หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 1 กันยายน 2569

วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 05:32 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 1 กันยายน 2569


>> พบร่างชายวัย 41 ปี เสียชีวิตริมลำน้ำแม่สะงี ตรงข้ามโรงเรียนบ้านคาหาน

07.00 น. สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน ได้รับแจ้งว่า พบผู้เสียชีวิตเป็นชายบริเวณริมลำน้ำแม่สะงี ตรงข้ามโรงเรียนบ้านคาหาน ตำบลห้วยผา อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจร้อยเวร พร้อมด้วยแพทย์โรงพยาบาลศรีสังวาลย์ นายชาตรี คำจิ่งกำนันตำบลห้วยผา สารวัตรกำนัน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิบรรเทาสาธารณภัย เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ 
เบื้องต้นทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายมล อายุ 41 ปี เป็นลูกบ้านบ้านคาหาน ตำบลห้วยผา อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน โดยพบร่างอยู่บริเวณริมลำน้ำ ลำตัวช่วงบนพิงอยู่กับตลิ่งและส่วนหนึ่งอยู่ในน้ำ

บริเวณใกล้เคียงยังพบตาข่ายดักปลา และมีปลาจำนวน 1 ตัวอยู่บนบก เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลในที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป โดยขณะนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเสียชีวิตได้ ต้องรอผลการตรวจชันสูตรจากแพทย์และการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป


>> นายกฯ พร้อม ครม. ลงพื้นที่ “แก้มลิงคลองเรียน” ติดตามระบบป้องกันอุทกภัยหาดใหญ่

09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรี ลงพื้นที่บึงกักเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพแก้มลิงคลองเรียนและระบบป้องกันอุทกภัยเมืองหาดใหญ่ ก่อนเดินทางไปเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ประชาชนชาวหาดใหญ่มีความปลอดภัยจากปัญหาอุทกภัย โดยแก้มลิงคลองเรียนถือเป็นโครงสร้างสำคัญในการรองรับและชะลอน้ำ ลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ ทั้งนี้ รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างแก้มลิงเพิ่มเติมในพื้นที่เทศบาล เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับน้ำรวมเป็น 1 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปัจจุบันประมาณ 530,000 ลูกบาศก์เมตร

การปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียนเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยเทศบาลนครหาดใหญ่แบบบูรณาการ โดยดำเนินการควบคู่กับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองเตย ระยะที่ 1 และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำปลายคลองเตย เพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งการ “ชะลอน้ำ” และ “เร่งระบายน้ำ” มุ่งปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจและลดความเสี่ยงจากอุทกภัยให้แก่ประชาชนใน 103 ชุมชนของเขตเทศบาลนครหาดใหญ่


>> ตำรวจ สน.สุทธิสาร ใช้ปืนไฟฟ้ายิงสยบคลั่งหนุ่มจีน หลอนเสพยาไอซ์มีดจี้คอตัวเอง

11.11 น. พ.ต.อ.พรเทพ เฉลิมเกียรติ ผู้กำกับการ สน.สุทธิสาร พร้อม พ.ต.ท.พิษณุ เกิดทอง รองผู้กำกับฝ่ายปราบปราม สั่งการชุดจับกุม สน.สุทธิสาร เข้าระงับเหตุ และจับกุมนายหวัง สัญชาติจีน ที่มีอาการคลุ้มคลั่ง

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจ สน.สุทธิสาร ได้รับแจ้งเหตุว่ามีชายชาวต่างชาติคลุ้มคลั่ง ภายในอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ภายในซอยลาดพร้าว 48 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. จึงได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบ พบ น.ส.พอ (นามสมมุติ) ผู้แจ้ง และ นายหวัง (นามสมมุติ) ที่มีอาการคลุ้มคลั่ง ในมือถืออาวุธมีด ยาวประมาณ 10 นิ้ว แกว่งไปมา และข่มขู่เอามีดจี้คอทำร้ายตัวเอง

จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แจ้งเตือน ก่อนตัดสินใจใช้ปืนไฟฟ้า (Taser) ยิงใส่บริเวณชายโครงด้านขวาของผู้ต้องหา จำนวน 1 นัด เพื่อยับยั้งการคลุ้มคลั่งและลดการสูญเสีย ทำให้ผู้ต้องหาล้มลงกับพื้น เจ้าหน้าที่ชุดตำรวจสายตรวจจึงได้เข้าควบคุมตัว และปลดอาวุธมีดในมือผู้ต้องหาและเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างปลอดภัย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สน.สุทธิสาร จึงได้ทำการตรวจค้นห้องพัก พบยาไอซ์บรรจุอยุ่ในซองใส จำนวน 1 ถุง และอุปกรณ์การเสพยาไอซ์ สอบถาม น.ส.พอ (นามสมมุติ) ให้การว่า ยาและอุปกรณ์การเสพที่พบเป็นของ นายหวัง พอเสพแล้วจะมีอาการคลุ้มคลั่ง ก่อนหน้าก็เคยทำร้ายร่างกายทุบตีมาแล้วหลายครั้ง แต่วันนี้อาการหนักกว่าครั้งก่อนๆ รู้สึกไม่ปลอดภัย จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” ส่วน นายหวัง ถูกแจ้งข้อหาเพิ่มในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมแจ้งสิทธิตามกฎหมาย นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โดยในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวผู้ต้องหาไปห้องขัง นายหวัง ได้เกิดอาการคลุ้มคลั่งเอาหัวชนกับกรงห้องขังและโวยวายพูดจาไม่รู้เรื่อง เจ้าหน้าที้ตำรวจรีบเข้าไประงับเหตุช่วยกันล๊อคตัว นายหวัง ให้สงบสติอารมณ์ก่อนจะเกิดเหตุบานปลาย


>> รวบ 2 พี่น้องเอี่ยวเครือข่ายยาไอซ์ 2.4 ตัน ใช้เรือท่องเที่ยวลำเลียงลงใต้ เตรียมส่งออสเตรเลีย

11.25 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และตำรวจน้ำ ขยายผลคดีทลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ยึดไอซ์กว่า 2,399 กิโลกรัม หรือประมาณ 2.4 ตัน เมื่อเดือน มิ.ย. 2568 ล่าสุดจับกุม 2 พี่น้องชาว จ.ระยอง ตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันจำหน่ายและพยายามส่งยาไอซ์ออกนอกราชอาณาจักร โดย นายปอ อายุ 43 ปี ถูกจับริมถนนใน อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ขณะที่ นายตอ อายุ 46 ปี ถูกจับบนเรือประมง “ป.โชคจันทา 399” กลางทะเลอ่าวขนอม พร้อมโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง

จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายดังกล่าวใช้เรือท่องเที่ยวขนาด 90 ตันกรอสเป็นพาหนะตบตา ลำเลียงยาเสพติดจากปากน้ำประแส จ.ระยอง และพื้นที่ชลบุรี ลงสู่อ่าวไทย ก่อนส่งต่อบริเวณ อ.สิชล-ขนอม จ.นครศรีธรรมราช เพื่อถ่ายโอนให้เรือใหญ่ นำไปยังประเทศที่สาม โดยมีข้อมูลว่าปลายทางคือ ออสเตรเลีย ส่วนสองพี่น้องทำอาชีพประมงบังหน้า โดยนายปรีวัฒน์มีหน้าที่สั่งการและควบคุมลูกเรือ ขณะที่นายปิติประสานงาน บริหารเงิน และจัดหา Starlink ให้เรือในเครือข่าย ก่อนถูกเจ้าหน้าที่แกะรอยจับกุมได้ทั้งสองราย และนำตัวส่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีต่อไป


>> นายกฯ แถลงผลประชุม ครม.สัญจรสงขลา เคาะ Quick Win 4 ด้าน เร่งยกระดับ 5 จังหวัดภาคใต้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ–สังคม–ความมั่นคง–รับมือภัยพิบัติ

12.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงข่าวผลการประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ 5 จังหวัด (สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส ปัตตานี) โดย ครม.กำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win ครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที

ด้านเศรษฐกิจ : เร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกิจ (Soft Loan) และค่าธรรมเนียม บสย. รวมทั้งขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานีและร่องน้ำสงขลา เพื่อเพิ่มโอกาส สร้างรายได้ และสนับสนุนให้คนในพื้นที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของภูมิภาค

ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต เร่งแก้ปัญหาความยากจน ดูแลกลุ่มเปราะบาง เพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ โดยเดินหน้าก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 พร้อมหารือกับมาเลเซียให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม

ด้านความมั่นคง  เดินหน้าสร้างความมั่นคงควบคู่กับการทำงานร่วมกับประชาชน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน

ด้านการป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ  จัดสรรงบฯ เร่งด่วนกว่า 142 ล้านบาท เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ พร้อมเห็นชอบหลักการปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสู่ “ระบบประกันภัย” สำหรับครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินชดเชย “เร็วกว่าและมากกว่า” ระบบเดิม

นอกจากนี้ ครม.ได้อนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ในเส้นทางสายใต้ 3 ช่วง วงเงินลงทุนรวม 106,798.32 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าโครงการสำคัญอื่น ๆ อาทิ สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ซึ่งจะช่วยยกระดับการคมนาคม การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของพื้นที่

นายกฯ ย้ำว่า การมาประชุมครั้งนี้ “ไม่ได้มารับฟังแล้วจบ แต่ต้องรับฟังแล้วลงมือทำ” พร้อมเดินหน้าพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สร้างโอกาส สร้างความมั่นคง และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับพี่น้องประชาชน “รัฐบาลจะทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และให้ประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด”


>> กองทัพบก ยัน ข่าว "แม่ค้าชาวกัมพูชา ตั้งแผงจำหน่ายสินค้าในตลาดช่องจอม" ไม่เป็นความจริง

13.11 น. กองทัพบก ชี้แจงกรณีข่าว “แม่ค้ากัมพูชาตั้งแผงขายสินค้าในตลาดช่องจอม” ยืนยันตรวจสอบแล้วเป็นร้านของคนไทยในพื้นที่ตามที่สื่อสังคมออนไลน์ได้เผยแพร่ข้อมูลระบุว่า มีแม่ค้าชาวกัมพูชาเข้ามาตั้งแผงจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ตลาดช่องจอม นั้น

กองกำลังสุรนารี โดย หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ตลาดช่องจอม บ.ด่าน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ขอเรียนชี้แจงดังนี้

​ ผลการตรวจสอบแผงค้า แผงขายสินค้าทั้งหมดในบริเวณดังกล่าวเป็นของประชาชนคนไทยในพื้นที่ และไม่พบชาวกัมพูชาเข้ามาตั้งแผงจำหน่ายสินค้าตามที่ปรากฏเป็นข่าว ​ 
ข้อเท็จจริงของร้านที่ปรากฏในสื่อ ร้านค้าดังกล่าวเป็นของ นางตรีรัตน์ นาถี ราษฎรบ้านด่าน โดยเจ้าของร้านให้ข้อมูลว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 69 ทางร้านได้จัดโปรโมชันลดราคาสินค้าประจำวันหยุดและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ ทำให้มีประชาชนเข้ามาอุดหนุนเป็นจำนวนมาก ​

ที่มาของกระแสข่าว ในวันดังกล่าวมีอินฟลูเอนเซอร์จากนอกพื้นที่เข้ามาถ่ายทำและสัมภาษณ์ผู้มาจับจ่ายใช้สอย อาจมีการนำข้อมูลหรือภาพไปเผยแพร่ต่อจนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ​

กองทัพบกขอยืนยันว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่มีการลักลอบเปิดแผงค้าของชาวกัมพูชา และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ยังคงวางกำลังและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง


>> หน่วยเฉพาะกิจนาวิกฯ จันทบุรี สกัดจับรถต้องสงสัย ลักลอบขนบุหรี่ มูลค่าของกลาง กว่า 65 ล้านบาท

13.57 น. พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านแปลง ปฏิบัติการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจการลักลอบกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน

กระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยจำนวน 3 คันผ่านเข้ามาในพื้นที่ จึงเข้าตรวจสอบและตรวจค้น พบรถยนต์ 1 คันบรรทุกบุหรี่ต้องสงสัยผิดกฎหมายมาเต็มคันรถ มูลค่าของกลางประมาณ 65 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงควบคุมรถยนต์ทั้ง 3 คัน พร้อมบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 7 ราย นำไปตรวจสอบและสอบสวนเพิ่มเติม ณ ฐานปฏิบัติการคลองตาดำ ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบจำนวนและรายละเอียดของบุหรี่ที่ตรวจยึด ตลอดจนขยายผลถึงที่มา เส้นทางการลำเลียง และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันพื้นที่ชายแดนในความรับผิดชอบของกองทัพเรือจะดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” แต่การปิดด่านมิได้หมายความว่าความพยายามลักลอบข้ามแดนหรือขนส่งสิ่งผิดกฎหมายจะหมดไป เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังทั้งช่องทางธรรมชาติและเส้นทางที่อาจถูกใช้หลีกเลี่ยงจุดผ่านแดนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง กองทัพเรือจึงยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ทั้งการข่าว การลาดตระเวน การตั้งจุดสกัด และการซุ่มเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบและอาชญากรรมทุกรูปแบบ


>> เพลิงไหม้ภายในอาคาร ตรงข้ามวัดสร้อยทอง เสียหายทั้งหลัง มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย นำส่ง รพ.

14.03 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ถนนประชาราษฎร์สาย1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ประกอบกิจการจำหน่ายอุปกรณ์ฮาร์ดเเวร์และแก๊สหุงต้ม ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นลอยซึ่งเป็นส่วนต่อเติม เพลิงลุกไหม้ชั้นลอย ลุกลามชั้นที่ 2 ,ชั้นที่ 3 ,และชั้นที่ 4 เสียหายทั้งหมด พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 60 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้ ไม่สามารถตรวจสอบได้เนื่องจากเพลิงลุกไหม้ชั้นลอยเสียหายทั้งหมด ขณะที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย (รายที่ 1) เป็นเพศชาย อายุ 68 ปี มีอาการถูกไฟลวกตามร่างกาย อาสาสมัครนำส่งโรงพยาบาลวชิรพยาบาล (รายที่ 2) เป็นเพศชาย อายุ 40 ปี มีอาการถูกไฟลวกตามร่างกาย อาสาสมัครนำส่งโรงพยาบาลรามาธิบดี (รายที่ 3) เป็นเพศหญิง มีอาการสำลักควัน อาสาสมัครนำส่งโรงพยาบาลรามาธิบดี พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางโพ


>> "โฆษกรัฐบาล" เผย ครม.ไฟเขียวประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คุ้มครอง 3 ภัย 30 ล้านครัวเรือน

15.31 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ การจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และ ให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชนโดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

แนวทางดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ จากเดิมที่รอให้เกิดภัยพิบัติแล้วจึงดำเนินการเยียวยา มาเป็น “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า“ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันภัยสำหรับภัยสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และ แผ่นดินไหว ตั้งเป้าครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงเงินสินไหมทดแทนได้รวดเร็วและมีวงเงินช่วยเหลือมากกว่าระบบเยียวยาในรูปแบบเดิม ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถบริหารความเสี่ยงและวางแผนงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นกำหนดว่า กรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน, กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน และ กรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง กำหนดจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท


>> เรือนจำนางรอง ประกาศญาติงดเยี่ยม 1 เดือน หลังพบผู้ต้องขังติดโควิด

16.03 น. กรมราชทัณฑ์ ได้รับรายงานจากเรือนจำอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ว่าเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 พยาบาลเรือนจำได้ตรวจคัดกรองผู้ต้องขังเข้าใหม่ด้วยชุดตรวจ ATK (Antigen Test Kit) และพบผู้ต้องขังติดเชื้อ COVID-19 จำนวนหนึ่ง โดยผู้ป่วยทั้งหมดไม่มีอาการรุนแรง

ทั้งนี้ เรือนจำได้ประสานโรงพยาบาลแม่ข่ายเพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเคร่งครัด จึงได้ประกาศงดเยี่ยมญาติผู้ต้องขังแดนแรกรับและแดน 1 ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับผู้ต้องขังเข้าใหม่ เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ทั้งนี้ ญาติยังสามารถฝากเงินและซื้อของฝากให้ผู้ต้องขังได้ตามปกติ สำหรับแดนอื่นๆ ยังคงเปิดให้เข้าเยี่ยมได้ตามปกติ

กรมราชทัณฑ์จะติดตามสถานการณ์และกำกับดูแลการรักษาผู้ต้องขังอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และญาติผู้มาติดต่อ โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยตรงที่เพจเฟซบุ๊กเรือนจำอำเภอนางรอง หรือเพจประชาสัมพันธ์ กรมราชทัณฑ์เท่านั้น


>> รถกระบะตีคอก, รถกระบะรับส่งนักเรียน และรถจักรยานยนต์ชนกันกลางถนน มีผู้บาดเจ็บหลายหลาย อาสากู้ชีพ - กู้ภัยเร่งนำส่ง รพ.

16.10 น. สมาคมบ่อพลอยร่วมใจ ได้รับแจ้งจากศูนย์นเรนทร จ.กาญจนบุรี ว่ามีอุบัติเหตุ รถกระบะ 2 คันและรถจักรยานยนต์ ชนกัน และมีผู้บาดเจ็บหลายราย บนถนนสายบ่อพลอย - ห้วยกระเจา ช่วงบ้านเขาเขียว ในพื้นที่ ม.9 ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี

ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ สีขาว ป้ายทะเบียน ลพบุรี ลักษณะชนกับรถกระบะ รับส่งนักเรียน สีเทา หมายเลขทะเบียน นครปฐม และรถจักรยานยนต์ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กาญจนบุรี ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 19 ราย เป็นเพศชาย 10 รายและ เพศหญิง 9 ราย ทางอาสาสมัคร ร่วมดำเนินการช่วยเหลือและนำส่ง รพ.บ่อพลอย ทั้งหมด แยกเป็นสีแดง 1 ราย สีเหลือง 6 ราย และสีเขียวจำนวน 12 ราย ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ่อพลอย


>> สืบบางบัวทอง รวบสาวสองปีนรั้วบ้านแม่ค้า ก่อนลักทองคำเกือบ 15 บาท อ้างหาเงินใช้หนี้พนัน

16.30 น. ที่ สภ.บางบัวทอง พ.ต.อ.ธรรศกร ก้อนทอง ผกก.สภ.บางบัวทอง สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.บางบัวทอง ร่วมกันจับกุมตัว นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี จับกุมได้ในที่ทำงานของผู้ต้องหา ในพื้นที่ ต.ทวีวัฒนา อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ตรวจสอบภายในกระเป๋าถือและในกระเป๋าเป้ พบของกลางที่ขโมยมาเกือบครบ ยกเว้นสร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 2 บาท หายไป 1 เส้น โดยพบเงินสดจำนวน 8 หมื่นบาท

สอบสวนทราบว่า หลังก่อเหตุลักทรัพย์ที่บ้านหลังหนึ่ง ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พื้นที่ ต.บางคูรัด อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ผู้ต้องหาได้นำสร้อยคอดังกล่าวไปขาย ได้เงินมาจำนวน 132,000 บาท จึงได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน ที่ สภ.บางบัวทอง พร้อมหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิด

ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในหมู่บ้าน จับภาพคนร้ายได้เมื่อเวลา 09.18 น. เป็นชายผมยาว สวมชุดดำ ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาภายในซอย จากนั้นภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อนบ้านตรงข้ามได้บันทึกคนร้ายสวมชุดดำ สะพายกระเป๋าเป้ด้านหลังปีนรั้วออกมาจากบ้านเกิดเหตุ ต่อมาภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพได้เวลา 10.55 น. คนร้ายสวมชุดดำ สะพายเป้สีเทาด้านหลัง ขับรถจักรยานยนต์ออกจากซอยหลบหนีไป

จากนั้นภาพจากกล้องวงจรปิดที่บริเวณตลาดไทรน้อยจับภาพชายชุดดำ ได้เมื่อเวลา 11.04 น. สะพายกระเป๋าเป้ เดินเข้าไปในร้านทอง จากนั้นได้นำสร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 2 บาท ออกมาขาย หลังจากนับเงินได้เดินออกจากร้านไป

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้เข้าไปก่อเหตุขโมยทองคำจริง โดยเอาไปใช้หนี้จำนวนมากที่เกิดจากการเล่นการพนัน ซึ่งปัจจุบันนี้เลิกเล่นการพนันแล้ว 
เบื้องต้นหลังสอบปากคำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหาว่า ลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกในการหลบหนี จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีต่อไป


>> สปป.ลาว ส่งกลับคนไทย 92 คน ผ่านด่านเชียงของ พบ 15 คนมีหมายจับติดตัว

16.57 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 เชียงของ-ห้วยทราย เจ้าหน้าที่ ตม.เชียงแสน ร่วมกับ นรข.เชียงของ ตชด.32 และฝ่ายปกครอง รับตัวคนไทย 92 คน ที่ถูกส่งกลับจาก สปป.ลาว โดยกลุ่มคนไทยทั้งหมด เคยถูกดำเนินคดีในลาว คดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงทางโทรศัพท์ ทำงานและเข้าเมืองผิดกฎหมาย ก่อนถูกผลักดันกลับไทยเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง

เบื้องต้นยังไม่พบว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ส่วนใหญ่บอกว่าเห็นประกาศหางานในโซเชียล บอกได้เงินเดือน 18,000 - 25,000 บาท มีที่พักอาหารฟรี เลยตัดสินใจไป แต่หลายคนบอกว่ายังไม่ได้เริ่มทำงานก็ถูกจับก่อน จากการตรวจสอบประวัติ พบ 15 คน มีหมายจับติดตัว เป็นชาย 11 หญิง 4 คน เกี่ยวกับคดียาเสพติด ลักทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก บัญชีม้า และคดีข้ามชาติ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


>> ผู้ว่าฯ กาญจนบุรี ลงพื้นที่เยี่ยมเด็กประสบอุบัติเหตุในพื้นที่อำเภอบ่อพลอย พร้อมให้กำลังใจครอบครัว

18.30 น. นางวริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย นางพรรณวิภา ปิยัมปุตระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นางตรีทิพ วรรณเข็มทอง รักษาราชการหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาญจนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจเด็กและครอบครัว ที่ประสบอุบัติเหตุในพื้นที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรีพร้อมสอบถามอาการอย่างใกล้ชิด

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีได้แสดงความห่วงใยต่อเด็กและครอบครัว พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ติดตามและให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวผู้ประสบเหตุ

ทั้งนี้ จังหวัดกาญจนบุรีให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือประชาชน โดยมุ่งบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลและช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทั่วถึง


>> ช่างไฟวัย 31 ปี ถูกไฟช็อตหมดสติคาเสาไฟ เจ้าหน้าที่ใช้รถกระเช้าช่วยลงมา CPR ก่อนส่งโรงพยาบาล จ.อ่างทอง

19.30 น. เจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยจังหวัดอ่างทอง ได้รับแจ้งเหตุชายถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนหมดสติ ขณะขึ้นไปติดตั้งระบบไฟฟ้าบริเวณโดมวัดไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมพื้นที่ร้านค้าสำหรับงานที่กำลังจะจัดขึ้น

ที่เกิดเหตุพบ ชายไทย อายุ 31 ปี ช่างไฟฟ้า หมดสติอยู่บนเสาไฟ หลังประสบอุบัติเหตุถูกกระแสไฟฟ้าช็อต ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเข้าช่วยเหลือ เนื่องจากผู้ประสบเหตุยังติดอยู่บนที่สูง

เจ้าหน้าที่กู้ภัยร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศบาล นำรถกระเช้าเข้าพื้นที่ ก่อนขึ้นไปนำร่างนายอำพลลงมาจากบริเวณเสาไฟอย่างระมัดระวัง จากนั้นทีมกู้ภัยได้ทำการ CPR เพื่อช่วยชีวิตในเบื้องต้น ก่อนเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล ให้ทีมแพทย์ทำการรักษาอย่างเร่งด่วน เบื้องต้นอยู่ระหว่างติดตามอาการของผู้บาดเจ็บและตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป


>> 'รรท.ผกก.สน.ห้วยขวาง' เดินหน้าปูพรม สุ่มตรวจสถานบริการ - ผับ - บาร์  5 ร้าน พบพนักงานร้านฉี่ม่วง 1 ราย ป้องปราม "นอมินี-สิ่งผิดกฎหมาย"

เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 1 ก.ย.69 พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รอง ผบก.น.1 รักษาราชการแทนผู้กำการ สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง พร้อมด้วย พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ ร้องเกาะเกิด รอง ผกก.สอบสวน สน.ห้วยขวางและพ.ต.ท.ชานนท์ ทองเกษม รอง ผกก.สอบสวน สน.ห้วยขวาง นำกำลังฝ่ายสืบสวนและฝ่ายป้องกันและปราบปราม สน.ห้วยขวาง และ บก.น.1 พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตห้วยขวาง ร่วมกันปล่อยแถวเพื่อลงพื้นที่สุ่มตรวจค้นสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ-บาร์ ร้านอาหาร คาราโอเกะ ในพื้นที่ สน.ห้วยขวาง กวาดล้างนอมินี สิ่งผิดกฎหมายและยาเสพติด ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 รวม จำนวน 5 จุด ในพื้นที่ เขตห้วยขวาง กทม.

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบเรื่องการขอใบอนุญาตประกอบสถานบริการว่ามีการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ และตรวจสอบปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดกับพนักงาน ทั้ง 5 ร้าน โดยพบว่ามีผลตรวจเป็นบวก (มีสารเสพติด) จำนวน 1 ราย เจ้าหน้าที่จึงทำการเชิญตัวไปตรวจซ้ำที่ สน.ห้วยขวาง นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบเรื่องป้ายหนีไฟ รวมถึงการตั้งวางสิ่งของ อาทิ โต๊ะ เก้าอี้ บนทางเท้า

พ.ต.อ.กัมพล รอง ผบก.น.1 เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณีที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ได้นำกำลังฝ่ายปกครองลงพื้นที่เข้าตรวจสอบและจับกุมสถานบริการในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง ที่ผ่านมานั้น

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นภาพสะท้อนสำคัญที่ สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง ต้องนำมาทบทวน ยกระดับ และปรับปรุงการปฏิบัติงานเชิงรุกอย่างเร่งด่วน โดยตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมได้สั่งการเปิดปฏิบัติการ “ห้วยขวางสีขาว คืนความมั่นใจ 100%” (Phase 1) ปูพรมตรวจค้นสถานบริการและร้านคาราโอเกะกลุ่มเสี่ยง 4 โซนทั่วพื้นที่ใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด, การตรวจค้นอาวุธและสิ่งผิดกฎหมาย, การคัดกรองแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย/Overstay และการลงพื้นที่ตรวจซ้ำเพื่อบังคับใช้กฎหมายกับสถานบริการที่เคยมีคำสั่งปิดถาวร โดนเฉพาะนอมินี

ทั้งนี้ พ.ต.อ.กัมพล รอง ผบก.น.1 ย้ำว่า จะทยอยเดินทางตรววจสอบสถานบริการ ผับ บาร์ในท้องที่ สน.ห้วยขวาง ที่มีการขออนุญาต ให้ครบทั้งหมด 40 ร้าน โดยจะทยอยทำจนครบอย่างต่อเนื่องทุกวัน


>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศเมียนมา

23.34 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 3.4 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 256 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย


>> เพลิงไหม้รถบ้าน ลุกลามรถจักรยานยนต์ เสียหายวอด

00.53 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ สถานที่เกิดเหตุ  ถนนพระรามที่ 5 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุ เป็นรถบ้าน เฟรนช์ คาราวาน  สีขาว หมายเลขทะเบียน ชลบุรี รถใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งคัน และลุกลามรถจักรยานยนต์   หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้ไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากเพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งคัน ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยดุสิต

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม