24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 15 กันยายน 2569
>> พ่อขี่รถจักรยานยนต์ชนเสาป้ายจราจรเสียชีวิต ริมถนนบายพาสเมืองแพร่ อดีตภรรยาเผย ลูกชาย 4 ขวบรอเก้อ หลังนัดกันจะไปซื้อจักรยานของขวัญวันเกิด
06.50 น. สภ.เมืองแพร่ ได้รับแจ้งอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์พลิกคว่ำข้างทาง และมีผู้เสียชีวิต บนเส้นทางเลี่ยงเมืองเพร่ ถนนบายพาส 129 ฝั่งขาขึ้น หมู่ 5 ต.เหมืองหม้อ อ.เมืองแพร่ จ.แพร่
ในที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า ดรีม สีดำ ป้ายทะเบียน 820 แพร่ ล้มคว่ำสภาพพังยับเยินอยู่ริมทาง ใกล้กันพบ เสาป้ายสัญญาณจราจรถูกแรงกระแทกชนจนหลุดกระเด็นพังเสียหาย ห่างออกไปพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 29 ปี ชาวบ้าน ม.1 ต.ทุ่งโฮ้ง อ.เมือง จ.แพร่ ทางแพทย์เวรชันสูตรเบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่เกิน 9 ชั่วโมง
อดีตภรรยาผู้เสียชีวิต เล่าว่า วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบ 4 ขวบของลูกชาย เมื่อคืนที่ผ่านมา (14 ก.ย.) นายฐานันตร์ ได้แวะไปหาและนั่งเล่นกับลูกด้วยความคิดถึงที่บ้านกาศ อ.สูงเม่น จนกระทั่งเวลาประมาณ 3 ทุ่ม จึงขอตัวขี่รถ จยย. มุ่งหน้ากลับบ้านพักที่ทุ่งโฮ้ง โดยนัดแนะกับลูกชายไว้อย่างดิบดีว่า “วันนี้จะมารับ พาไปซื้อจักรยานคันใหม่ และไปกินข้าวฉลองวันเกิดด้วยกัน” แต่สุดท้ายคำสัญญานั้นกลับไปไม่ถึง ปล่อยให้ลูกน้อยต้องรอคอยคุณพ่อตลอดกาล
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองแพร่ อยู่ระหว่างตรวจจุดเกิดเหตุอย่างละเอียดเพื่อสรุปหาสาเหตุที่แท้จริง ก่อนให้กู้ภัยส่งมอบร่างให้ครอบครัวนำกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี
>> หนุ่มวัย 27 ขี่รถจักรยานยนต์ เฉี่ยวชนกับรถเก๋ง ก่อนเสียหลักเข้าแบริเออร์ เสียชีวิตใต้สะพานกลับรถ บ้านน้ำเมา จ.ชลบุรี
08.00 น. สภ.นาจอมเทียน ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส บริเวณจุดกลับรถใต้สะพาน บ้านน้ำเมา ถนนสุขุมวิท ขาเข้าพัทยา ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
ที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ชีพและกู้ภัยกำลังช่วยกันทำ CPR ผู้ได้รับบาดเจ็บ ทราบต่อมา คือ ชายไทย อายุ 27 ปี อยู่ในสภาพหมดสติและได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีเทา ทะเบียน กรุงเทพมหานคร สภาพพังเสียหายอย่างหนัก ส่วนรถคู่กรณีเป็นรถยนต์เก๋งนิสสัน สีขาว ทะเบียน กรุงเทพมหานคร พบมีร่องรอยเฉี่ยวชนบริเวณประตูฝั่งคนขับ และกระจกมองข้างหัก โดยมี หญิงไทย อายุ 52 ปี คนขับรถเก๋ง ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากการสอบถาม หญิงคนขับรถเก๋ง ให้การเบื้องต้นว่า ขณะกำลังขับรถเดินทางไปทำงาน และกำลังเลี้ยวรถบริเวณช่องกลับรถใต้สะพาน ได้มีรถจักรยานยนต์ขับมาด้วยความเร็วทางช่องทางขวา ก่อนเกิดการเฉี่ยวชนกัน ทำให้รถจักรยานยนต์เสียหลักพุ่งไปชนแท่นปูนแบริเออร์ จนคนขี่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมบันทึกภาพและเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน โดยจะเชิญคนขับรถเก๋งและพยานที่เห็นเหตุการณ์มาสอบสวนเพิ่มเติม รวมทั้งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง เพื่อหาสาเหตุและข้อเท็จจริงของอุบัติเหตุ ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
>> เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุ แล้วเกิดอาการวูบเสียหลักล้มลงและหมดสติ นำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
11.20 น. สภ.ภูกระดึง จ.เลย รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีเหตุชายเมาอาละวาดบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านนาโก หมู่ 6 ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย เจ้าหน้าที่สายตรวจจึงเดินทางเข้าระงับเหตุ
เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบผู้ก่อเหตุทราบชื่อภายหลังคือ นายสุนทร อายุ 24 ปี เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้นั่งลงเพื่อสงบสติอารมณ์และเตรียมตรวจค้นตัว แต่ผู้ก่อเหตุไม่ยินยอมและขัดขืนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่
ขณะเจ้าหน้าที่หลายรายพยายามเข้าควบคุมตัวและใส่กุญแจมือ นายสุนทรฯ ได้ต่อสู้ขัดขืนอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการกอดปล้ำกัน เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีรูปร่างสูงใหญ่และใช้กำลังต้านการควบคุมตัวอย่างมาก
ระหว่างนั้น ร.ต.ต.แสนชัย ยุลี รอง สว.(ป.) สภ.ภูกระดึง ซึ่งร่วมปฏิบัติหน้าที่ ได้เกิดอาการวูบ เสียหลักล้มและหมดสติ เจ้าหน้าที่พร้อมพลเมืองดีจึงรีบนำตัวส่ง รพ.สต.นาโก เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลภูกระดึง ต่อมา ร.ต.ต.แสนชัยฯ ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา
เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ และอยู่ระหว่างสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและรายงานความคืบหน้าต่อไป
>> อัปเดต น้ำมันรั่วพระราม 3 พบโพรงใต้ดินลึกกว่า 5 เมตร เร่งใช้กล้องส่องหาต้นตอ
11.34 น. กระทรวงพลังงาน รายงาน น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อปฏิรูปพลังงาน หรือ “ทีมสุดซอยพลังงาน” เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีน้ำมันรั่วบริเวณถนนพระราม 3 ว่า จากการลงพื้นที่สำรวจจุดเกิดเหตุในช่วงเย็นที่ผ่านมา เบื้องต้นยังไม่พบว่าน้ำมันรั่วไหลออกมาจากท่อขนส่งน้ำมันโดยตรง แต่พบโพรงใต้ดินที่มีน้ำมันซึมออกมาเป็นระยะ
สำหรับการดำเนินการในวันนี้ เจ้าหน้าที่ได้สูบน้ำปนน้ำมันออกจากพื้นที่ พร้อมนำกระสอบทรายเข้าไปบล็อกบริเวณโพรงใต้ดิน ส่งผลให้การปนเปื้อนของน้ำมันลดลง
อย่างไรก็ตาม ช่วงเย็น น.ส.ฐิติภัสร์ พร้อมด้วยรองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหน้างานร่วมกับเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครและทีมช่างของกลุ่มบริษัทบางจาก โดยได้ทดลองนำกระสอบทรายที่ใช้บล็อกโพรงออก ก่อนใช้ท่อขนาดประมาณ 2 เมตรทะลวงลงไปในบริเวณโพรงใต้ดินที่พบการซึมของน้ำมัน
โดยผลการตรวจสอบพบว่า โพรงใต้ดินมีความลึกลงไปมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ จนต้องนำไม้ไผ่มาต่อเพื่อใช้ตรวจสอบเพิ่มเติม และสามารถทะลวงลงไปได้ลึกกว่า 5 เมตร ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเร่งตรวจสอบโครงสร้างและเส้นทางของโพรงดังกล่าว เพื่อค้นหาต้นทางของน้ำมันที่ซึมออกมา
น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานได้ประสานขอความช่วยเหลือจากบริษัท ซัสเทนเอเบิล โซลูชั่น จำกัด เพื่อส่งผู้เชี่ยวชาญพร้อมเครื่องมือเข้ามาตรวจสอบ โดยในวันพรุ่งนี้จะนำอุปกรณ์ เช่น กล้องสำหรับส่องตรวจสอบภายในโพรง เข้าไปสำรวจโครงสร้างใต้ดิน เพื่อหาสาเหตุและต้นตอว่า น้ำมันที่รั่วซึมออกมานั้นมาจากแหล่งใด
“เราพยายามหาต้นตอและสาเหตุของน้ำมันรั่วให้ได้ เพราะหากทราบสาเหตุจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด และหากเจ้าหน้าที่พบต้นตอหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็พร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการสร้างความเดือดร้อนและความเสียหายให้แก่ประชาชนเป็นวงกว้าง”
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานยังคงเร่งตรวจสอบพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการปนเปื้อนและค้นหาต้นตอของน้ำมันรั่วโดยเร็วที่สุด โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เป็นอันดับแรก
>> ประธานสภาฯ ยันฝ้าโรงอาหารพังถล่ม เกิดจากหยดน้ำท่อแอร์ ไม่เกี่ยวอาคารหมดประกัน ขอให้เชื่อมั่นปลอดภัย 100%
12.14 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวหลังเดินตรวจกรณีฝ้าเพดานโรงอาหารชั้น B2 พังถล่มเสียหายเมื่อวานนี้ (14 ก.ย. 69) ว่า เจ้าหน้าที่กรมโยธาธิการและผังเมือง มาตรวจสอบพบว่าโครงสร้างแข็งแรง ส่วนที่เกิดเหตุเป็นร่องแอร์ ประกอบกับฝ้าใช้สมาร์ตบอร์ด สัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมต่อเนื่องและเปิดแอร์ไว้ เมื่อปิดแอร์ทำให้เกิดการควบแน่นของหยดน้ำจากท่อแอร์หยดลงมาตรงฝ้า ทำให้ฝ้าบวมตรงท่อแอร์
นอกจากนี้ หัวสกรูเล็กจึงมีโอกาสหลุด เจ้าหน้าที่กรมโยธาฯ จึงแนะนำให้ใช้หัวสกรูใหญ่แทน ดังนั้นในแนวที่เป็นท่อแอร์จะดูแลเพิ่มเติมตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ส่วนจุดอื่นที่ไม่ได้อยู่ในร่องของความชื้นก็ไม่มีปัญหา
ส่วนมาตรฐานความปลอดภัยของอาคาร ทุกอาคารเมื่อสร้างระยะหนึ่งแล้วจะต้องมีการปรับปรุง บ้านเราก็เหมือนกันต้องซ่อมแซมดูแลรักษาตามอายุการใช้งาน เราต้องทำให้ปลอดภัย ขอให้มั่นใจได้
ทั้งนี้ นายโสภณ ยังเรียกความเชื่อมั่นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และผู้ที่มาติดต่อที่สภาฯ ว่าขอให้เชื่อมั่น 100% ตนเองก็เชื่อมั่น 100% อย่ากังวลจนเกินเหตุ ประธานมีหน้าที่ดูแลสำนักงานและความปลอดภัยอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่กรมโยธาฯ ก็ระบุว่าทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐาน แต่ปัญหาเกิดจากการใช้งาน
>> “โควิด” อยู่ในช่วงขาขึ้น ติดเชื้อพุ่งสัปดาห์ละ 1.5 หมื่นราย เสียชีวิต 26 ราย
12.31 น. นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ และ พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ ร่วมแถลงข่าวรายงานสถานการณ์โรคโควิด 19 ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอย่างชัดเจนโดยมีรายงาน ผู้ป่วยพุ่งสัปดาห์ละ 1.5 หมื่นราย พบกลุ่มเด็กเล็กป่วยสูงสุด
พญ.จุไร เปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ 1 ม.ค. - 15 ก.ย. 2569 พบผู้ป่วยโควิด 19 สะสม 135,667 ราย อัตราป่วย 205.96% ต่อประชากรแสนคน มีผู้เสียชีวิต 26 ราย อัตราป่วยตายอยู่ที่ 0.02% โดยในช่วง 4 สัปดาห์ล่าสุด มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5 หมื่นรายต่อสัปดาห์ และมีผู้เสียชีวิต 2-4 รายต่อสัปดาห์ กระจายทั่วประเทศ โดยจังหวัดที่พบผู้ป่วยสูงสุด คือ ชลบุรี กรุงเทพฯ และภูเก็ต สำหรับกลุ่มที่พบอัตราป่วยสูงสุดคือ เด็กเล็กน้อยกว่า 1 ปี รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 1-4 ปี ส่วนผู้ใหญ่วัยทำงานอายุ 20-29 ปี และ 30-39 ปี ไล่มาตามลำดับ
ในจำนวนผู้เสียชีวิตสะสม 26 ราย พบว่า 21 ราย หรือ 80% เป็นกลุ่มเสี่ยง 608 (อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัว) โดยปกติผู้เสียชีวิตจะมีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป แต่ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบเด็กอายุ 9 เดือนเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งไม่มีโรคประจำตัว แต่มีประวัติเคยป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A จึงเน้นย้ำให้ปกป้องเด็กเล็กไม่ให้ติดเชื้อ เพราะอาจเสียชีวิตได้หากอาการรุนแรง
การระบาดเป็นกลุ่มก้อนมีรวมทั้งสิ้น 27 เหตุการณ์ พบมากที่สุดในเรือนจำ 11 เหตุการณ์ (ป่วยสะสม 1,046 ราย) รองลงมาคือ สถานศึกษา 8 เหตุการณ์ (ป่วย 602 ราย)
ด้าน นพ.วีรวัฒน์ เปิดเผยถึงสายพันธุ์ที่ระบาดว่า สายพันธุ์หลักในไทยยังคงเป็น NB1.8.1 รองลงมาคือ JN.1 ซึ่งอาการไม่รุนแรง
อย่างไรก็ตาม มีรายงานการพบ สายพันธุ์ PQ.16.1.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง (VUMs) โดยปัจจุบันในประเทศไทยพบผู้ป่วยแล้วจำนวน 6 ราย ตัวเลขเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่พบว่ามีความรุนแรงเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
>> เพลิงไหม้เพิงเก็บอุปกรณ์ก่อสร้าง ซอยนวมินทร์ 111
13.10 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยนวมินทร์ 111 แยก 15 ถนนนวมินทร์ แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นเพิงชั้นเดียว โครงสร้างเหล็ก หลังคากระเบื้อง ใช้เป็นที่เก็บอุปกรณ์ก่อสร้าง เพลิงลุกไหม้ภายในเพิงเก็บอุปกรณ์ พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 5 ตารางเมตร ประชาชนใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้น้ำทำการดับถ่านและระบายความร้อน
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่ปลั๊กไฟต่อพ่วง ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางชัน
>> ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เร่ง 2 คดีใหญ่ ตั้งทีมสอบถ่ายรูปเลือกตั้งคันนายาว - กองปราบลุยปมเอกสารลับฮั้ว สว.หลุด
13.30 น. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้า 2 คดีสำคัญ โดยกรณี กกต. แจ้งความเอาผิดบุคคล 6 ราย ฐานฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการถ่ายภาพในหน่วยเลือกตั้ง จากการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตคันนายาว กทม. ขณะนี้ บช.ก. ตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ โดยมี พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.ก. เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีโดยเร็ว
ส่วนกรณี DSI และ กกต. เข้าแจ้งความปมเอกสารสำนวนสอบสวนคดี “ฮั้วเลือก สว.” ซึ่งมีชั้นความลับหลุดออกไปเผยแพร่ภายนอกนั้น ผบช.ก. ระบุว่า อยู่ในความรับผิดชอบของกองบังคับการปราบปราม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด ขณะที่เอกสารดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่โดย iLaw รวมถึงกลุ่มนักการเมืองและพรรคการเมือง ทำให้หน่วยงานราชการผู้เสียหายกังวลว่าอาจกระทบต่อรูปคดีและกระบวนการยุติธรรม พร้อมเร่งตรวจสอบว่าเอกสารราชการชั้นความลับรั่วไหลออกไปถึงบุคคลภายนอกได้อย่างไร
>> แผ่นดินไหว ขนาด 3.9 บริเวณหมู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย
14.13 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 3.9 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ทาง ตอนเหนือของหมู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ศูนย์กลางอยู่ห่างออกไป ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.เมือง จ.สตูล ประมาณ 344 กม. ยังไมมีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย
>> ไฟไหม้บ้านที่ลำปาว เจ้าของเชื่อไฟฟ้าลัดวงจร หลังมีอาการไฟดับ–ไฟกระพริบตั้งแต่วันก่อน
15.00 น. สภ.ลำปาว จ.กาฬสินธุ์ รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านพักที่หมู่บ้านหนองสอ หมู่ 2 ต.ลำปาว อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ จึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยและดับเพลิงเทศบาลหนองสอเข้าตรวจสอบและระงับเหตุ เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต
จากการสอบถามผู้พักอาศัยทราบว่า ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2569 ภายในบ้านมีอาการไฟดับและกระแสไฟกระพริบผิดปกติ ขณะที่เพื่อนบ้านให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงดังคล้ายไฟฟ้าลัดวงจร
ผู้เสียหายไม่ติดใจสาเหตุเพลิงไหม้ และเชื่อว่าอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ส่วนมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างการประเมิน และเจ้าหน้าที่จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
>> รวบสาวแสบ หลอกเอารูปบัตรประชาชนคนอื่น ไปเปิดเพจหลอกขายน้ำหอม ผู้เสียหายเกือบร้อย
15.34 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม น.ส.ปอ (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี ฐาน “ปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม” โดยจับกุมได้บริเวณหน้าอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งใน ซ.สุขุมวิท 70/5 เขตบางนา กรุงเทพฯ
สืบเนื่องจากผู้เสียหายในพื้นที่ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ได้ประกาศขาย ปากกา Apple Pencil gen 1 ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวของตนเอง ต่อมา น.ส.ปอ ทักมาถามลักษณะต้องการซื้อ ปากกา Apple Pencil gen 1 และหลอกให้ผู้เสียหายถ่ายรูปปากกา Apple Pencil gen 1 คู่กับบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นเจ้าของสินค้า จริง ผู้เสียหายหลงเชื่อและต้องการที่จะขายของ จึงถ่ายรูปบัตรประชาชนพร้อมปากกาส่งไปให้ เมื่อได้รูปตามที่ต้องการ น.ส.ปอ ก็บล็อกการติดต่อผู้เสียหายทันที และไม่ได้มีการซื้อ ขายของดังกล่าว
ต่อมาผู้เสียหายได้รับหมายเรียกจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า มีคนไปแจ้งความดำเนินคดี เกี่ยวกับการหลอกขายสินค้า จึงทำให้ทราบว่า น.ส.ปอ ได้นำบัตรประชาชนของตน ไปแอบอ้างเปิดเพจสร้างความเชื่อถือและโกงเงินผู้อื่น โดยที่ผู้ต้องหาใช้วิธีการเปิดเพจขายน้ำหอมและสินค้าอื่นๆ เมื่อมีผู้สั่งซื้อและโอนเงินจำนวนหลายรายก็จะไม่ส่งสินค้าปิดเพจหนีไป และจะไปเปิดเพจใหม่หาลูกค้าใหม่และหลอกลักษณะนี้หลายๆ ครั้ง จนมีผู้เสียหายจำนวนมากเกือบร้อยราย มูลค่าความเสียหายหลักแสนบาท
เจ้าหน้าตำรวจที่ได้ทำการออกหมายจับผู้ต้องหาที่ได้กระทำความผิด ในข้อหา “ปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม”เพื่อติดตามตัวมาผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมาย กระทั่งจับกุม น.ส.ปอ ได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวส่ง สภ.หนองปลิง จ.นครสวรรค์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> เพลิงไหม้บ้านเรือน ภายในหมู่บ้านปัญญาอินทรา P5 อาสาสมัครใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
17.03 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน สถานที่เกิดเหตุ หมู่บ้านปัญญาอินทรา P5 ถนนปัญญาอินทรา แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็น บ้านเดี่ยวคอนกรีต 2 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นบน ภายในห้องนอน เพลิงลุกไหม้แบตเตอรี่สำรองลุกลามโต๊ะเครื่องแป้ง พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 2 ตารางเมตร อาสาสมัครใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำการระบายควันและความร้อน
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจรที่แบตเตอรี่สำรองโทรศัพท์มือถือ ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของ สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางชัน
>> รวบโจรบุกเดี่ยวจี้ทองย่านสามโคก กวาดทอง 52 บาท ตำรวจแกะรอยจากกล้องวงจรปิด ของกลางยังอยู่ครบ
20.44 น. จากกรณีคนร้ายควงปืนบุกเดี่ยวจี้ร้านทอง กวาด 52 บาท มูลค่ากว่า 3.5 ล้าน ในร้านบางกอกโกลด์ส ทองเยาวราช ถนนปทุมธานี-สามโคก ม.3 ต.สามโคก อ.สามโคก จ.ปทุมธานี หลบหนี เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมา
ล่าสุด พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พร้อมกำลังชุดสืบสวน ภ.จว.ปทุมธานี และชุดสืบสวนภาค 1 ได้ทำการจับกุม นายบอ (นามสมมุติ) อายุ 56 ปี ได้ที่บริเวณใกล้วัดเปรมประชากร จึงนำตัวไปค้นบ้านพบของกลาง สร้อยคอทองคำครบทั้งหมด น้ำหนักรวม 52 บาท ชุดที่สวมใส่วันก่อเหตุและอาวุธปืนปลอม รวมทั้งรถ จยย. ที่คนร้ายขับออกจากบ้านแล้วนำมาจอดทิ้งไว้ พร้อมได้นำตัวผู้ต้องหามาสอบสวนขยายผลที่ สภ.สามโคก ทันที
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมตรวจสอบทองรูปพรรณของกลางและเส้นทางการหลบหนี ก่อนนำตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
>> ปภ.ส่ง CBS แจ้งเตือนฝนตกหนัก จ.น่าน อ.ปัว อ.ท่าวังผา
เวลา 21.27 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้ง “มีฝนตกหนักในพื้นที่ อ.ปัว อ.ท่าวังผา และยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ระวังน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ริมคลอง/ลำน้ำ ที่ลุ่มต่ำและที่ลาดเชิงเขา ขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถ เก็บทรัพย์สินมีค่าและเอกสารสำคัญ ระวังไฟฟ้าดูด ดูแลกลุ่มเปราะบาง หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้อพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย ถ้าต้องการความช่วยเหลือให้แจ้ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชนในพื้นที่ "
ปภ. จึงได้ร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ AIS True และ NT ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast แจ้งเตือนฝนตกหนัก ในพื้นทีี่ อ.ปัว จ.น่าน และ อ.ท่าวังผา จ.น่าน (ต.ท่าวังผา ต.ริม ต.ผาตอ ต.แสนทอง ต.ผาทอง ต.ป่าคา)
>> ผู้ว่าฯ น่าน สั่งระดมกำลัง - อพยพพื้นที่เสี่ยงภัย ในพื้นที่อำเภอปัว หลังฝนหนักต่อเนื่อง ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นในช่วงดึก พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
22.30 น. เกิดสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา และพื้นที่ใกล้เคียง ส่งผลให้หลายจุดยังมีฝนตกสะสม และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีคำสั่งด่วนไปยังนายอำเภอปัว หลังได้รับรายงานว่า มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นในช่วงดึก
โดยสั่งการให้เร่งประเมินสถานการณ์ฝนและระดับน้ำ พร้อมทั้ง อพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงไปยังจุดปลอดภัยโดยทันที พื้นที่เฝ้าระวังและเสี่ยงน้ำท่วมสูง ขณะนี้มีการแจ้งเตือนภัยในพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ บ้านเฮี้ย ตำบลศิลาแลง, บ้านร้อง และ บ้านขอน ตำบลปัว อำเภอปัว
เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ทางจังหวัดได้ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนเข้าปฏิบัติการทันที แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทุกแห่งในพื้นที่เสี่ยงประกาศเสียงตามสายแจ้งเตือนภัยให้ชาวบ้านรับทราบ พร้อมประเมินสถานการณ์เพื่อเร่งอพยพกลุ่มเปราะบาง (ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วย) เป็นลำดับแรก
มอบหมายให้ เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 32 ลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่บ้านขอน สั่งการให้นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดตลอด 24 ชั่วโมง
จังหวัดน่าน ขอแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามสถานการณ์และประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนสามารถแจ้งผู้นำชุมชนหรือหน่วยงานในพื้นที่ได้ทันที
>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศเมียนมา
01.24 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 2.6 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางอยู่ห่างออกไป ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ประมาณ 251 กม. ยังไมมีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย