารี 25 ในพื้นที่ เขตหนองจอก กทม.

โดยที่เกิดเหตุ ลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์ ประกอบกิจการเป็นร้านอะไหล่มอเตอร์ไซค์ น้ำดื่ม ที่บริเวณด้านล่าง พบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ชาย ลักษณะถูกยิงด้วยอาวุธปืนยังไม่ทราบชนิด มีบาดแผลตามร่างกาย รายละเอียดอยู่ระหว่างการตรวจสอบ พื้นที่ สน.หนองจอก 

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม