หน้าแรก > อาชญากรรม

ไล่ล่าดุ! รองจ๋อนำทีม รวบแก็งยาเสพติดผสมพันธุ์สแกมเมอร์ หลอกเยาวชน โกคาร์ททิพย์

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:35 น.


24 ส.ค. 69 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติด พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.บช.น. จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย หลังขยายผลจากการสืบสวนยาเสพติดออนไลน์ พบพฤติการณ์และเส้นทางการเงินที่มีรูปแบบคล้ายเครือข่ายอาชญากรรม เมื่อสืบสวนพบ ว่าเป็นขบวนการเครือข่ายมิจฉาชีพหลอกขายสินค้า ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมาก และคนร้ายมีการแบ่งหน้าที่ตั้งแต่กลุ่มหลอกผู้เสียหายฝั่งประเทศเมียนมา บัญชีม้ารับเงิน เครือข่ายม้าสายถอนในประเทศไทย ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายเงินจนสามารถจับกุม

พร้อมตรวจยึดของกลาง

1.ยาไอซ์ จำนวน 3 ถุง

2.เคตามีน จำนวน 1 ถุง

3.เงินสด 50,000 บาท

4.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง (พบข้อมูลการสนทนาจากหัวหน้าแก๊งสแกรมเมอร์ให้ตระเวนทำรายการธุรกรรมตามที่ต่างๆจำนวนมาก)

5.สลิปการถอน/ฝากเงินสด จำนวนมาก

พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจาก การสืบสวนขยายผลกลุ่มเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดย่านทุ่งครุ ได้พบเบาะแสถึงชาย-หญิง คู่หนึ่งระหว่างการสืบสวนสะกดรอยเพื่อทำการจับกุมชุดสืบสวนกลับพบพฤติกรรม พกเงินสดจำนวนมากแล้วตระเวนทำธุรกรรมไปทั่ว โดยตระเวนถอนเงินจนมีเงินสดเต็มกระเป๋าสะพาย และจะก้มแชทสนทนาในโทรศัพท์เกือบตลอดเวลาลักษณะมีคนคอยสั่งการผ่านโทรศัพท์

หลังชุดสืบสวนรายงานข้อมูล พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ทำการสืบสวนแกะรอยสองสามีภรรยาคู่นี้โดยละเอียด จนได้ค้นพบว่าสองสามีภรรยาคู่นี้เป็นหัวใจสำคัญที่อยู่ในประเทศไทยของแก๊งสแกมเมอร์ ในประเทศเมียนมาร์ โดยทั้งสองจะมีหน้าที่ทำธุรกรรมให้กับระดับบอสโดยการตระเวน “ถอนเงินแบบไม่ใช้บัตร” ก่อนรวบรวมแล้วฝากเงินสดเข้าไปยังบัญชีม้าตามคำสั่งของบอส

หลัง พล.ต.ต.ธีรเดชฯ นำกำลังเจ้าหน้าที่ศอ.ปส.บช.น. ติดตามมาจนถึงถนนพระราม 2 ซอย 47 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาที่ 1 ได้พยายามทำธุรกรรมถอนเงินสดที่บริเวนตู้ ATM จึงทำการจับกุมตัว ขณะเดียวกัน ผู้ต้องหาหญิงอีกคน ซึ่งนั่งรอสั่งเกตุการณ์อยู่บนรถ ได้กระโดนจากเบาะข้างคนขับมาเป็นที่ผู้ขับ ก่อนเหยียบคันเร่งหนีฝ่าการจับกุมเจ้าหน้าที่ไป การไล่ล่าบนท้องถนนเป็นไปอย่างดุเดือด เมื่อคนร้ายไม่ยอมจำนนโดยง่าย ขับฝ่าไฟแดง แหกโค้งชนกับรถของประชาชนจนทำให้ได้รับบาดเจ็บ ก่อนขับไปแอบในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่าน ถ.พุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ แต่ท้ายสุดเจ้าหน้าที่ได้หาจนพบก่อนสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุด

จากการตรวจค้นรถยนต์ที่ใช้ขับหลบหนีพบ ยาไอซ์ และ อุปกรณ์การเสพ อยู่ภายในรถ ภายหลังการจับกุมได้มีการขยายผลไปเข้าตรวจค้น บ้านหลังหนึ่งภายในซอยประชาอุทิศ 33 แยก 10 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ

ผลการตรวจค้นพบ น.ส.นาค (สงวนชื่อสกุลจริง) เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ และค้นพบของกลางเคตามีน และสลิปการถอน/ฝากเงินจำนวนมาก โดยภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลพบข้อมูลที่น่าตกใจเนื่องจากแก๊งสแกรมเมอร์ได้เปลี่ยนรูปแบบจากเดิม โดยปัจจุบันพวกมันเลือกใช้วิธีการใช้ม้าตระเวนถอนเงินแบบ “ไม่ใช้บัตร” โดยผู้สั่งการจะส่งภาพ QR Code หรือรหัสถอนเงินสดผ่าน Telegram/LINE ให้ผู้ต้องหานำไปสแกน/ป้อนหน้าตู้ ATM แทนการใช้บัญชีม้ามาแสกนหน้าเพื่อโอนเงินแบบเดิม

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ทำการสืบสวนเป็นเวลาหลายวันจนพบพยานหลักฐานยืนยันว่ากลุ่มบัญชีม้าที่ สองสามีภรรยาคู่นี้ ตระเวนทำธุรกรรมผ่านตู้ ATM นั้น ล้วนถูกผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์ (Case id) ไว้จำนวนมาก โดยทั้งหมดล้วนเป็นแผนประทุษการถูกหลอกลวง“แบบใหม่” โดยหันมาใช้แผนประทุษกรรมแบบ“กินน้อย แต่กินนาน” สลัดภาพการหลอกลวงแบบเดิมที่เคยตบทรัพย์ก้อนโต แล้วหันมาใช้“มุกไทยเดิมสุดพื้นบ้าน” ด้วยการเปิดเพจปลอมขายสารพัดสินค้าในชีวิตประจำวัน

วิธีการกระทำผิดคนร้ายโดยใช้ ในช่องทาง TikTok โฆษณาขาย “รถโกคาร์ท” ในราคาถูก ภายในช่องมีทั้งคลิปรถโกคาร์ทหลายรุ่น คลิปทดลองขับ และภาพสินค้าจำนวนมากถูกโพสต์อย่างต่อเนื่อง จนดูเสมือนเป็นร้านค้าที่มีสินค้าพร้อมจำหน่ายจริง ประกอบกับราคาที่จูงใจ ทำให้มี ประชาชน สนใจติดต่อสอบถามและตัดสินใจโอนเงินสั่งซื้อ แต่หลังโอนเงินกลับไม่มีสินค้าส่งมา

กลุ่มมิจฉาชีพนำคลิปจากหลายแหล่งมารวบรวมไว้ในช่องของตัวเอง สร้างภาพให้ดูเหมือนมีสินค้าจำนวนมากพร้อมจำหน่าย ก่อนใช้ราคาที่จูงใจหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน

“คลิปมีจริง แต่ของไม่มีจริง”

เมื่อสืบสวนต่อจึงพบว่า “โกคาร์ท” เป็นเพียงหนึ่งในสินค้าที่ถูกนำมาใช้ กลุ่มดังกล่าวยังใช้วิธีเดียวกันหลอกขายสินค้าอีกหลายประเภท โดยเปลี่ยนสินค้าไปตามความสนใจของประชาชน แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือวิธีการหลังผู้เสียหายโอนเงิน เงินจะถูกโอนเข้าสู่บัญชีม้าที่ขบวนการเตรียมไว้ จากนั้นเครือข่ายม้าสายถอนในประเทศไทยจะคอยเฝ้ายอด สลับกันตระเวนถอนเงินจากหลายจุด นำเงินสดจากหลายบัญชีมารวบรวม ก่อนนำกลับไปฝากผ่านเครื่อง CDM/ATM+ เพื่อเคลื่อนย้ายเงินต่อไปอีกทอดหนึ่ง

ชุดสืบสวน สะกดรอย และติดตามเส้นทางดังกล่าวต่อไปจนพบว่า ปลายทางเงินถูกนำไปซื้อทองคำ

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า “เรื่องนี้เริ่มจากการ สั่งการให้ชุดสืบสวนเฝ้าระวังการลักรอบ จำหน่ายยาเสพติดทางออนไลน์ พบพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงไปถึงความเสียหายของประชาชนจำนวนมาก เราไม่สามารถมองผ่านได้ เพราะสิ่งที่เห็นไม่ใช่เพียงการซื้อของแล้วไม่ได้ของ แต่เป็นขบวนการที่ใช้วิธีเดียวกันหลอกประชาชนซ้ำ ๆ และมีการรับช่วงจัดการเงินกันเป็นระบบ

ผู้เสียหายบางรายเสียเงินหลักร้อย บางรายหลักพัน หลักหมื่น ถ้ามองทีละรายอาจดูไม่มาก แต่เมื่อวิธีเดียวกันถูกใช้กับคนจำนวนมาก เงินเล็กน้อยของประชาชนก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ของขบวนการ แล้วนำเงินที่ได้มาใช้ในการซื้อยาเสพติด

การสืบสวนจึงต้องไม่หยุดอยู่แค่บัญชีที่รับเงิน แต่ต้องให้ตามจนรู้ถึงผู้ร่วมขบวนการ ใครหลอก ใครถอน ใครรวบรวม เงินไปไหน และสุดท้ายถูกเปลี่ยนเป็นอะไร เพราะถ้าจับเพียงบัญชีม้า แต่กลไกข้างหลังยังอยู่ ขบวนการก็สามารถเปิดช่องใหม่ เปลี่ยนสินค้าใหม่ และสร้างผู้เสียหายรายใหม่ได้อีก

วันนี้สิ่งที่เห็นบนหน้าจออาจเป็นโกคาร์ท พรุ่งนี้อาจเป็นสินค้าอย่างอื่น คลิปอาจเป็นของจริง รถอาจมีอยู่จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่นำมาโพสต์มีสินค้านั้นขายจริง จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบผู้ขายและช่องทางการชำระเงินให้รอบคอบ โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาถูกผิดปกติ อย่าตัดสินใจโอนเงินเพียงเพราะเห็นภาพหรือคลิปที่ดูน่าเชื่อถือ

ส่วนผู้ที่คิดจะเปิดหรือขายบัญชีให้ผู้อื่นนำไปใช้ ขอให้หยุด เพราะบัญชีของคุณอาจเป็นทางผ่านของเงินจากผู้เสียหายจำนวนมาก ค่าจ้างที่ได้อาจใช้หมดในไม่กี่วัน แต่คดีและอิสรภาพที่ต้องเสียอาจติดตัวไปอีกนาน หยุดเถอะครับ อย่าเปิดบัญชีม้า เพราะไม่มีเงินจำนวนไหนคุ้มกับอิสรภาพของคุณ”

ในชั้นจับกุม นายบุณยวัฒน์ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ในช่วงวิกฤติ COVID-19 ตนเองกับแฟนสาว (ที่ถูกจับกุมด้วย) ได้เดินทางไปทำงานเป็นแก๊งแสกรมเมอร์ใน จังหวัดสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา โดยอยู่ใน “แก๊งสแกรมเมอร์แบบ ฟิวแฟน หลอกลงทุน”ให้เทรดหุ้น จนมีความชำนาญ โดยตนเป็นคนที่มีฝีมือจนบอสชาวจีนไม่ปล่อยตัว โดยการหลอกของตนใช้วิธีการแบบ ฟิวแฟน ทักผิด โดยสร้างตัวตนไลน์ปลอมขึ้นมา ก่อนจะตระเวนหาเบอร์โทรศัพท์ของข้าฯราชการแล้วแอดไลน์ไปหา แล้วแกล้งทักผิด โดยจะเลือกเหยื่อที่เป็นข้าราชการชายที่มีฐานะ แล้วจะแกล้งทำทีทักไปเกี่ยวกับเรื่องบ้านหรือที่ดิน แต่เป็นการทักผิดคน ก่อนจะชวนคุยไปเรื่อยๆเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากที่เจ้าหน้าที่สอบถามตนตอบอย่างมั่นใจว่า หากคุย 10 คน ก็จะสามารถหลอกได้ 10 คน ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้นอกจากเงินเดือน 18,000 บาท ก็จะมีเปอร์เซ็นต์จากยอดที่หลอกได้ 10-15% โดยตนมีความชำนาญ มีฝีมือ ต้องทำงานอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี กระทั่งได้เกิดความไม่สงบที่ชายแดน ตนเองจึงขอกลับแต่บอสชาวจีนกลัวว่าตนจะไม่กลับมาทำอีกจึงให้วางเงินสดจำนวน 900,000 บาท ไว้เป็นประกันว่าจะกลับมาอีก แต่ก็ตัดสินใจยอมเสียเงินกลับมาประเทศไทย โดยเหลือเงินกลับมาเพียง 200,000 บาท เมื่อกลับมาเปิดร้านขายหมูปิ้งก็เจ๊ง จึงได้ติดต่อไปหาพี่คนหนึ่งที่เคยทำงานร่วมกันในแก๊งสแกรมเมอร์ ซึ่งปัจจุบันพี่คนนี้เป็นระดับ

ในชั้นจับกุม 1ในผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ในช่วงวิกฤติ COVID-19 ตนเองกับแฟนสาว (ที่ถูกจับกุมด้วย) ได้เดินทางไปทำงานเป็นแก๊งแสกรมเมอร์ใน จังหวัดสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา โดยอยู่ใน “แก๊งสแกรมเมอร์แบบ ฟิวแฟน หลอกลงทุน”ให้เทรดหุ้น จนมีความชำนาญ โดยตนเป็นคนที่มีฝีมือจนบอสชาวจีนไม่ปล่อยตัว โดยการหลอกของตนใช้วิธีการแบบ ฟิวแฟน ทักผิด โดยสร้างตัวตนไลน์ปลอมขึ้นมา ก่อนจะตระเวนหาเบอร์โทรศัพท์ของข้าฯราชการแล้วแอดไลน์ไปหา แล้วแกล้งทักผิด โดยจะเลือกเหยื่อที่เป็นข้าราชการชายที่มีฐานะ แล้วจะแกล้งทำทีทักไปเกี่ยวกับเรื่องบ้านหรือที่ดิน แต่เป็นการทักผิดคน ก่อนจะชวนคุยไปเรื่อยๆเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากที่เจ้าหน้าที่สอบถามตนตอบอย่างมั่นใจว่า หากคุย 10 คน ก็จะสามารถหลอกได้ 10 คน ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้นอกจากเงินเดือน 18,000 บาท ก็จะมีเปอร์เซ็นต์จากยอดที่หลอกได้ 10-15% โดยตนมีความชำนาญ มีฝีมือ ต้องทำงานอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี กระทั่งได้เกิดความไม่สงบที่ชายแดน ตนเองจึงขอกลับแต่บอสชาวจีนกลัวว่าตนจะไม่กลับมาทำอีกจึงให้วางเงินสดจำนวน 900,000 บาท ไว้เป็นประกันว่าจะกลับมาอีก แต่ก็ตัดสินใจยอมเสียเงินกลับมาประเทศไทย โดยเหลือเงินกลับมาเพียง 200,000 บาท เมื่อกลับมาเปิดร้านขายหมูปิ้งก็เจ๊ง จึงได้ติดต่อไปหาพี่คนหนึ่งที่เคยทำงานร่วมกันในแก๊งสแกรมเมอร์ ซึ่งปัจจุบันพี่คนนี้เป็นระดับบอสในฝั่งประเทศเมียนมาร์แล้ว แล้วก็ได้เริ่มมาทำงานเป็นม้าคอยกดเงินตามตู้ ATM วันละตั้งแต่ 100,000 ถึง 500,000 บาทแล้วมาถูกจับในครั้งนี้

ตนขออธิบายถึงรูปแบบการหลอกเพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนว่า รูปแบบจะถูกเปลี่ยนไปตลอด ซึ่งปัจจุบันวิธีการหลอกต่างๆ การโยกเงินต่างๆนี้ คนจีนไม่ได้คิด แต่เป็นคนไทยนี้เองที่เป็นคนคิด เพราะคนไทยหลายๆคนก็ก้าวขึ้นเป็นระดับบอสที่เทียบเท่าคนจีนแล้วหลายคนในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่ตอนนี้จะย้ายฐานจากประเทศกัมพูชามายังประเทศ ลาว และ เมียนมาร์แล้ว”

นำตัวผู้ต้องหาที่ 1-2 พร้อมของกลางส่ง สน.ท่าข้าม ส่วนผู้ต้องหาที่ 3 นำส่ง สน.ราษฎร์บูรณะ ดำเนินคดีต่อไป

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม