หน้าแรก > อาชญากรรม

รวบยกแก๊งสแกมเมอร์ 30 ราย หลอกเงินเก็บคุณป้าทั้งชีวิต สูญเงินกว่า 12 ล้านบาท

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 23:17 น.


รวบยกแก๊งสแกมเมอร์ 30 ราย หลอกเงินเก็บคุณป้าทั้งชีวิต สูญเงินกว่า 12 ล้านบาท

กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.1-6 บก.ป. ร่วมจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 30 ราย ผู้จดทะเบียนใช้บริการหมายเลขโทรศัพท์ที่ผูกการใช้งานกับแอปพลิเคชันไลน์ และใช้โทรติดต่อหลอกลวง

1. นางสาวอนิศราฯ อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 11 ส.ค.69 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”

ผู้ต้องหาที่ 2 – 30 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน”
กลุ่มบัญชีเงินฝากที่ใช้รับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวง และกลุ่มจัดการแปลงเงินบาท เป็นสกุลเงินดิจิทัล  

สืบเนื่องจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์​ (ACSC) ได้ทำการวิเคราะห์สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ พบว่า ขบวนการหลอกลวงออนไลน์มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้บัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง เดิมคนร้ายมักใช้วิธีว่าจ้างบุคคลเปิดบัญชี ซื้อขายบัญชีม้า และโอนเงินต่อกันหลายทอดเพื่อยากแก่การติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยหลังจากที่ศูนย์ฯ ร่วมมือกับทางสถาบันการเงิน ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้บัญชีม้าในการคิดป้องกันทำลายล้างกลุ่มบัญชีม้าเหล่านี้ ทั้งการอายัดบัญชี การจำแนกบัญชีม้าดำ–ม้าเทา ทำให้วิธีการหาบัญชีม้าหลายๆ บัญชี เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการ ยืมใช้บัญชีเพียงครั้งเดียว แล้วควบคุมให้เจ้าของบัญชีเป็นผู้ถอนเงินสดออกมาด้วยตนเอง พบแนวโน้มดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเมื่อเงินถูกถอนออกมาแล้ว จะมีบุคคลในขบวนการเข้ารับเงินสด ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการฟอกเงินหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ยากต่อการติดตาม

ทางศูนย์ฯ จึงนำข้อมูลธุรกรรมมาวิเคราะห์หาพื้นที่ที่มีการรวบรวมบัญชีและถอนเงินจากเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในปริมาณสูงผิดปกติ กระทั่งพบความเคลื่อนไหวสำคัญใน จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการถอนเงินสดในปริมาณสูงถึงหลายสิบล้านบาทต่อวัน จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ตรวจสอบ ก่อนพบกลุ่มบุคคลที่มีหน้าที่ จัดหาบัญชีและควบคุมเจ้าของบัญชีในการถอนเงิน และขยายผลจนสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสั่งการ นำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีในพื้นที่ สภ.เมืองระยอง

นอกจากผู้เสียหายที่จังหวัดระยองแล้ว ยังพบผู้เสียหายในจังหวัดกาฬสินธุ์ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกสูญเงินสูงถึง 12 ล้านบาท เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินกลับพบว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกถอนออกในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเช่นเดียวกัน น่าเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการเดียวกัน จึงมอบหมายให้ กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม ดำเนินการสืบสวนขยายผล จากการสืบสวนพบว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ขบวนการดังกล่าว มีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นขั้นตอน โดยมีผู้สั่งการชาวจีนคอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง จัดหาหมายเลขโทรศัพท์ บัญชีม้า และผู้รับแลกเปลี่ยนเงินสดเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนใช้วิธีโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์หลอกผู้เสียหาย โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าอุเทน จ.นครพนม สร้างความหวาดกลัวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญาและ
การฟอกเงิน ก่อนหลอกให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบทรัพย์สิน

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า ผู้เสียหายถูกหลอกให้ทยอยโอนเงินรวมกว่า 12.2 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จากการหลอกลวงจะถูกโอนผ่านบัญชีม้าหลายบัญชี ก่อนสั่งการให้เจ้าของบัญชีถอนเงินสดออกมา แล้วนำเงินกลับเข้าสู่ระบบผ่านบุคคลในเครือข่าย จากนั้นรวบรวมส่งต่อให้กลุ่มผู้รับแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อซื้อ USDT และโอนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลตามคำสั่งของผู้สั่งการเพื่อปกปิดและอำพรางแหล่งที่มาของเงินชุดสืบสวนได้ทำการขยายผลในทุกมิติทั้งจากเส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร การซักถามปากคำ จนสามารถรู้แผนประทุษกรรมของทั้งขบวนการแสกมเมอร์ สามารถระบุหน้าที่ขององค์กรอาชญากรรมได้ ประกอบไปด้วย
1. คนจีน (บอส)
2. คนโทรหลอก
3. ล่าม
4. คนจัดหาบัญชี
5. นายหน้าจัดหาบัญชี
6. บัญชีม้า
7. คนจัดหาคนแลกคริปโต
8. คนรับแลกคริปโต

ซึ่งทุกคนในองค์กรต่างได้รับส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็น ตามสัดส่วนที่ตกลงกัน สุดท้ายเงินของผู้เสียหายก็ถูกแปลงเป็นคริปโตไปยังกระเป๋าที่บอสคนจีนจัดหาให้ และชุดสืบสวนได้ทำการออกหมายจับทุกคนในองค์กรทำการตรวจสอบพบว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ มีการแจ้งความในระบบ TPO ถึง 20 เคส มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท เมื่อตรวจสอบเงินในบัญชีของกลุ่มพวกนี้พบว่ามีเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท น่าเชื่อว่ามีผู้เสียหายอื่น ๆ ที่ถูกหลอกอีก ​จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1-6 บก.ป. เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 30 จุด ในพื้นที่ 11 จังหวัด อาทิ ภูเก็ต, นนทบุรี, สระบุรี, นครราชสีมา และกรุงเทพ จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 30 ราย พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง สมุดบัญชี จำนวน 15 บัญชี และอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด 18 บัญชี รวมมูลค่าประมาณ 7 ล้านบาท โดยพบว่าเส้นทางการเงินส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และส่งต่อไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลปลายทางที่เปิดในประเทศกัมพูชา

จากการซักถามเบื้องต้น ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพว่า ได้รับเงินเข้าบัญชีจริง และได้ส่วนแบ่งตามที่ตกลงกัน แต่ไม่ทราบว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้จากการหลอกลวงสแกมเมอร์ จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

 

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม