24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2569
>> เดินทางครั้งสุดท้าย ร่าง "ฮลุน โซโล่" กลับถึงมาตุภูมิแล้ว
06.59 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กรณีการเสียชีวิตของ นายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง โดยล่าสุด ร่างของ ฮลุน โซโล่ ได้เดินทางมาถึง สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยสายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์ (Turkish Airlines) เที่ยวบินที่ TK58 เมื่อเวลา 05.10 น.วันที่ 6 ส.ค
บรรยากาศ ณ ท่าอากาศยาน เป็นไปด้วยความบรรยากาศอันโศกเศร้า โดยมีครอบครัว พี่ชาย พี่สาว ญาติสนิท แฟนคลับ รวมถึงผู้สื่อข่าว เดินทางมารอรับร่างด้วยความอาลัย
>> ผู้บริหารเลอลักษณ์ ปล่อยโฮต่อหน้าสื่อ หลังศาลตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหาย กรณีถูก "ต้อม รัชนีกร" ฟ้อง
09.00 น. ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา ในคดีที่ "ต้อม รัชนีกร" นักแสดงชื่อดัง ยื่นฟ้องสถานเสริมความงาม "เลอลักษณ์" โดยเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 50 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเลื่อนอ่านคำพิพากษามาแล้วครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ หลังศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว "คุณปิ่น" เจ้าของสถานเสริมความงามดังกล่าว หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อมวลชน พร้อมเปิดใจว่า ตลอดเวลาที่สถานเสริมความงามถูกดาราสาว ต้อม รัชนีกร พันธ์มณี ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย ตนเองรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราดูแลทุกสิ่งทุกอย่างอำนวยความสะดวกให้ ตอนมาทำครั้งแรก ต้อม รัชนีกร ก็พอใจ หลังมีปัญหาทางเราแก้ไขให้ ทางดาราสาวก็ยังมาดึงหน้าเป็นปกติ เราก็ดูแลให้เป็นอย่างดี การที่ดาราสาวยื่นร้องต่อศาล เรียกค่าเสียหาย เป็นจำนวนเงิน กว่า 50 ล้านนั้น ทางเรารู้สึกเสียใจ เพราะตั้งแต่ที่ถูกทางดาราสาวยื่นฟ้อง ทำให้เกิดความเสียหายมูลค่าหลักร้อยล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตนเคารพในคำพิพากษาของศาล จากนี้ไปก็จะได้ปรึกษากับทีมทนาย ดร.แก้ว ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน
>> ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้มีการเลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่น ใหม่
10.00 น. สืบเนื่องจาก กกต. มีมติให้ ใบเหลืองแก่นายวัฒนา ช่างเหลา และยื่นคำร้องขอให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นใหม่ จากกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันอาจฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
ที่ห้องพิจารณาคดีเลือกตั้ง 1 ชั้น 2 ศาล จ.ขอนแก่น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีการนัดอ่านคำพิพากษาหมายเลขดำที่ ลต.อบจ.1/2569 ระหว่าง กกต.ผู้ร้อง กับ นายวัฒนา ช่างเหลา ผู้คัดค้าน เรื่อง พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ขอให้มีการเลือกตั้ง นายก อบจ.ใหม่)
โดยเมื่อถึงเวลานัดหมาย นายวัฒนา ช่างเหลา นายก อบจ.ขอนแก่น พร้อมทนายความได้เดินทางมารายงานตัวต่อศาล ขณะที่ กกต.กลาง ได้ส่งผู้แทน จาก สนง.กกต.ขอนแก่น เข้าร่วมรับฟัง โดยอนุญาตเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดี และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนและผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ารับฟังคดี ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลและ รปภ.อย่างเข้มงวด
โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้อ่านคำพิพากษานานกว่า 1 ชม. ก่อนมีคำสั่งให้ เลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่น ใหม่ โดยระบุพฤติกรรมของพยาน ที่ กกต.กล่าวอ้าง คือนาย ส. (นามสมมติ) นำเงิน 100 บาท มาให้กับพยานทั้ง 3 คน และบอกว่าเงินเบอร์ 1 นั้นมีความน่าเชื่อถือ และพยาน เป็นคนที่มีวุฒิภาวะ ผ่านการเลือกตั้งมาเยอะ ไม่น่าจะหยอกล้อและพูดเล่นกับพยานใดๆ ได้ การกล่าวอ้างว่านำเงินมาจ่ายค่าลูกปลา ค่าผ้าอ้อมและค่าเกี่ยวหญ้าให้วัว จากเงินที่ได้รับเป็นค่าจ้างในการขับรถนักเรียนศาลไม่รับฟัง และเป็นเหตุให้การเลือกตั้งส่อไปในทางทุจริตและไม่โปร่งใส ทั้งยังจะทำให้จังหวัดขอนแก่นและคนขอนแก่นเสื่อมเสียชื่อเสียง ว่ามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงจึงมีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ ขั้นตอนจากนี้ไป คือการส่งคำพิพากษาไป กกต. และ อบจ.ขอนแก่น เพื่อจัดการเลือกตั้งตามระเบียบและข้อกฎหมายต่อไป
>> เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 56 เสียหายวอดทั้งห้อง
10.52 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 56 ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านคอนกรีต 2 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นบน ภายในห้องพระ เพลิงลุกไหม้ห้องพระเสียหายทั้งหมด พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 20 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก การจุดธูปเทียนทิ้งไว้ ที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 1 ราย เป็นเพศหญิง อายุ 78 ปี มีอาการสำลักควัน อาสาสมัครปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุ ไม่ประสงค์ไปโรงพยาบาล พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางซ่อน
>> ขนส่งฯ กวาดล้างการใช้ User ของหน่วยงานรัฐละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ทบทวนสิทธิ์การเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน พร้อมดำเนินคดีอาญาขั้นเด็ดขาด
10.56 น. นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แถลงข่าวถึงกรณีการรั่วไหลของข้อมูลทะเบียนรถ โดยตรวจพบ IP ต้องสงสัยที่มีพฤติกรรมการสืบค้นข้อมูลผิดปกติจาก 3 แหล่งบัญชีผู้ใช้งาน ได้แก่ เทศกิจเขตบางกอกน้อย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และกองกำลังสุรสีห์ ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมได้สั่งระงับการใช้งานของทั้ง 3 หน่วยงานชั่วคราว พร้อมประสานตำรวจไซเบอร์เข้าตรวจสอบบัญชีที่มีการค้นหาข้อมูลของบุคคลสำคัญ รวมถึงให้หน่วยงานที่เชื่อมต่อข้อมูลผ่านระบบ e-Service ของกรมการขนส่งทางบกทำการรีเซ็ตรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดเพื่อป้องกันความเสียหาย พร้อมทั้งยืนยันให้ประชาชนคลายความกังวลว่าข้อมูลที่หลุดไปเป็นเพียงข้อมูลพื้นฐาน ไม่สามารถนำไปทำธุรกรรมใด ๆ ได้หากไม่มีการยืนยันตัวตน และเตือนอย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพอาจนำข้อมูลรถยนต์ของท่านมาแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหากท่านได้รับข้อความหรือสายเรียกเข้าที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ห้ามกดลิงก์ ห้ามดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ไม่รู้จัก และห้ามทำธุรกรรมทางการเงินตามคำกล่าวอ้างโดยเด็ดขาด
อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อไปว่า กรมการขนส่งทางบก ได้รับข้อสั่งการจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยได้สั่งการให้ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท. หรือตำรวจไซเบอร์) เข้าควบคุมสถานการณ์และปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงที่ผิดปกติในทันที จนสามารถระงับเหตุและแก้ไขปัญหาได้สำเร็จลุล่วงภายในเมื่อวานนี้ที่มีผู้นำข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผย
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลขั้นสูงสุด กรมการขนส่งทางบก เตรียมพิจารณาทบทวนเรื่องการให้ความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานราชการที่ขอนำข้อมูลของกรมฯ ไปใช้ตรวจสอบในการปฏิบัติงาน เนื่องจากเหตุการณ์ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า หน่วยงานปลายทางที่ได้รับสิทธิ์อาจจะยังมีมาตรการกำกับ ควบคุม และดูแลรักษาความปลอดภัยของบัญชีผู้ใช้งานไม่เพียงพอ จนเป็นช่องโหว่ให้เกิดการลักลอบนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบต่อไปในอนาคตได้
>> “นิรัตน์ ” ยืนยัน 5,925 คนแก้ไขคะแนน ทุจริตสอบท้องถิ่น จะถูกดำเนินการทั้งหมด ไม่มียกเว้น
11.02 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวยืนยันว่า สำหรับการดำเนินการกับผู้ทุจริตสอบท้องถิ่นทั้ง 5,925 คนที่มีการแก้คะแนน จะถูกดำเนินการทุกคนไม่ว่าจะอยู่กลุ่มไหนจะบรรจุไปแล้วก็ต้องถูกออก
ส่วนที่ยังไม่ได้รับการบรรจุ แต่มีชื่อขึ้นบัญชี ก็จะไม่ได้เรียกบรรจุ หรือจะมีคะแนนเบื้องต้นถึงด้วยตัวเอง แต่หากมีการแก้คะแนน ก็ต้องถูกเลิกจ้าง สรุปคือยอดแก้ไขคะแนน 5,925 คน จะถูกดำเนินการทุกคน เรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำชับและให้นโยบายมาสู่แนวทางปฏิบัติชัดเจน ปิดชื่อถือพฤติกรรม ให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมากับทุกคนที่ทุจริต ไม่มียกเว้น สำหรับไทม์ไลน์เพิกถอนผู้ทุจริตสอบท้องถิ่น จำนวน 5,925 คน
โดยเมื่อวันที่ 5 ส.ค.คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) มีการสรุปผลกรณีพบรายชื่อ 5,925 รายที่มีการประกาศคะแนนไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ พร้อมเห็นชอบให้มีการประกาศลำดับรายชื่อใหม่อย่างถูกต้อง ส่วนวันที่ 6 ส.ค.คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รับทราบผลสรุป 5,925 รายชื่อเพื่อแจ้งต่อไปยังหน่วยงานท้องถิ่นที่สังกัดให้ดำเนินการประกาศลำดับรายชื่อใหม่
ลำดับถัดไป คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.จังหวัด) รับทราบผล 5,925 รายชื่อและแจ้งไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ให้ดำเนินการประกาศลำดับรายชื่อใหม่ ขั้นตอนสุดท้าย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่ละแห่ง จะดำเนินการถอนรายชื่อเดิมที่ไม่ถูกต้องออก และดำเนินการบรรจุรายชื่อใหม่ตามลำดับที่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป
>> นายกฯ หารือเต็มคณะร่วมกับประธานาธิบดีเมียนมา ย้ำมิตรภาพและความไว้เนื้อเชื่อใจ เดินหน้าความร่วมมือไทย-เมียนมาในทุกมิติ
11.25 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือเต็มคณะร่วมกับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
ทั้งสองฝ่ายได้หารือเพื่อสานต่อความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน รวมทั้งเห็นพ้องรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกในความสัมพันธ์ทวิภาคี ผ่านการหารือและการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนผลักดันการดำเนินงานตามแถลงการณ์ร่วมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ ไทยยืนยันความพร้อมในการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของเมียนมาผ่านความร่วมมือด้านเกษตรกรรม สาธารณสุข การศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนา การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
นายกฯ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ของไทยและเมียนมาในการยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยจะเป็นมิตรและหุ้นส่วนที่พร้อมสนับสนุนเมียนมาต่อไปบนพื้นฐานของมิตรภาพอันดีและผลประโยชน์ร่วมกัน
จากนั้น นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมาได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเเลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ จำนวน 3 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านแรงงาน การจัดการคุณภาพน้ำ และเทคโนโลยีอวกาศ
>> ตำรวจ ปอศ. บุกค้นบ้านและที่ทำงาน “โทน บางแค” หลังถูกออกหมายจับคดีฉ้อโกงประชาชน ปมหลอกขายกล้องส่องพระรุ่นพิเศษ
12.22 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักและสถานที่ทำงานของ นายโทนทอง หรือ “โทน บางแค” เซียนพระชื่อดัง หลังศาลอาญาอนุมัติหมายจับในข้อหา "ฉ้อโกงประชาชน" จากกรณีถูกกล่าวหาว่าหลอกจำหน่ายกล้องส่องพระรุ่น Zeiss Blue Marine ให้กับประชาชนจำนวนมาก
ทั้งนี้ การเข้าปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นผลจากการสืบสวนของพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ภายหลังมีผู้เสียหายหลายรายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ระบุว่า “โทน บางแค” ไหวตัวหนี! โดยมีผู้เสียหายแจ้งความว่าถูกหลอกจำหน่ายกล้องส่องพระ และยังมีการโฆษณาว่ากล้องพระผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 3,175 ชิ้น พร้อมระบุว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่ากล้องส่องพระทั่วไป ทั้งด้านความคมชัดและการจับโฟกัส ส่งผลให้มีผู้หลงเชื่อสั่งจองเป็นจำนวนมาก แม้ราคาจำหน่ายจะเริ่มต้นที่ 15,999 บาทต่อชิ้น โดยมียอดสั่งซื้อรวมคิดเป็นมูลค่าความเสียหายเกือบ 20 ล้านบาท
โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และสถานที่ทำงาน กลับไม่พบตัว ก่อนที่ช่วงเช้าวันนี้ ทน บางแค จะเข้ามอบตัวที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสอบปากคำ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> สาวลำพูนผวา ชายมือที่สามถ่ายคลิปลับแบล็กเมล - ขู่ยิง สามียกเป็นบทเรียนราคาแพง
13.03 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน สาวลำพูน วัย 30 ปี ร้องเรียน "นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีรัตน์" ช่วยเหลือ หลังถูกชายวัย 26 ปี ที่รู้จักผ่านติ๊กต็อกข่มขู่แบล็กเมล แม้เธอจะแจ้งแต่แรกว่ามีครอบครัวแล้ว แต่อีกฝ่ายพยายามเข้ามาควบคุมชีวิต เมื่อขอเลิกกลับถูกขู่เผยแพร่นคลิปหลุดขณะมีเพศสัมพันธ์ ขู่ยิง ขู่ทำร้ายลูก ซ้ำยังปลอมเฟซบุ๊กโพสต์ใส่ร้าย และสั่งของเก็บเงินปลายทางก่อกวนกว่า 30 ครั้ง ขณะที่สามีผู้เสียหายเปิดใจยอมรับว่า ตนทำงานหนักไม่มีเวลาจึงปล่อยให้ภรรยาคุยกับคนอื่นเพื่อคลายเหงา ไม่คิดว่าจะบานปลายกลายเป็นดาบสองคมทำลายครอบครัว
ด้าน ดร.ธนกฤต ระบุว่า พฤติกรรมของผู้ก่อเหตุเข้าข่ายสร้างความเดือดร้อนรุนแรงและละเมิดกฎหมายชัดเจน เบื้องต้นได้ประสานตำรวจ สอท. เพื่อเร่งรัดคดีที่ล่าช้า และเตรียมดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการปลอมบัญชีสร้างความเสียหาย รวมถึงพิจารณาความผิดฐานข่มขู่คุกคามเพิ่มเติม พร้อมเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหายและครอบครัวอย่างเร่งด่วน
>> แพทย์เปิดผลชันสูตรร่าง "ฮลุน โซโล่" ระบบหัวใจล้มเหลว ยังไม่ตัดปมสารพิษทิ้ง
13.16 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผศ.นพ.วรวีร์ ไวยวุฒิ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการชันสูตรศพของ ฮลุน โซโล่ ว่า
การชันสูตรครั้งนี้ทำหลังจากร่างของฮลุนกลับมาถึงไทย โดยผ่านการชันสูตรมาจากจอร์เจียมาแล้ว ซึ่งแพทย์ได้อธิบายให้ญาติฟังและญาติอนุญาตให้เปิดเผย พร้อมตอบคำถามสื่อมวลชน
ผศ.นพ.วรวีร์ กล่าวว่า ผลชันสูตรร่างของฮลุน ไม่พบการถูกทำร้ายร่างกาย ไม่พบรอยฟกช้ำ ไม่พบรอยถูกทำร้าย ไม่พบกระดูกหัก อวัยวะไม่พบความผิดปกติ ยกเว้นที่หัวใจ โดยจอร์เจียก็ตรวจไปค่อนข้างเยอะ โดยในเรื่องของหัวใจต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ หาเนื้อเยื่อและหาทางพันธุกรรม ส่วนเรื่องที่สงสัยในประเด็นไหลตาย เราต้องตรวจก่อน
ผศ.นพ.วรวีร์ กล่าวว่า สรุปวันนี้ ในเบื้องต้น เป็นเรื่องระบบหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว แต่เรายังไม่ทิ้งประเด็นเรื่องสารพิษและสารเคมี โดยจะให้กระทรวงยุติธรรม ประสานขอข้อมูลไปยังจอร์เจีย เพื่อข้อมูลการตรวจสอบศพและหาสารเคมี โดยต้องใช้เวลา “สรุปเป็นเรื่องระบบหัวใจล้มเหลว แต่เรายังไม่ทิ้งประเด็นเรื่องสารพิษและสารเคมีต่างๆ ไป โดยในใบมรณบัตร จอร์เจียยังไม่ลงในสาเหตุการเสียชีวิต”
>> ภูธรภาค 5 แถลงรวบ 3 คดี ยึดยาบ้ากว่า 3.2 ล้านเม็ด เฮโรอีน 8.62 กก.
13.19 น. ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถจับกุมและตรวจยึดของกลางจาก 3 คดีสำคัญ ได้ยาบ้ารวมกว่า 3.2 ล้านเม็ด และเฮโรอีน 8.62 กิโลกรัม พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 3 คน
คดีแรก เจ้าหน้าที่สืบสวน กก.ปพ.บก.สส.ภ.5 สกัดจับเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ จับกุมหญิงผู้ต้องหา 1 ราย พร้อมยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด ซุกในกระสอบปุ๋ย 8 กระสอบ
คดีที่สอง เจ้าหน้าที่ตรวจยึดพัสดุต้องสงสัย 5 กล่อง ที่บริษัทขนส่ง Kxxx เอ็กซ์เพลส สาขาป่าซาง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ภายในพบยาบ้า 704,000 เม็ด ซึ่งมีต้นทางจากพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง
ส่วนคดีที่สาม เจ้าหน้าที่ขยายผลจากการตรวจยึดพัสดุเฮโรอีนของบริษัท xxx ก่อนติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้อีก 2 ราย บนรถโดยสารประจำทาง พร้อมของกลางเฮโรอีน 8.62 กิโลกรัม
สำหรับผลการปราบปรามยาเสพติดของ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 5 สิงหาคม 2569 มีการจับกุมคดียาเสพติดรวม 27,345 คดี ในจำนวนนี้เป็นคดีรายสำคัญ 315 คดี ตรวจยึดยาบ้ากว่า 420 ล้านเม็ด, ไอซ์กว่า 10,350 กิโลกรัม, เฮโรอีนกว่า 105 กิโลกรัม, เคตามีนกว่า 1,300 กิโลกรัม, ฝิ่นกว่า 410 กิโลกรัม และตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดรวมมูลค่าประมาณ 1,580 ล้านบาท
>> นายกฯ ย้ำหาต้นเหตุ เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง กรณีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล พร้อมยกระดับความปลอดภัยข้อมูลภาครัฐทั้งระบบรัฐบาล
13.55 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีมีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลส่วนบุคคลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายใน หาต้นเหตุและผู้รับผิดชอบ ย้ำว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้น และต้องใช้เป็นโอกาสยกระดับมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐทั้งระบบ
นางสาวรัชดา กล่าวว่า การดำเนินงานของหน่วยงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรายงานว่า ผลการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบว่าฐานข้อมูลภาครัฐถูกเจาะโดยตรง และได้ปิดช่องทางการเข้าถึงที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensics) เพื่อหาสาเหตุและผู้ที่เกี่ยวข้อง
กระทรวงคมนาคมระงับบัญชีผู้ใช้งานที่เข้าข่ายผิดปกติ สั่งเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทุกหน่วยงานที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก และส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ดำเนินการสืบสวน ขณะที่ กระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองอยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเข้าถึงข้อมูล โดยกรมการปกครองยืนยันว่า ยังไม่พบการรั่วไหลจากฐานข้อมูลหลักของระบบทะเบียนราษฎร
สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เร่งตรวจสอบและประเมินระบบสารสนเทศของหน่วยงานภาครัฐประมาณ 300 กรมทั่วประเทศภายใน 30 วัน พร้อมผลักดันให้ทุกหน่วยงานใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication: MFA) เป็นมาตรฐาน เพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐ ลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก
นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลไม่ปกปิดปัญหาหรือปฏิเสธความรับผิดชอบก่อนที่การตรวจสอบจะแล้วเสร็จ และพร้อมนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ ทั้งเรื่องการปิดช่องโหว่ การตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การดูแลผู้แจ้งเบาะแสโดยสุจริต และการประเมินประสิทธิภาพของงบประมาณด้านความมั่นคงไซเบอร์ มาประกอบการดำเนินงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองอย่างแท้จริง
>> แม่ร้องสายไหมฯ คลี่คดีสาว 19 ดับปริศนา ผลศพพบสารเสพติดหักล้างคำอ้างเพื่อนช็อกทุเรียน
14.49 น.แม่ของหญิงสาววัย 19 ปี ชาวสระบุรี เดินทางเข้าร้องขอความช่วยเหลือจากเพจสายไหมต้องรอด หลังลูกสาวเสียชีวิตอย่างปริศนาในห้องเช่าเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน โดยกลุ่มเพื่อนที่มารับออกจากบ้านอ้างว่าผู้ตายเกิดอาการชักเกร็งเพราะช็อกจากการกินทุเรียน แต่ผู้เป็นแม่ยืนยันว่าลูกสาวกินทุเรียนไม่เป็นและไม่เคยมีประวัติเสพยา ซึ่งผลชันสูตรพลิกศพยืนยันชัดเจนว่าสาเหตุเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลวและตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย ทำให้ครอบครัวปักใจเชื่อว่าลูกสาวถูกล่อลวงไปมอมยา
ทางครอบครัวได้ตั้งข้อสังเกตถึงพิรุธหลายประการ ทั้งระยะเวลาการส่งโรงพยาบาลที่ล่าช้าผิดปกติ มือถือถูกปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ต แชตปริศนานัดหมาย รวมถึงปมความขัดแย้งเรื่องความหึงหวงในพื้นที่ ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ระบุว่าพฤติการณ์มีความคล้ายคลึงกับ "คดีลัลลาเบล" จึงเตรียมประสานผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรีเพื่อเร่งรัดคดี ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ประวัติการใช้โทรศัพท์ และคลี่คลายข้อสงสัยทั้งหมดโดยเร็ว
>> ตำรวจภาค 2 ใช้ GPR สแกนสวนมะพร้าวคดีอำพรางศพ 5 ศพ ขุดพิสูจน์ 2 จุดต้องสงสัย สุดท้ายไม่พบสิ่งผิดปกติ
14.49 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจตรวจสอบพื้นที่สวนมะพร้าว จุดพบร่างสมาชิกครอบครัวชาวไทย 3 ราย ในคดีฆาตกรรมอำพรางศพ 5 ศพ พื้นที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ได้ใช้เครื่องสำรวจใต้ดินด้วยสัญญาณเรดาร์ (Ground Penetrating Radar : GPR) ตรวจค้นหาจุดต้องสงสัยเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ระหว่างการสแกนพื้นที่ เครื่อง GPR ตรวจพบความผิดปกติใต้ผิวดินจำนวน 2 จุด เจ้าหน้าที่จึงนำรถแบ็กโฮเข้าขุดตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมปิดกั้นพื้นที่และให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าร่วมดำเนินการตามขั้นตอน โดยทำการขุดลึกประมาณ 1–2 เมตร ตามตำแหน่งที่เครื่องแสดงผลแจ้งเตือน
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการขุดตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติหรือวัตถุแปลกปลอมตามที่คาดไว้แต่อย่างใด ส่งผลให้สามารถตัดข้อสงสัยในทั้ง 2 จุดได้ เบื้องต้นไม่พบหลักฐานบ่งชี้ว่ามีหลุมฝังศพหรือผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมในพื้นที่
พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 เปิดเผยว่า การนำเครื่อง GPR เข้าตรวจสอบครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบทุกข้อสงสัยจากคำให้การที่คลาดเคลื่อนของผู้ต้องหา รวมถึงกระแสข่าวที่อ้างว่าอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม โดยตำรวจใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบการสืบสวน ไม่ได้หมายความว่ามีข้อมูลยืนยันว่ามีศพเพิ่มแต่อย่างใด
ภายหลังการตรวจสอบเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้ถอนกำลังและยุติการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ หลังผลการขุดตรวจสอบยืนยันว่าไม่พบสิ่งผิดปกติในจุดต้องสงสัยทั้งสองจุด
>> รถจักรยานยนต์พลิกคว่ำลงข้างทาง พบร่างผู้เสียชีวิต หน้าจมอยู่ในแอ่งน้ำ จ.สุพรรณบุรี
15.38 น. มูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์พลิกคว่ำลงข้างทาง และมีผู้เสียชีวิต บริเวณริมถนนบ้านบางซอ ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
ที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า เอ็กซ์แม็กซ์ สีม่วง-ดำ ป้ายทะเบียน สุพรรณบุรี ล้มคว่ำอยู่ในพงหญ้าข้างทาง ใกล้กันพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ชาย อายุประมาณ 36 ปี สภาพผู้เสียชีวิตนอนคว่ำหน้าอยู่ในน้ำ ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สองพี่น้อง
>> เพลิงไหม้บ้านเรือน ซอยศรีนครินทร์ 45 ประชาชนช่วยกันใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ คาดผู้ป่วยจิตเวชทำการจุดไฟเผา
17.58 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยศรีนครินทร์ 45 ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นล่าง เพลิงลุกไหม้เศษวัสดุ กองเสื้อผ้า ลุกลามฝาผนัง และหลังคา พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 3 ตารางเมตร ประชาชนใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก ผู้ป่วยจิตเวชทำการจุดไฟเผา ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยสุขุมวิท
>> เพลิงไหม้รถจักรยานยนต์ ใกล้เคียงสถานีตำรวจนครบาลดินแดง เสียหายหมดทั้งคัน
18.37 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ใกล้เคียงสถานีตำรวจนครบาลดินแดง ถนนมิตรไมตรี แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นรถจักรยานยนต์ สีฟ้า-ขาว หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร รถใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งคัน ประชาชนใช้ถังดับเพลิงทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำการระบายควันและความร้อน
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก สายน้ำมันรั่วไหลบริเวณห้องเครื่องยนต์ ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยสุทธิสาร
>> รวบสาวนายหน้าเถื่อน ตุ๋นเหยื่อส่งแรงงานไปเกาหลีใต้ เสียหายเกือบ 1 ล้านบาท
19.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกันจับกุม หญิงไทย อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหา “ร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถส่งคนไปทำงานต่างประเทศได้ และร่วมกันฉ้อโกง” โดยจับกุมได้ที่บริเวณลานจอดรถสายใต้ใหม่ กรุงเทพฯ
สืบเนื่องจาก ก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาได้ก่อเหตุชักชวนผู้เสียหาย 3 ราย อ้างว่าสามารถส่งไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเรียกเก็บค่าบริการรวมกว่า 966,200 บาท สุดท้ายกลับบ่ายเบี่ยงและไม่สามารถส่งไปทำงานได้จริง
เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงนำตัวส่ง สภ.เกษตรสมบูรณ์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> รถจักรยานยนต์ชนกับรถบรรทุก กลางถนนสาย อุดรธานี - ขอนแก่น มีผู้เสียชีวิต 1 ราย จ.อุดรธานี
19.16 น. กู้ภัยทางหลวงอุดรธานี รับแจ้งว่า มีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับรถบรรทุก และมีผู้บาดเจ็บอาการสาหัส บนถนนเส้นทาง อุดรธานี - ขอนแก่น ฝั่งขาออกอุดรธานี ก่อนถึงแยกโกลบอลเฮ้าส์ ในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุดรธานี
ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า มีโอ สีเขียว ป้ายทะเบียน สกลนคร ล้มคว่ำอยู่ริมทาง ห่างออกไป พบรถบรรทุก 6 ล้อ ฮีโน่ สีขาว ป้ายทะเบียน พิษณุโลก จอดอยู่ข้างทาง ตรวจสอบ พบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย มีแผลฉีกขาดขนาดใหญ่บริเวณหน้าผาก อาการสาหัส ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพ - กู้ภัยเร่งช่วยเหลือด้วยการปั๊มหัวใจ ก่อนมอบให้รถกู้ชีพค่ายประจักษ์นำผู้บาดเจ็บเข้าโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ตรวจสอบเอกสาร เป็นชายไทย อายุประมาณ 45 - 50 ปี ในส่วนของสาเหตุอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โนนสูง
>> หนุ่มวัยเบญจเพส ขี่รถจักรยานยนต์เสียหลักชนกับเสาไฟฟ้า บาดเจ็บสาหัส กู้ชีพ - กู้ภัยเร่งทำ CPR แต่ไม่เป็นผล จ.กาญจนบุรี
22.52 น. อาสาสมัครมูลนิธิขุนรัตนาวุธ ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์เสียหลักชนเสาไฟฟ้า และมีผู้บาดเจ็บสาหัส บริเวณริมถนนคันคลองสะพานดำหนองขาว ในพื้นที่ ม.1 ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี
ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีดำ ลักษณะชนเสาไฟฟ้าข้างทาง ใกล้กันพบร่างของผู้บาดเจ็บ 1 ราย มีอาการสาหัส ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพ - กู้ภัยเร่งช่วยเหลือด้วยการปั๊มหัวใจ แต่ไม่เป็นผล เสียชีวิตในเวลาต่อมา ตรวจสอบเอกสาร เป็นชายไทย อายุ 25 ปี ในส่วนของสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าม่วง
>> แผ่นดินไหว ขนาด 4.3 ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา
03.32 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 4.3 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 446 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย