หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 12 สิงหาคม 2569

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 05:39 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 12 สิงหาคม 2569


>> นายกฯ และภริยา เป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

07.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 193 รูป ถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา คณะองคมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา และประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ถวายผ้าไตรและเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป กรวดน้ำ กราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง


>> สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดพิธีเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และวันแม่แห่งชาติ

09.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศล และพิธีถวายราชสักการะ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ, รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., คณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ และข้าราชการตำรวจ เข้าร่วมพิธี ณ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดพิธีเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569 ประกอบด้วย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศล ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 และพิธีถวายราชสักการะ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ ห้องโถง ชั้น 1 เพื่อแสดงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน


>> กกพ. ปรับลดอัตราค่าไฟ 6 สตางค์ เหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย เริ่มบิลเดือน ก.ย. นี้

11.35 น. นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. เปิดเผยว่า ได้สรุปผลการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกินหน่วยละ 3 บาท และให้ตัดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าสาธารณะ หรือ “ไฟถนน” ออกจากอัตราค่าไฟฟ้าฐานของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

ส่งผลให้บิลค่าไฟในเดือนกันยายนนี้ จะปรับลดลงจากเดิมประมาณ 6 สตางค์ จากปัจจุบันอัตราค่าไฟเฉลี่ยหน่วยละ 3.95 บาท (ไม่รวม VAT) จะลดเหลือประมาณหน่วยละ 3.89 บาท ซึ่งหลังจากนี้จะแจ้งมติไปให้ 3 การไฟฟ้าเร่งดำเนินการ เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน

ซึ่งการแยกค่าไฟไฟสาธารณะออกจากบิลค่าค่าไฟประชาชน เหมือนเป็นการปลดแอกให้กับประชาชน ที่ต้องแบกรับภาระ (โดยไม่รู้ตัว) มานานกว่า 30 ปี หรือ คิดเป็นเงินปีละกว่า 18,000 ล้านบาท ที่ประชาชนต้องจ่าย

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกินหน่วยละ 3 บาท ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้า ประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์ขนาดไม่เกิน 5 แอมแปร์ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1.1 ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ส่วนที่ใช้ไฟเกิน 201-400 หน่วย และใช้ไฟเกิน 401 หน่วยขึ้นไปยังคงอัตราเดิม เนื่องจากได้ตัดค่าไฟสาธารณะออก รวมถึงได้ขยายนิยามครอบคลุมบ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ บ้านไม่มีทะเบียนบ้าน ใช้อัตราเดียวกับบ้านที่อยู่อาศัย


>> เหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย

11.55 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน จากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ถนนลาดพร้าว พื้นที่สำนักงานเขตจตุจักร มีผู้บาดเจ็บที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลรวม 77 ราย โดยสามารถกลับบ้านได้แล้ว 53 ราย ขณะที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 13 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วย ICU 7 ราย และผู้ป่วยใน Ward 6 ราย

ล่าสุด ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร รายงานมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย รวมยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็น 38 ราย คือ คุณสายไหม สิงห์ชอม ซึ่งได้รับการส่งต่อ (Refer) จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ไปยังโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 18.30 น. ที่ผ่านมา


>> ร้อยเฉพาะกิจ ทหารพราน 2110 บูรณาการกำลัง ยึดยาเสพติด 100,000 เม็ด พร้อมแฮปปีวอเตอร์ ริมตลิ่งแม่น้ำโขง

12.44 น. ร้อย.ฉก.ทพ.2110 ฉก.ทพ.21 ได้รับการประสานงานจากชุดเฝ้าตรวจ นรข.สถานีเรือสังคม แจ้งว่าใช้กล้องตรวจการณ์เวลากลางคืน ตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์เข้าเทียบฝั่งบริเวณเขื่อนกั้นตลิ่ง เขตพื้นที่ ม.1 ต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย ลักษณะผิดสังเกตเหมือนนำสิ่งของมาโยนไว้บริเวณริมตลิ่ง จึงได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการ ซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณดังกล่าว พบกระเป๋าผ้าใบต้องสงสัยทิ้งอยู่ เมื่อเปิดดูภายในพบเป็นยาเสพติด 100,000 เม็ด

ยาเสพติดชนิดผง (แฮปปีวอเตอร์) 19 ซอง และ หัวพอร์ตเค 6 แท่ง หน่วยฯจึงได้ประสานหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องร่วมกันตรวจสอบขยายผล พร้อมส่งดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


>> รวบหนุ่มหัวร้อน เขม่นคนกินจิ้มจุ่ม ควงมีดฟันกลางร้าน พบประวัติเพียบ

14.35 น. ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เสาไห้ จ.สระบุรี ร่วมกันจับกุม นายกอ (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ในข้อหา “ร่วมกันพยายามในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร” โดยสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่ง ม.5 ต.เริงราง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

พฤติการณ์ในการก่อเหตุอุกอาจครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 2 ตุลาคม 2565 นายกอ ได้ร่วมกับพวกขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าร้านจิ้มจุ่มแห่งหนึ่งย่านคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ก่อนชักอาวุธมีดดาบเข้าไปฟันที่ใบหน้าของลูกค้าที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ในร้านอย่างโหดเหี้ยม เพียงเพราะเกิดอาการเขม่นและหมั่นไส้ส่วนตัว ในระหว่างเกิดเหตุอาวุธปืนที่พกติดตัวมาได้ตกลงพื้น พนักงานของร้านจึงพยายามเข้าไปเก็บปืนเพื่อป้องกันเหตุร้าย แต่กลับถูกนายกอ ใช้อาวุธมีดเล่มเดิมฟันเข้าที่ศีรษะอย่างรุนแรงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตายไปอีกราย ก่อนที่กลุ่มผู้ก่อเหตุจะแยกย้ายหลบหนีไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายกอ ได้หลบหนีมากบดานอยู่ในพื้นที่ ต.เริงราง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบจนพบตัวและเข้าจับกุมได้ในที่สุด จากการตรวจสอบประวัติเชิงลึกพบว่าผู้ต้องหารายนี้เคยก่อคดีมาอย่างโชกโชน มีประวัติอาชญากรรมยาวเป็นหางว่าว ทั้งคดีพยายามฆ่า คดีครอบครองและเสพยาเสพติด คดีร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และคดีทำร้ายร่างกาย ซึ่งมีพฤติกรรมเป็นภัยสังคมอย่างยิ่ง ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง


>> โฆษก ตร. แจงข้อกฎหมายยิง "ผู้บุกรุกเข้าบ้าน" ผิดหรือไม่? ย้ำสิทธิป้องกันตัว ต้องพอสมควรแก่เหตุ

15.51 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีการนำคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเหตุผู้บุกรุกเข้าไปในบ้านพักและมีการใช้อาวุธปืนจนผู้บุกรุกเสียชีวิต ไปเผยแพร่และตีความทางสื่อสังคมออนไลน์ ขอชี้แจงว่า เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าผู้ยิงมีความผิดหรือไม่ อย่างไร

ตามประมวลกฎหมายอาญา การใช้อาวุธปืนยิงบุคคลอื่นโดยเจตนาและเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดยหลักย่อมเป็นการกระทำที่กฎหมายกำหนดเป็นความผิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ใน มาตรา 68 เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ระบุว่า ผู้ใดจำเป็นต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด

ในทางกลับกัน หากภยันตรายนั้นสิ้นสุดลงแล้ว หรือไม่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึงอีกต่อไป แต่ยังมีการติดตามไปใช้กำลังหรือใช้อาวุธ ก็ต้องพิจารณาแตกต่างออกไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี รวมทั้งกรณีหากการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลก็จะพิจารณาตามข้อเท้จจริงของแต่ละคดีเช่นกัน


>> รมว.ยุติธรรม ขานรับนโยบายนายกฯ กำชับ ดีเอสไอที่บางส่วนพกปืนได้ ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีก่อน

16.08 น. พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีมาตรการห้ามเจ้าหน้าที่พกปืน

ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ มีการกำชับเจ้าหน้าที่หรือไม่ ว่า ตามระเบียบภายใน มีบางส่วนที่สามารถพกปืนได้ โดยต้องมีใบพกพาและอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และต้องมีใบยืนยันอีกครั้งหนึ่งด้วย เป็นระบบสองชั้น โดย "ได้กำชับเจ้าหน้าที่ซึ่งส่วนมากเป็นเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ เป็นเจ้าหน้าที่ที่ต้องมีอาวุธปืน ทั้งในส่วนของปีนราชการในการเบิกจ่าย และ เรื่องปืนส่วนตัว ที่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดี"

นักข่าวถาม ตัวรัฐมนตรีก็เป็นตำรวจเก่า มีปืนหรือไม่ และจะจัดการอย่างไร พลตำรวจโทรุทธพล กล่าวว่าก็มี เอาไว้ที่บ้าน ไว้ปกป้องทรัพย์สินตามกฎหมาย มีใบ ป.4 เอาไว้ที่บ้าน ตั้งแต่รับราชการมาไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติ ก็ไม่ได้พกปืน ยิ่งมาตอนนี้ ก็ยิ่งไม่ต้องพกปืน


>> รถกระบะเสียหลักฟาดเข้าเสาไฟฟ้า ริมถนนพุทธมณฑล สาย 7 หนุ่มใหญ่เสียชีวิตติดค้างในซากรถ จ.นครปฐม

16.20 น. รับแจ้งจากศูนย์มูลนิธินครปฐม ตรวจสอบอุบัติเหตุ รถกระบะ เสียหลักชนเสาไฟฟ้า และมีผู้บาดเจ็บติดอยู่ภายในยานพาหนะ บริเวณ หน้าปั๊มน้ำมัน ถนนพุทธมณฑล สาย 7 อ.สามพราน จ.นครปฐม

ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ โตโยต้า สีขาว ป้ายทเะบียน ระยอง ลักษณะเสียหลักฟาดเข้ากับเสาไฟฟ้าข้างทาง พบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บติดค้างอยู่ภายในยานพาหนะ ทางเจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องมือตัดถ่างงัดรถ เพื่อนำร่างออกมา ตรวจสอบพบว่าได้เสียชีวิตแล้ว เป็นชายไทย อายุประมาณ 50 - 60 ปี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามพราน


>> ทำพิธีเก็บอัฐิ “ฮลุน โซโล่” เตรียมลอยอังคารแม่น้ำโขง สู่การเดินทางท่องโลกใบใหม่

16.25 น. ที่วัดรังษีชัชวาลย์ อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ญาติ และครอบครัว ได้ทำพิธี เก็บอัฐิ “ฮลุน โซโล่” หรือ นายบวรทัต เป็งสุข ยูทูบเบอร์ชื่อดังสายแบกเป้เที่ยว ที่เสียชีวิตที่ประเทศจอร์เจีย ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีฌาปนกิจ เมื่อวานนี้ (11 สิงหาคม2569)

โดยการนำเถ้าอัฐิมาจัดเตรียมตามประเพณี พร้อมนิมนต์พระสงฆ์ ประพรมน้ำหอม เพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว นำไปทำพิธีทำบุญที่บ้าน ซึ่งช่วงเช้าวันนี้มีพิธีทำบุญตักบาตร และถวายภัตตาหารเช้าพระสงฆ์ ก่อนอัฐินำไปเก็บไว้วัด และเตรียมที่จะนำเถ้ากระดูกส่วนหนึ่งไปลอยอังคารที่แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีระยะทางยาวไกลในพื้นหลายประเทศ เพื่อให้ “ฮลุน” ได้ท่องโลกใบใหม่

ทั้งนี้ สำหรับอัฐิที่เหลือ จะนำไปเก็บไว้ที่วัด เพื่อที่จะทำบุญครบ 100 วัน แล้วนำอัฐิ ไว้กับพ่อของฮลุนต่อไป อย่างไรก็ตามในส่วนของพัดลม ข้าวของ และข้าวสาร ที่มีแฟนคลับ และผู้มาร่วมทำบุญกันจำนวนมากนั้น ทางญาติจะนำไปมอบและบริจาคให้กับสถานที่ต่างๆเพื่อ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับฮลุนต่อไป ทั้งนี้นามของครอบครัวฮลุน ต้องขอขอบพระคุณทุกภาคส่วน และเอฟซีทุกคนที่ให้กำลังใจ และให้การช่วยเหลือจนการจัดงานศพฮลุนสำเร็จไปด้วยดี


>> หยุดวันแม่คึกคัก นักท่องเที่ยวแห่ตลาดลานโพธิ์นาเกลือ อาหารทะเลขายดี “กุ้งมังกรสด” เมนูฮิต

17.30 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศบริเวณ ตลาดลานโพธิ์นาเกลือ ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ในช่วงวันหยุดเนื่องในวันแม่แห่งชาติ พบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเลือกซื้ออาหารทะเลสดกันอย่างต่อเนื่อง

บรรดาพ่อค้าแม่ค้านำอาหารทะเลสดใหม่ ทั้งกุ้ง ปูทะเล ปูม้า และปลาสด ออกมาวางจำหน่าย โดยเฉพาะ “กุ้งมังกรสด” ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษ ราคาเริ่มต้นประมาณ 400 บาทขึ้นไป หลายร้านขายดีจนสินค้าใกล้หมดเร็วกว่าปกติ ขณะที่บางร้านจำหน่ายอาหารทะเลหมดก่อนเวลา ทำให้ผู้ประกอบการยิ้มรับยอดขายในช่วงวันหยุด

ส่วนบริเวณจุดนั่งรับประทานอาหารที่เมืองพัทยาจัดเตรียมไว้ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ซื้ออาหารทะเลจากตลาดมานั่งรับประทานร่วมกันทั้งแบบครอบครัวและกลุ่มเพื่อน สร้างบรรยากาศคึกคักตลอดช่วงเย็น

ขณะเดียวกัน โป๊ะเทียบเรือลอยน้ำนาเกลือ ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงนวัตวิถีและส่งเสริมประมงพื้นบ้านนาเกลือ ก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน นักท่องเที่ยวพากันเดินชมวิว ถ่ายภาพ และพักผ่อนริมทะเล ส่งผลให้ตลาดลานโพธิ์นาเกลือ กลับมาคึกคักรับวันหยุดวันแม่ และสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวเมืองพัทยาเป็นอย่างมาก


>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศเมียนมา

19.36 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 3.6 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 320 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย


>> เพลิงไหม้อาคารพักคนงาน ร้านขายยางรถ ริมถนนสุขสวัสดิ์ จนท.ระดมฉีดน้ำไม่ลุกลาม จ.สมุทรปราการ

20.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระประแดง รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ริมถนนสุขสวัสดิ์ ใกล้ปากซอยสุขสวัสดิ์ 66 หรือซอยเล้าเป็ด ต.บางพึ่ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น ปลูกติดกันหลายคูหา โดยเพลิงกำลังลุกไหม้บนอาคาร ซึ่งใช้เป็นห้องพักของคนงานร้านยาง พบเปลวเพลิงบริเวณชั้น 2 และชั้น 3 เจ้าหน้าที่ระดมรถดับเพลิงจำนวน 5 คัน ฉีดน้ำสกัด ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ขะณเกิดเหตุ ไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากวันเกิดเหตุเป็นวันหยุด ไม่มีคนงานพักอยู่ภายในอาคาร

เจ้าของร้าน เล่าว่า ขณะเกิดเหตุพักอยู่ในบ้านรวม 3 คน ก่อนจะได้ยินเสียงดัง แต่ไม่ได้เอะใจ เพราะบ้านอยู่ริมถนนและมักได้ยินเสียงคล้ายยางรถระเบิดเป็นประจำ กระทั่งเดินออกมาดู เห็นกลุ่มควัน ก่อนพบว่าอาคารของตนเองกำลังเกิดไฟไหม้

เจ้าของร้านระบุว่า อาคารดังกล่าวเป็นห้องพักคนงาน โดยคาดว่าต้นเพลิงน่าจะอยู่บริเวณชั้น 2 แต่ยังไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด พร้อมบอกว่าร้านเปิดจำหน่ายยางรถยนต์สำหรับรถบรรทุกมานานกว่า 50 ปี และเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ตกใจอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับบ้านของตัวเอง

เบื้องต้นตำรวจได้บันทึกภาพและตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน ก่อนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเพลิงไหม้ครั้งนี้ต่อไป

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม