วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 16:59 น.
วันนี้ (17 ส.ค.69) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ลงพื้นที่ จ.สกลนคร พร้อมด้วย หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และคณะ ร่วมประชุมกับหน่วยงานในพื้นที่ โดยมีนางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร พร้อมด้วยส่วนราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมอำเภอพรรณานิคม จ.สกลนคร เพื่อติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงและบัญชาการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน กรณีที่มีกระแสข่าวขบวนการมิจฉาชีพแอบอ้างสวมสิทธิ์ขโมยข้อมูลบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เพื่อนำไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทอำพรางโดยกลุ่มทุนจีน 100% พร้อมเตือนภัยพี่น้องประชาชนและสร้างความมั่นใจนโยบายรัฐบาลที่จะกวาดล้างขบวนการนอมินีจีนให้สิ้นซากและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้
ด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและชุดเฉพาะกิจที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบความผิดปกติในการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสกลนคร ประกอบด้วยอำเภอโคกศรีสุพรรณ อำเภอภูพาน อำเภอเมืองสกลนคร และอำเภอสว่างแดนดิน รวมทั้งสิ้น 35 บริษัท (พบมากที่สุดในอำเภอโคกศรีสุพรรณ 33 บริษัท, อำเภอเมือง 1 บริษัท อำเภอภูพาน 1 บริษัท และอำเภอสว่างแดนดินเป็นการจดทะเบียนจากต่างจังหวัดในระบบออนไลน์) โดยมีนายหน้าซึ่งเป็นหญิงชาวไทยในพื้นที่ ทำหน้าที่ตระเวนขอซื้อสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านจากชาวบ้าน โดยอ้างว่าจะนำไปใช้ทำ “ธุรกิจออนไลน์” และให้ค่าตอบแทนเพียงรายละ 500–1,000 บาท ก่อนที่นายหน้าจะได้รับเงินหัวคิวจากกลุ่มทุนจีนรายละ 1,500 บาท เมื่อเจ้าหน้าที่สนธิกำลังฝ่ายปกครอง พาณิชย์ ตำรวจ และ กอ.รมน. ลงพื้นที่ตรวจสอบตามที่ตั้งบริษัทจริง กลับพบว่าเป็นเพียงบ้านพักอาศัยปกติของชาวบ้าน ไม่มีสำนักงาน ไม่มีการประกอบกิจการ

มท.2 กล่าวว่า "เราจะปล่อยให้กลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายและมีคนไทยบางกลุ่มรับจ้างเป็นนอมินี มาทำลายระบบเศรษฐกิจฐานรากไม่ได้ วันนี้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์และฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มที่ ทุกบริษัทที่พบว่าทำผิดกฎหมายจะต้องถูกตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด ไม่มีข้อยกเว้นทั้งตัวนายหน้าคนไทยและนายทุนต่างชาติ เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับพี่น้องชาวสกลนคร"
ในการลงพื้นที่ติดตามครั้งนี้ มท.2 ได้เน้นย้ำถึงความรุนแรงของปัญหาดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ประชาชนผู้ถูกแอบอ้างชื่อเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและระบบนิติบุคคลของประเทศ พร้อมประกาศกร้าวสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน
