วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 16:03 น.
วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยว่า ถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ขยายตัวอยู่ที่ 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ลดลง 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ_SA) ส่งผลให้ภาพรวมครึ่งแรกของปี 2569 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.4%
นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับด้านการใช้จ่ายในไตรมาสที่ 2 มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นถึง 13.4% เร่งขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส โดยได้แรงหนุนหลักจากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและเครื่องมือที่ขยายตัว 16.6% โดยเฉพาะกลุ่มอุปกรณ์สำนักงาน ในขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.9% จาก 3.3% ในไตรมาสก่อน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงสู่ระดับ 50.3 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส ด้านการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลอยู่ที่ 0.2% ชะลอลงจาก 3.4% ขณะที่การลงทุนภาครัฐปรับตัวลดลง 1.6% ซึ่งเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส จากการลดลงของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและงานก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจ
ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 99,079 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัว 17.6% เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่เติบโตตามอุปสงค์ในตลาดโลก ตลอดจนสินค้าเกษตรที่ราคากลับมาปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี มูลค่าการนำเข้าสินค้าพุ่งสูงขึ้นถึง 42.3% คิดเป็นมูลค่า 111,155 ล้านดอลลาร์ สรอ. ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส ส่งผลให้ดุลการค้าในไตรมาสนี้ขาดดุล 12.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (ราว 3.926 แสนล้านบาท) และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ที่ระดับ 17.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (ราว 5.754 แสนล้านบาท) ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.96%
ด้านการผลิต พบว่าภาคบริการชะลอตัวลง โดยเฉพาะสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารที่ขยายตัว 1.5% ชะลอลงจาก 2.2% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอลงมาอยู่ที่ 6.557 ล้านคน หรือลดลง 4.4% ด้านสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% ตามการลดลงของการผลิตยานยนต์และเคมีภัณฑ์ โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 57.47% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส ขณะที่สาขาเกษตรกรรมขยายตัว 1.5% ชะลอลงเนื่องจากผลผลิตข้าวและปาล์มน้ำมันได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนแล้ง แต่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรกลับมาเพิ่มขึ้น 6.1% ส่งผลให้รายได้เกษตรกรขยายตัวครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาสที่ 6.6%
ทั้งนี้ สศช. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 จะขยายตัวในช่วง 2.0% – 2.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจาก 1.การขยายตัวในเกณฑ์สูงของการลงทุนภาคเอกชน 2.การขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน 3.การขยายตัวในเกณฑ์ดีของการส่งออกสินค้า และ4.แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ
“ครึ่งหลังสถานการณ์ต่างๆก็ยังมีความไม่แน่นอน คงต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเร่งการลงทุนของภาครัฐ เฝ้าระวังอุตสาหกรรมน้ำ และราคาสินค้าที่อาจจะมีการปรับตัวสูงจึงต้องมีการเฝ้าระวัง ” นายดนุชากล่าว
สำหรับแนวทางการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2569 ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับผลกระทบจากเอลนีโญและดูแลรายได้เกษตรกร, การรักษาแรงส่งของการส่งออกและเร่งหาข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการทางการค้ากับสหรัฐฯ เช่น ข้อตกลง ART และการชี้แจงตามมาตรา 301, การเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจริงในโครงการที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ผ่านกลไกอย่าง Thailand FastPass และการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center, การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณและการขับเคลื่อนโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงด้านราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นายดนุชา กล่าวว่า ทิศทางไตรมาส 3 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาสที่ 2 เพราะไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบจากสงคราม และคาดว่าทั้งปีเศรษฐกิจไทยจะโตได้ 2.2%