วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 03:56 น.
รวบหญิงเจ้าของบัญชีม้า แก๊งลงทุนทิพย์ ตุ๋นเหยื่อสูญกว่า 5 ล้าน พบ 4 หมายจับซ้อน
กองบังคับการตำรวจทางหลวง โดย พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ส.ทล.1 กก.7 บก.ทล. (พังงา, กระบี่, ภูเก็ต) ร่วมกันจับกุม น.ส.พิน (นามสมมุติ) อายุ 37 ปี ตามหมายจับของ ศาลจังหวัดภูเก็ต ลงวันที่ 26 ส.ค.2568 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “สนับสนุนให้ผู้อื่นฉ้อโกงประชาชน, สนับสนุนให้ผู้อื่นนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่น” จับกุมได้บริเวณบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 402 กม.25-26 ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต
สืบเนื่องจากก่อนการจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมสืบทราบว่า น.ส.พิน (นามสมมุติ) อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับของ ศาลจังหวัดภูเก็ต ลงวันที่ 26 ส.ค.2568 กำลังปรากฎตัวอยู่ที่บริเวณป้ายจุดจอดรถประจำทางริมถนน ทล.402 กม.25-26 ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วจึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมไปถึงบริเวณดังกล่าวข้างต้น ได้พบบุคคลซึ่งมีตำหนิรูปพรรณคล้ายกับบุคคลตามหมายจับยืนอยู่ จึงได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานของรัฐให้บุคคลดังกล่าวดู แล้วได้ขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวของบุคคลดังกล่าว ปรากฏว่า น.ส.พิน (นามสมมุติ) อายุ 37 ปี คือผู้ต้องหาตามหมายจับข้างต้นจริง และไม่เคยถูกจับตามหมายจับนี้มาก่อน จึงจับกุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี
จากการสอบสวนเบื้องต้น น.ส.พิน (นามสมมุติ) อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาให้การรับว่า ตนเป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่กลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้ในการหลอกลวงผู้เสียหายจริง โดยจากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมของเจ้าหน้าที่ พบว่าบัญชีดังกล่าวถูกนำไปใช้ก่อเหตุหลอกลวงประชาชนหลายราย จนมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจในพื้นที่ต่าง ๆ และผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมจำนวน 7 คดี และมีการออกหมายจับผู้ต้องหาในความผิดลักษณะเดียวกันแล้ว 4 หมายจับ ได้แก่ หมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต 2 หมาย ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี 1 หมาย และศาลจังหวัดนครราชสีมา 1 หมาย โดยคดีที่ตรวจสอบพบมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 5,000,000 บาท


