วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 01:24
ตำรวจท่องเที่ยวถ่ายทอดหลักสูตร CRAT แก่ยุวทูตตำรวจท่องเที่ยว เสริมทักษะรับมือเหตุฉุกเฉิน สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยก่อนวิกฤต
ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความปลอดภัย การป้องกันเหตุรุนแรง และการเตรียมความพร้อมของประชาชนในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้เดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะด้านความปลอดภัยแก่ภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ
การดำเนินงานอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ และ พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดยมี พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รองผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ พ.ต.อ.แมน รถทอง ผู้กำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน พร้อมคณะผู้บังคับบัญชากำกับ ดูแล และสนับสนุนการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00–16.30 น. คณะวิทยากรนำโดย พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รองผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1, พ.ต.ท.กฤตพร แสงสุระ สว.กก.สืบสวน บช.ทท. และ ว่าที่ พ.ต.ต.ภัทรพล ชูชื่อ สว.ฯ ช่วยราชการ กก.สืบสวน บช.ทท. พร้อมทีมวิทยากรจากกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้ดำเนินการฝึกอบรม ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารตึกวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
การฝึกครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมทั้ง “ความรู้ วิธีคิด และการตัดสินใจ” ให้แก่นักศึกษาในโครงการยุวทูตตำรวจท่องเที่ยว เพื่อให้สามารถดูแลตนเอง ช่วยเหลือผู้ที่อยู่รอบข้าง และประสานกับเจ้าหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ คือแนวคิด CRAT: Civilian Response to Active Threat ร่วมกับหลัก “หลีก–ปิด–ป้องกัน” หรือ Avoid–Deny–Defend อย่างไรก็ตาม CRAT ไม่ได้สอนให้ประชาชนเข้าไปเผชิญหน้ากับอันตราย แต่ฝึกให้ประชาชนสามารถ รู้ตัว – ตั้งสติ – ประเมินสถานการณ์ – ตัดสินใจ – และลงมืออย่างเหมาะสม เพราะในสถานการณ์จริง ข้อมูลที่ได้รับอาจไม่ครบถ้วน และการตัดสินใจในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของทั้งตนเองและผู้อื่น
สำหรับยุวทูตตำรวจท่องเที่ยว บทบาทสำคัญจึงไม่ใช่การเข้าไปทำหน้าที่แทนตำรวจ แต่คือการช่วยลดความสับสน สังเกตสถานการณ์ สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยแนะนำผู้คนออกจากพื้นที่เสี่ยงเมื่อสามารถทำได้อย่างปลอดภัย และเชื่อมต่อความช่วยเหลือกับตำรวจท่องเที่ยวหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจมีข้อจำกัดด้านภาษาและความเข้าใจบริบทในพื้นที่ การฝึกครอบคลุมตั้งแต่ ก่อนเกิดเหตุ – ระหว่างเกิดเหตุ – และหลังเหตุการณ์ อาทิ การเตรียมความพร้อม การตระหนักรู้สถานการณ์ หลักหลีก–ปิด–ป้องกัน การสังเกตสัญญาณเตือน การสื่อสารเพื่อลดความตึงเครียด การแจ้งเหตุและส่งต่อข้อมูล การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเบื้องต้น ตลอดจนการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลองและการถอดบทเรียนหลังการฝึก
อีกแนวคิดสำคัญที่ถูกนำมาถ่ายทอดคือ “ป้องกันก่อนต้องปกป้อง – Prevention Before Protection” เพราะความปลอดภัยไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่การสังเกตเห็นความผิดปกติ การรับฟังกันโดยไม่ด่วนตัดสิน การส่งต่อข้อมูลอย่างรับผิดชอบ และการมีระบบช่วยเหลือก่อนที่ปัญหาจะพัฒนาไปสู่ภาวะวิกฤต
คณะวิทยากรยังเน้นย้ำว่า สัญญาณเตือนหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะก่อเหตุรุนแรงเสมอไป จึงไม่ควรตีตรา ไม่ควรวินิจฉัยบุคคลจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว และไม่ควรเข้าเผชิญหน้าด้วยตนเอง แต่ควรพิจารณาบริบท รวบรวมข้อมูล และประสานผู้รับผิดชอบหรือระบบช่วยเหลือที่เหมาะสม การฝึกครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งสร้างความกลัว แต่ต้องการสร้าง “วัฒนธรรมความพร้อม” ให้ประชาชนรู้ว่าจะดูแลตนเองอย่างไร จะช่วยคนอื่นโดยไม่เพิ่มผู้ประสบภัยได้อย่างไร และเมื่อใดควรส่งต่อให้เจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญรับช่วง ผู้เข้ารับการอบรมให้ความสนใจและมีส่วนร่วมกับกิจกรรม การวิเคราะห์สถานการณ์ และการฝึกปฏิบัติเป็นอย่างดี โดยการดำเนินกิจกรรมได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวจะเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความปลอดภัย การป้องกันเหตุรุนแรง และการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินแก่ภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสังคมที่ ตระหนักรู้ มีสติ พร้อมรับมือ และดูแลกันอย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ความพร้อมไม่ได้เริ่มในวันที่เกิดเหตุ แต่เริ่มจากวันที่เรายังมีเวลาฝึก เตรียมคน และเตรียมระบบ







