วันที่ 16 กันยายน 2569 เวลา 13:07 น.
ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) แถลงข่าวจับกุมลักลอบขนชาวจีน-ไต้หวัน ส่อเชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยในห้วง เดือน ก.พ.-ก.ย.69 ได้ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหา ทั้งหมด 26 ราย (สัญชาติไทย จำนวน 6 ราย, สัญชาติจีน จำนวน 19 ราย และ ไต้หวัน 1 ราย) พร้อมของกลางเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 6 คัน และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการฉ้อโกงออนไลน์กว่า 150 เครื่อง แจ้งข้อหาผู้ต้องหาชาวไทย จำนวน 6 ราย ข้อหา “ช่วยซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ แก่บุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อให้พ้นจากการจับกุม / นำพาหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย” /ส่วนผู้ต้องหาชาวจีน จำนวน 19 ราย และไต้หวัน จำนวน 1 ราย ข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต” โดยจับกุมได้ บนทางหลวงหมายเลข 4 และ หมายเลข 41 ขาล่องใต้ ในพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี
พฤติการณ์แห่งคดี เหตุการณ์ที่ 1 เมื่อวันที่ 7 ก.พ.69 ตำรวจทางหลวงชุมพรตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน ขับติดตามกันบนทางหลวงหมายเลข 41 พื้นที่ อ.เมืองชุมพร พบคนไทย 2 ราย และชาวจีนรวม 8 ราย โดยชาวจีนทั้งหมดไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้
จากการสอบสวนพบว่า คนไทยทั้ง 2 รายได้รับการว่าจ้างผ่านแอปฯ LINE ให้ไปรับชาวจีนจากย่านลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อนำส่ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้ค่าจ้างคันละ 15,000 บาท เจ้าหน้าที่ตรวจพบโทรศัพท์มือถือกว่า 150 เครื่อง อยู่ในความครอบครองของกลุ่มชาวจีน จึงตรวจสอบข้อมูลการติดต่อและขยายผลถึงนายหน้าผู้ว่าจ้าง จนนำไปสู่การจับกุม นายประ(นามสมมุติ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ประสานและว่าจ้างรถรับส่งชาวจีน
นอกจากนี้ จากการประสานข้อมูลกับสถานกงสุลจีน พบชาวจีน 1 ราย มีหมายจับทางการจีนในคดี ฉ้อโกงคอลเซนเตอร์ และอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เหตุการณ์ที่ 2 เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพร ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มชายชาวจีน จำนวน 4 ราย ที่มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ ได้โดยสารรถทัวร์ประจำทางมาจากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าลงใต้ จึงวางแผนสกัดตรวจบริเวณหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงท่าแซะ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ผลการตรวจสอบพบชาวจีนทั้ง 4 ราย ไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตให้เข้ามาและพำนักอยู่ในราชอาณาจักรได้จากการสอบถามเบื้องต้นให้การรับว่าเดินทางเข้าประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีเป้าหมายเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าแซะ พร้อมขยายผลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำพาและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง
เหตุการณ์ที่ 3 เมื่อวันที่ 29 ก.ค.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงสุราษฎร์ฯ ตรวจพบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ เมื่อเรียกตรวจสอบ พบชายชาวไต้หวัน 1 ราย นั่งโดยสารอยู่ภายในรถ และไม่มีเอกสารแสดงการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร จากการสืบสวนพบว่าได้ลักลอบเดินทางจากประเทศกัมพูชาเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ ก่อนว่าจ้างรถยนต์ให้ไปส่งที่ อ.หาดใหญ่ เพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่จึงจับกุมชาวไต้หวัน และผู้ขับขี่สัญชาติไทย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าฉาง ดำเนินคดีตามกฎหมาย และจากการประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวัน พบว่าชายชาวไต้หวันรายดังกล่าวเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของสำนักงานอัยการเขตซินจู๋ ในความผิดฐาน ฉ้อโกง และอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับ โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเพื่อส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ไต้หวันต่อไป
เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อวันที่ 20 ส.ค.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพรออกตรวจบนทางหลวงหมายเลข 41 ช่วง อ.สวี จ.ชุมพร พบรถยนต์ HYUNDAI H-1 สีน้ำตาล ขับแซงรถเจ้าหน้าที่ทางด้านขวา โดยมีการปิดม่านทึบมิดชิด จึงเรียกตรวจสอบภายในรถพบชายไทย 2 ราย และชาวจีน 5 ราย โดยชาวจีนทั้งหมดไม่สามารถแสดงเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับการเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรได้
จากการสอบถามผ่านล่าม ชาวจีนทั้ง 5 รายให้การว่าเดินทางจากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ ก่อนมีเป้าหมายเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย โดยมีคนไทยรับจ้างขับรถลำเลียงตามช่วงเส้นทาง ขณะที่ชายไทยทั้ง 2 รายให้การว่าได้รับการว่าจ้างให้รับชาวจีนจากพื้นที่ภาคกลางลงสู่ภาคใต้ เพื่อส่งต่อไปยังพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา โดยตกลงค่าจ้างรวม 20,000 บาท จากการประสานข้อมูลกับสถานกงสุลจีน พบว่าชาวจีน จำนวน 2 ราย เป็นผู้ต้องหาหมายจับของ มณฑลหูเป่ย์ เมืองอี๋เฉิง ในข้อหา ฉ้อโกงออนไลน์ และหมายจับมณฑลหูเป่ย์ เมืองหนานจาง ข้อหา ฉ้อโกงออนไลน์ และอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับ โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเพื่อส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ปจีนต่อไป
เหตุการณ์ที่ 5 เมื่อวันที่ 15 ก.ย.69 ตำรวจทางหลวงชุมพรสืบสวนพบความเคลื่อนไหวของเครือข่ายขนคนจีน โดยใช้รถยนต์ส่วนตัวรับคนจีนจากพื้นที่ลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าลงสู่ภาคใต้ จึงสกัดจับรถยนต์คันดังกล่าว พบผู้ขับขี่ชาวไทย 1 ราย คือ นายประสพโชคฯ ซึ่งเคยถูกจับกุมโดย กก.5 บก.ป. เมื่อห้วง ก.พ.69 และอยู่ระหว่างรอลงอาญา พร้อมชาวจีน 2 ราย จากการตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานในโทรศัพท์มือถือ พบภาพและคลิปวิดีโอที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการทำงานของเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงภาพการลงโทษบุคคลคล้ายชาวจีนที่ทำงานผิดพลาดด้วยการใช้ไม้เบสบอลตีและใช้กระบองช็อตไฟฟ้า โดยผู้ต้องหาชาวจีนให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าเคยทำงานให้เครือข่ายดังกล่าวในประเทศกัมพูชาและเมียนมา ก่อนลักลอบเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ และมุ่งหน้าลงใต้เพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่ทางหลวงจึงนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สลุย จ.ชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานตรวจสอบประวัติอาชญากรรมกับทางการจีน เพื่อขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป
จากการจับกุมทั้ง 5 เหตุการณ์ พบรูปแบบการเดินทางที่มีลักษณะสอดคล้องกัน คือ การลำเลียงบุคคลต่างด้าวจากพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ประเทศไทย ก่อนใช้เส้นทางสายหลักลงสู่ภาคใต้และมีเป้าหมายเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซียนอกจากนี้ยังพบการแบ่งกลุ่มบุคคลขึ้นรถหลายคัน การว่าจ้างคนไทยขับรถเป็นช่วงๆและการใช้ช่องทางออนไลน์ในการประสานงาน สะท้อนลักษณะการลำเลียงที่มีการจัดเตรียมและแบ่งหน้าที่กัน ข้อมูลจากการสอบสวนและขยายผลอยู่ระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งหลอกลวงทางออนไลน์ โดยพฤติการณ์ที่พบ อาจสะท้อนการปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือพื้นที่ปฏิบัติการของเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ จากฐานในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว โดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังพื้นที่ปลายทางแห่งใหม่คือประเทศมาเลเซีย
ทั้งนี้ประเด็นการย้ายฐานปฏิบัติการและความเชื่อมโยงของเครือข่ายยังอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล
จากการสอบถามคำให้การเบื้องต้น ผู้ต้องหาชาวไทย 6 ราย ให้การรับในทางเดียวกันว่าได้รับการว่าจ้างให้ขับรถรับบุคคลต่างด้าวจากพื้นที่ภาคกลางลงสู่ภาคใต้ โดยได้รับค่าตอบแทนตามที่ตกลงกัน ส่วนบุคคลต่างด้าวให้การว่าเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย


